ตอนที่ 11 เส้นทางขับรถบนเทือกเขาแอลป์ ท้าทายและสวยงามเกินบรรยาย

วันที่ 7 เราตื่นประมาณ 6 โมงครึ่ง เมื่อคืนนี้ฝนตกปรอยๆ ทั้งคืน ทำให้ท้องฟ้าตอนเช้ามีเมฆหมอก ไม่ค่อยโปร่งใสเท่าไหร่ อากาศข้างนอกหนาวจริงๆ อุณหภูมิประมาณ 6-10 องศา วิวภูเขาบริเวณรอบๆ ที่นี่สวย น่าประทับใจที่ได้แวะค้างคืนกันที่นี่ พวกเราทะยอยอาบน้ำแล้วเก็บของใส่กระเป๋า เจ้าของบ้านที่นี่เตรียมอาหารเช้าให้เราตอน 8 โมงเช้า เราเดินลงไปที่ห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้น 2 ของบ้าน เมื่อคืนน่าจะมีแขกพักที่นี่ประมาณ 15-20 คน อาหารที่นี่จึงจัดเต็มพอสมควร พอๆ กับ Youth hostel ใหญ่ๆ เลยทีเดียว มีแฮม เบค่อน ไข่ต้ม ขนมปังมี 2-3 อย่างให้เลือก แยมรสต่างๆ Nutella ชีส conflex นม Yogurt ชา กาแฟ น้ำผลไม้ต่างๆ พวกเรายังไม่เบื่ออาหารสไตล์ยุโรปซะทีเดียว กินกันหมดไม่เหลือ กินเสร็จจึงลากกระเป๋าลงจากห้องพักขึ้นรถและ check out ออกจากนั่น เราจำเป็นต้องออกจาก Berwang เมืองเล็กๆ ในออสเตรีย ที่น่าประทับใจ


รูปที่ 1 : บรรายากาศรอบๆ Guesthouse ในเมือง Berwang ออสเตรีย

รูปที่ 2 : ห้องทานอาหารของ Guesthouse หลังจากเจ้าของจัดเต็ม Breakfast Buffet ให้กับพวกเรา

วันนี้เป็นวันที่ต้องขับยาวที่สุดในทริปนี้ ระยะทางรวมของวันนี้ประมาณ 300 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงทีเดียว เราออกจากโรงแรมแล้ววิ่งในเส้นทางตามแนวเทือกเขาในออสเตรีย เข้าประเทศสวิสทางเมือง St.Gallen เพื่อชมบรรยากาศเทือกเขาสูง 2 ข้างทาง เราแวะเติมน้ำมันที่เมือง Stanzach (อ่านว่า สแตนซัช) กันก่อน เติมประมาณครึ่งถังจ่ายไป 37 Euro ราคาน้ำมันที่นี่ถูกที่สุดถ้าเทียบกับในเจอมันนีและสวิสครับ เติมเสร็จก็ลุยกันต่อ เราขับรถไปตามเทือกเขา ถนนเส้นนี้สวยจริงๆ สองข้างทางเป็นเทือกเขามีหิมะปกคลุมที่ยอดเขา บางช่วงบางตอนถนนอยู่ข้างหุบเหวชัน น่าตื่นเต้น หวาดเสียวเหมือนกัน จุดสูงสุดในเส้นทางนี้อยู่ที่เมือง Schröcken (อ่านว่า ชรอคเคิน) สองข้างทางริมถนนเต็มไปด้วยหิมะ ขาวโพลนไปหมด อุณหภูมิข้างนอกอยู่ที่ 4 องศา พวกเราหาที่เหมาะๆ แวะจอดรถ เก็บภาพบรรยากาศที่นั่นเอาไว้ แล้วจึงออกรถเดินทางกันต่อ บ้านเมืองในออสเตรียน่าอยู่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ กระจัดกระจายกันไป ไม่แออัด เราขับรถดูวิวเพลินๆ ก็ล่วงเวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ก่อนจะก็ถึงเมือง Lustenau (อ่านว่า ลัสเทเนา) ซึ่งเป็นเมืองในออสเตรีย เมืองสุดท้ายของพวกเรา ผมรู้สึกเสียดายที่เราไม่มีเวลามากพอสำหรับแวะชมสถานที่เที่ยวในออสเตรียที่อื่นๆ กัน เอาไว้วันหลังค่อยจัดทริปเที่ยวแต่ในออสเตรียน่าจะดีครับ


รูปที่ 3 : เส้นทางธรรมชาติบนเทือกเขาสูงในออสเตรีย

รูปที่ 4 : ที่เมือง Schröcken สองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะ

รูปที่ 5 : จุดชมวิวข้างทางบริเวณเมือง Schröcken

พวกเราแวะซื้อของกันใน LiDL supermarket และเข้าห้องน้ำใน McDonald’s พร้อมสั่ง Burger กินเป็นอาหารกลางวัน แล้วจึงแวะปั้มน้ำมันเติมให้เต็มถังกัน คราวนี้จ่ายไปอีก 50 Euro และซื้อสติกเกอร์ค่าทางด่วนของสวิสที่ปั้มน้ำมันด้วยเลย ราคา 33 Euro โดยสติกเกอร์อันนี้สามารถใช้ได้ 1 ปีนับจากวันที่เข้าทางด่วนวันแรก เราติดสติกเกอร์ที่กระจกหน้ารถเพื่อใช้ขึ้นทางด่วนสำหรับทัวร์สวิสในครั้งนี้กัน โดยพวกเราออกจากออสเตรีย แล้วขึ้นทางด่วนเข้าสวิสทันที มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจดูสติกเกอร์บริเวณทางขึ้นทางด่วนอยู่ เราจึงผ่านเข้ามาได้และขับมุ่งหน้าไปที่เมือง St.Gallen ต่อไปครับ

ออกจากออสเตรียเข้าสวิส รู้สึกว่าบ้านเรือนในสวิสแออัด

ผมเพิ่งมาเหยียบสวิสครั้งแรก ทันทีที่เห็นสภาพบ้านเรือนตามเมืองต่างๆ มองจากบนทางด่วนระหว่างทางเข้าเมือง St.Gallen (อ่านว่า เซ็นต์ กัลเลน) รู้สึกว่า ที่นี่ดูบ้านเรือนดูค่อนข้างแออัด ตึกส่วนใหญ่จะเป็นแบบ condo หรือ apartment บ้านเรา ตึกแต่ละหลังอยู่ชิดติดกัน ทำให้เกิดคำถามขึ้นในหัวว่า นี่เหรอเนี้ย ประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลก ?

ทางด่วนในสวิสกว้างใหญ่วิ่งสบายเหมือนกับ Autobahn ในเจอมันนี เราขับรถบนทางด่วนในสวิสไปจนถึงเมือง St.Gallen ดูเวลาแล้วเรามาถึงช้ากว่าโปรแกรมเดินทางที่วางไว้พอสมควร จึงจำเป็นต้องข้ามเมือง St.Gallen ไป เราวิ่งบนทางด่วนต่อไปที่เมือง Winterthur กันเลย

เราขับรถบนทางด่วนจากเมือง St.Gallen มาสักพักก็ถึงทางแยกออกถนน Local road เพื่อวิ่งเข้าเมือง Winterthur (อ่านว่า วินเทอร์ทูร์) เมืองแห่งศิลปะของสวิส เราขับรถผ่านใจกลางเมืองสังเกตุดูแล้วไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ จึงไม่ได้แวะจอดรถลงไปเดินในเมือง เราขับรถเพื่อจะไป Zürich กันต่อ ระหว่างทางเราเจอ LiDL supermarket จึงแวะเข้าไปดูว่า สินค้าที่นี่แตกต่างจากในออสเตรีย ที่เราแวะเมื่อเช้าหรือเปล่า พวกเราได้ Chocolate กับไวน์ของสวิสติดมือมา และถือโอกาสแลกเศษเงินสวิสไปในตัวครับ เสร็จแล้วเราก็ขับรถขึ้นทางด่วนเข้า Zürich กัน เราขับรถเข้าตัวเมืองทางอุโมงค์ Milchbuck แล้ววิ่งเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ เมืองที่นี่ใหญ่มาก บนถนนรถเยอะ แต่มีการระบายการจราจรที่ดี ทำให้ไม่มีปัญหารถติดนานเหมือนบ้านเรา เราขับมาใกล้ๆ กับเขตเมืองเก่าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ จึงวนหาที่จอดรถแถวๆ มหาวิทยาลัย Universität Zürich จ่ายค่าจอดรถ 5 CHF จอดได้ 3 ชั่วโมง แล้วลงไปเดินเล่นในเขตเมืองเก่ากัน


รูปที่ 6 : Grossmünster โบสถ์ใหญ่ของเมือง Zürich

รูปที่ 7 : ฝนตกปรอยๆ ตอนรับการมาเยือนของพวกเรา แต่สาวสวิสคนนี้ไม่กลัวฝน

รูปที่ 8 : Fraümunster โบสถ์เก่าแก่ที่มีนักท่องเที่ยวเพ่งดูกระจกกันจริงจัง

Zürich (อ่านว่า ซูริค) เป็นเมืองศูนย์รวม Everything jingle bell หลังจากลงจากรถ พวกเรายังมึนๆ กับการจราจรที่ดูสับสน วุ่นวาย จึงแวะเข้าไปสงบสติอารมณ์ในโบสถ์ Grossmünster (อ่านว่า กรอสมุนเตอร์) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่จอดรถนัก โบสถ์เก่าแก่แห่งนี้ เป็นโบสถ์สูงตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Zürich ศิลปะในโบสถ์ของสวิสแตกต่างกับของเยอรมันอย่างชัดเจน โบสถ์ที่นี่จะเน้นศิลปะของกระจกสีเป็นหลัก ภายในโบสถ์ยังมีทางขึ้นไปยