ตอนที่ 9 เส้นทางขับรถที่สวยที่สุดใน Romantic Road

วันที่ 5 ผมตื่นประมาณ 6 โมงกว่า อาบน้ำแต่งตัว เก็บของใส่กระเป๋าเสร็จแล้วเรารอพนักงานของ Hostel มาเปิดห้องครัว วันนี้เรามีราเมงเป็นอาหารเช้า ทาเกะกับหลอดเตรียมอาหารมื้อนี้จากญี่ปุ่นให้กับพวกเรา ใช้เวลาทำไม่นานเพียงต้มน้ำใส่รอสักพักก็กินได้เลย เหมือนการทำมาม่านั่นเอง พวกเรากินกันเสร็จแล้ว Check out ออกจากโรงแรมแล้วเดินลากกระเป๋าไปเอารถที่จอดไว้ที่อาคารจอดรถ ก่อนเอารถออกจากอาคาร เราต้องเสียบบัตรจอดรถที่ตู้จ่ายเงินเพื่อจ่ายค่าที่จอดรถ ก่อนเอารถออกจากอาคารจอดได้ครับ ระบบนี้ไม่ต้องใช้แรงงานคนเลย อีกหน่อยถ้าค่าแรงแพงกว่านี้ คงมีคนเอามาใช้ในบ้านเราแน่ๆ ครับ ออกจากอาคารจอดรถแล้ว เราแวะเติมน้ำมันกันก่อนเพราะตั้งแต่รับรถจากสนามบินใน Frankfurt ยังไม่ได้เติมเลยครับ น้ำมันเกือบจะเกลี้ยงถังอยู่แล้ว เราจ่ายเงินเติมน้ำมันไป 50 Euro เกย์น้ำมันขึ้นมาอยู่ที่ ¾ ของถัง ผมคำนวณแล้วว่า น่าจะพอวิ่งไปถึง Austria ได้สบายๆ แล้วค่อยเติมน้ำมันที่นั่นอีกที เพราะราคาน้ำมันใน Austria ถูกกว่าใน Germany จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปเมือง Friedberg ที่อยู่ไม่ไกล ขับรถประมาณ 10 นาทีก็ถึงครับ

Friedberg (อ่านว่า ฟรีดแบค) เป็นเมืองเก่าอีกเมืองนึงในย่านนี้ แต่บ้านเรือนที่นี่ไม่เก่ามากเหมือนในเมือง Rothenburg เราแวะจอดรถกันในเมืองใกล้ๆ กับ Town Hall หรือศาลากลางประจำเมืองเพื่อขอแผนที่ของเมืองนี้ที่ Information office แล้วจึงเดินดูบ้านเรือนในเมืองไปเรื่อยๆ เมืองที่นี่สะอาดเหมือนกับเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา บริเวณถนนใจกลางเมืองมีผู้คนเดินพลุกพล่านพอสมควรสำหรับช่วงเช้าของวัน เราแวะเข้าไปภายในโบสถ์ Jakobskirche เราเดินกันต่อไปที่ปราสาทของเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างทางเราผ่านบ้านของ Snow White ด้วย มีคนแคระยื่นเฝ้าอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด เสียดายที่ Snow white ไม่อยู่ เราเดินมาอีกสักพักก็ถึงตัวปราสาท ภายในไม่ค่อยมีอะไรมากนัก เราจึงแวะถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วเดินกลับไปที่รถเพื่อไปดูโบสถ์ Pilgrimage Church, “Herrgottsruh”

บางคนอาจจะสับสน คิดว่าเมืองฟรีดแบค (Friedberg) กับ Freiburg (อ่านว่า ฟรายบรวก์) เป็นเมืองเดียวกัน ที่จริงแล้วเป็นคนละเมืองนะครับ เมือง Freiburg เป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเจอมันนี หรือบริเวณเขตป่าดำ หรือ Black Forest ซึ่งเป็นเมืองนี้มีชื่อเสียงทางด้านบ่อน้ำร้อน

รูปที่ 1 : ตึก Town hall ที่ทำการประจำเมือง Friedberg

รูปที่ 2 : บริเวณด้านหน้า Town hall มี Tower อะไรสักอย่าง

รูปที่ 3 : โบสถ์ Jakobskirche รูปลักษณ์แปลกตา อยู่ใจกลาง City center

รูปที่ 4 : บรรยากาศบ้านเรือนระหว่างทางเดินไปปราสาทเมือง Friedberg

รูปที่ 5 : หน้าบ้าน Snow white มีคนแคระเฝ้าอยู่เต็มไปหมด

รูปที่ 6 : บริเวณด้านหน้าของปราสาทเมือง Friedberg

รูปที่ 7 : บันไดวนของตึกภายในปราสาทแห่งนี้

Pilgrimage church of Our Lord‘s Rest, “Herrgottsruh“ เป็นโบสถ์ที่ตกแต่งในสไตล์ Rococo ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกับปราสาท Neuschwanstein ที่เรากำลังจะเดินทางไปถึงในตอนเย็นวันนี้ โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1731-1753 และพึ่งได้รับการบูรณะใหม่ในช่วงปลายปี 2007 นี่เป็นโบสถ์สไตล์ Rococo โบสถ์ที่เราเห็นในแถบนี้ พวกเรายืนตะลึงดูความสวยงามภายในโบสถ์อยู่นานทีเดียว ด้านหลังของโบสถ์มีห้องน้ำด้วย เยี่ยมไปเลย


รูปที่ 8 : โบสถ์ Herrgottsruh ภายในตกแต่งในสไตล์ Rococo

ออกจากโบสถ์ เราเลือกขับรถบนถนน Local road ลงใต้ไปยังเมือง Landberg am Lech ต่อไป เราขับผ่านเมืองเล็กๆ 2-3 เมือง ซึ่งไม่ค่อยเจอคนเท่าไหร่ครับ ผมเห็นวัวมากกว่าคนอีก นอกจากนั้นยังได้กลิ่นขี้วัวด้วย ผมคิดว่าคนในเมืองเล็กๆ เหล่านี้คงเป็นเกษตรกรกันครับ เกษตรกรที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราหรอกครับ เค้าจะทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยใช้เครื่องจักรช่วยงานทั้งหมด เห็นเครื่องมือเครื่องจักรที่พวกเขาใช้แล้วรู้ได้เลยครับว่า เกษตรกรที่นี่ยังไงก็ไม่จน

เราขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงเมือง Landberg am Lech (อ่านว่า ลันด์สเบิร์ก อาม เล็ค) เราจอดรถตรงซุ้มประตูเมืองเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกของผู้มาเยือน แล้วขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อดูโบสถ์กัน วันนี้มีตลาดนัดอยู่ข้างโบสถ์ด้วยครับ ทำให้บรรยากาศในเมืองดูคึกคักขึ้นเยอะเลย เราแอบจอดรถข้างตลาดโดยไม่หยอดเหรียญจ่ายเงินค่าที่จอดรถด้วย เนียนเลย หลังจากเดินตลาดดูว่าเค้าซื้อขายอะไรกัน แล้ว เราก็เข้าไปดูภายในโบสถ์ต่อ ยังไม่หมดแค่นั้นครับ เราสืบทราบมาว่า เมืองนี้มีฝายกันน้ำในแม่น้ำทีมีชื่อ และมีปราสาทเล็กๆ อยู่ด้วย เราจึงขับรถวนหาบริเวณแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมือง ไม่นานเราก็เห็นทั้งฝายกันน้ำและปราสาทเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กัน บริเวณนั้นมีลานจอดรถสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวด้วย เราจอดรถลงเดินดูฝายในแม่น้ำ และชมปราสาทเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน บริเวณนั้นเป็นธรรมชาติมาก น่าเดินหรือนั่งพักผ่อนมากครับ


รูปที่ 9 : ซุ้มประตูเมือง Landberg am Lech

รูปที่ 10 : ตลาดนัดข้างโบสถ์ใจกลางเมือง

รูปที่ 11 : ภายในโบสถ์กลางเมือง Landberg am Lech

รูปที่ 12 : ฝายในแม่น้ำอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองนัก

รูปที่ 13 : ปราสาทเก่าตั้งอยู่ใกล้กับจุดชมวิวฝายริมแม่น้ำ

ออกจาก Landberg am Lech เราขับรถลงใต้ไปเมือง Hohenfurch (อ่านว่า โฮนเอนฟรุซ), Schongau (อ่านว่า ชอนกาว) และเมือง Peiting (อ่านว่า ไปป์ติ่ง)ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน บรรยากาศ 2 ข้างทางเริ่มสวยมากขึ้นเรื่อยๆ มีทุ่งหญ้าสีเขียวอ่อน สลับกับป่าสนสีเขียวเข้ม มองไปข้างหน้าไกลๆ จะเห็นเทือกเขาน้ำแข็งสีจางๆ อยู่ พวกเรายังคงประทับใจกับทุ่งดอกมัสตาดสีเหลืองอยู่ จึงแวะจอดเก็บภาพเหมือนเคย เราแวะสั่ง Ham Burger ในร้าน McDonald’s ข้างทางเป็นอาหารกลางวัน แล้วขับรถวนดูบรรยากาศของเมืองทั้ง 3 คราวๆ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีอะไรน่าดูเป็นพิเศษสำหรับเรา เราจึงเดินทางกันต่อไปที่เมือง Rottenbuch


รูปที่ 14 : ออกจาก Landberg am Lech เริ่มเห็นวิวภูเขาน้ำแข็งทางตอนใต้ของเจอมันนี

รูปที่ 15 : วิวท้องทุ่งดอกมัสตาลก่อนเข้าเมือง Rottenbuch

ก่อนจะถึงเมือง Rottenbuch (อ่านว่า ร็อทเทนบุช) เราเห็นโบสถ์ของเมืองอยู่สูงเด่น ใช่แล้วครับ โบสถ์ที่นี่ตกแต่งในสไตล์ Rococo สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ผมไปถึงโบสถ์ในขณะที่ผู้คนในเมืองแต่งตัวสุภาพ ทะยอยเดินออกมากัน ผมเดาเอาว่า คงจะมีพิธีฝังศพเพิ่งเสร็จสิ้นก่อนหน้าที่เราจะมาถึง พวกเราเดินเข้าไปดูความอลังการภายในโบสถ์ด้วยความเคารพต่อสถานที่และผู้คนในเมืองนั้น จากนั้นเราออกเดินทางกันต่อ โดยเราขับรถผ่านเมือง Wildsteig (อ่านว่า ไวล์ดสแตก) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ เราจึงเดินทางต่อไปบนถนนเส้นเล็กๆ ไปยัง Wieskirche เพื่อดูความสวยงามของโบสถ์สุดท้ายในวันนี้


รูปที่ 16 : โบสถ์สูงเด่นในเมืองเล็กๆ Rottenbuch

รูปที่ 17 : ด้านหน้าของโบสถ์ ออกจากดูเรียบๆ

รูปที่ 18 : ภายในโบสถ์ ตกแต่งในสไตล์ Rococo ไว้อย่างอลังการ

Wieskirche โบสถ์สไตล์ Rococo มรดกโลก

Wieskirche (อ่านว่า วีสเกอเชอ) เป็นชื่อของโบสถ์เล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมือง Steingaden (อ่านว่า ชไตน์กาเดน) ท่ามกลางธรรมชาติ ภายในโบสถ์ตกแต่งในสไตล์ Rococo ที่สมบูรณ์แบบที่สุด จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เราจอดรถที่ลานจอดรถแล้วเดินขึ้นไปชมภายในโบสถ์ Wieskirche ซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงามอลังการ หากมองดูศิลปะภายในโบสถ์คล่าวๆ จะดูคล้ายกับโบสถ์ในเมือง Rottenbuch ครับ โบสถ์ทั้ง 2 แห่งนี้เปิดรับให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในโบสถ์ ฟรี ใครที่ต้องการชมความงดงามของโบสถ์สไตล์ Rococo ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ


รูปที่ 19 : Wieskirche โบสถ์มรดกโลกจาก UNESCO อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว

รูปที่ 20 : มีผู้คนที่นับถือหรือมาดูศิลปะในโบสถ์แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

เราออกจากโบสถ์แวะดูของที่ระลึกกันที่ร้านค้าบริเวณลานจอดรถสักพัก จึงออกเดินทางกันต่อ โดยไม่แวะเข้าใจกลางเมือง Steingaden เราเลือกวิ่งบนถนนเส้นเล็กๆ เพื่อวิ่งออกไปยังเมือง Trauchgau แทน โปรแกรม Europe – Offline map with directU ยังคงทำหน้าที่นำทางให้กับเราได้อย่างดี เพราะว่าถนนเส้นนี้เล็กมาก เป็นเส้นทางลัดเลาะไปตามธรรมชาติเขตป่าสน ไม่ค่อยมีรถวิ่งบนเส้นทางนี้ หรือไม่เจอรถวิ่งสวนมาเลยครับ เราขับรถตามแผนที่สักพักใหญ่ก็ถึงเมือง Trauchgau หลังจากนั้นเราขับรถผ่านเมืองเล็กๆอีก 2 เมือง ไม่นานก็ถึงเมือง Schwangau (อ่านว่า ชวานเกาน์) เส้นทางเส้นนี้มีความสวยงามที่ไม่สามารถเขียนบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ครบถ้วนจริงๆ ครับ

เที่ยวเมือง Schwangau วันเดียวไม่พอ

ก่อนจะเข้าตัวเมือง Schwangau เราวิ่งเข้าถนน Colomanstraße ทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นถนนเส้นที่อยู่ใกล้กับปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein) มากที่สุด เรามองเห็นตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขาอยู่ไกลๆ ถนนเส้นนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติเหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราเห็นนักท่องเที่ยวเดินเล่น หรือขี่จักรยาน บนถนนเล็กๆ เส้นนี้ ทางด้านขวาของถนนจะเป็นโบสถ์เล็กๆ สไตล์ Baroque ชื่อว่า Saint-Coloman ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าอย่างโดดเด่น แต่ถูกความงดงามของปราสาท Neuschwanstein บดบังไปโดยธรรมชาติ บนถนนเส้นนี้ยังมีทางแยกเข้าสู่ถนน Tegelbergstraße ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานี Cable Car (Tegelbergbahn) ขึ้นสู่ยอดเขา Tegelberg ซึ่งสามารถเห็นวิวด้านหน้าของปราสาท Neuschwanstein อีกมุมนึงด้วยครับ พรุ่งนี้ถ้ามีเวลาเราจะได้ขึ้นกัน วันนี้เราต้องเข้าที่พักก่อนครับ เย็นแล้ว


รูปที่ 21 : Saint-Coloman โบสถ์เล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวในเมือง Schwangau

รูปที่ 22 : มุมนึงของปราสาท Neuschwanstein อยู่กลางธรรมชาติ

รูปที่ 23 : อีกมุมนึงของปราสาท Neuschwanstein ระหว่างทางเดินจากโรงแรมไป Ticket office

ผมเลือกที่พักในเมืองนี้นานที่สุดก็ว่าได้ครับ ราคาที่พักโดยเฉลี่ยที่นี่แพงกว่าเมืองอื่นอยู่แล้ว แต่ก็คุ้มครับถ้าเราพักอยู่ในโรงแรมที่สามารถเห็นวิวปราสาท Neuschwanstein จากหน้าต่างห้องพักได้ ผมสรุปลงตัวที่ Alpenhotel Allgäu ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กับ Tennis club ของเมือง Schwangau ไม่ไกลจากถนน Colomanstraße และ Ticket office เพื่อซื้อตั๋วขึ้นปราสาท Hohenschwangau และปราสาท Neuschwanstein ผมจองห้อง Family ไว้สามารถมองเห็นปราสาท Neuschwanstein จากระเบียงของห้องได้ มีห้องน้ำและห้องครัวในตัว ราคาตกอยู่คนละ 42 Euro (รวมค่าอาหารเช้า) เป็นราคากลางสำหรับโรงแรมในเยอรมัน พวกเราจัดการขนสัมภาระขึ้นห้องพัก แล้วออกเดินสำรวจเส้นทางไป Ticket office และชมปราสาทเทพนิยายทางด้านล่างอย่างใกล้ชิด

รูปที่ 24 : โรงแรม Alpenhotel Allgäu อยู่ใกล้กับปราสาท Neuschwanstein

หลังจากเดินเล่นบริเวณใกล้ๆ แล้วเราก็เดินกลับโรงแรมเพื่อขับรถไปเที่ยวในเมือง Füssen (อ่านว่า ฟุสเซ่น) กันต่อ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที Füssen เป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กับเมือง Schwangau มากที่สุด ในเมืองมีโรงแรมขนาดกลางและขนาดใหญ่อยู่เยอะ เนื่องจากการเดินทางสะดวก ที่นี่มีทั้งสนามบินและสถานนีรถไฟ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพักอยู่เมืองนี้ เราขับรถผ่านย่าน Shopping street แต่ไม่ได้แวะลงเดินเพราะเห็นว่าเมืองนี้มีลักษณะคล้ายๆ กับย่าน Shopping เมืองอื่นๆ จึงขับรถวนดูรอบๆ ตัวเมืองแวะซื้อของกินสำหรับเป็นอาหารเช้าของวันพรุ่งนี้ (ตอนนั้นผมลืมไปว่า ทางโรงแรมมีอาหารเช้าบริการให้ด้วย ผมมารู้อีกทีหลังจากกลับเมืองไทยแล้ว) ระหว่างเดินจาก Supermarket กับไปที่รถเราเจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยประมาณ 30-40 คนกำลังเดินออกจากโรงแรมไปเดินเที่ยวใน Shopping street ใน Füssen ดูลาดราวและสังเกตุจากจำนวนคนที่เดินใน Füssen พรุ่งนี้น่าจะมีคนขึ้นปราสาท Neuschwanstein เยอะแน่ๆ เลยครับ

พวกเราเดินกลับมาที่รถแล้วขับรถกลับไปยังเมือง Schwangau โดยแวะทานอาหารเย็นที่ร้าน Schloss Brauhaus Schwangau ตามคำแนะนำของเจ้าของโรงแรม ซึ่งร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก มีอาหารเยอรมันและมีเบียร์สดที่ทางร้านหมักเอง บรรยากาศภายในร้าน สนุกสนาน รื่นเริง ประมาณว่า จิบเบียร์ไป ดูปราสาท Neuschwanstein ไป ฟังดนตรี Bavaria ที่มีน้องนักเรียนมาเล่นให้ฟังสดๆ กัน แขกในร้านเฮฮากันอย่างสนุกสนาน อาหารร้านนี้ราคาพอๆ กับร้านอาหารในเมืองอื่นๆ ครับ แต่ทางร้านไม่มีขาหมูเยอรมันขาย เราสั่งไส้กรอกและอาหารเยอรมันอื่นๆ มากินกันประมาณ 4 จาน พร้อมกับเบียร์สดคนละ 2 แก้ว ราคาทั้งหมดประมาณ 70 Euro เรานั่งกินกันอยู่นานพอสมควร กินเสร็จแล้วดูเวลา 3 ทุ่มกว่าแล้ว เราจึงขับรถกลับ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโรงแรมครับ


รูปที่ 25 : บรรยากาศมื้อเย็นในเมือง Schwangau ของพวกเรา

ฟ้าสลัวๆ ใกล้จะมืดแล้ว เราจอดรถที่จอดรถ เดินเข้าโรงแรมด้วยอาการตกใจกันเล็กน้อย เพราะเห็นรูปโปสเตอร์กษัตริย์ Ludwig ที่ 2 ขนาดเท่าตัวจริง ตั้งอยู่ภายในโรงแรมหลายแห่ง ไฟภายในโรงแรมเปิดไว้อย่างสลัวๆ คนเดินนำหน้าเดินไปแล้วชะงัก ทำให้คนเดินตามตกใจหมด ยิ่งมืดๆ เมาๆ อยู่ด้วย ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่มีอะไรครับ ผมเข้าห้องแล้วหลับสบายยันเช้าเลยครับ


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 14 December 2013]
คิดถึงหนุ่มนักดนตรีT^T
PinkPanter

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง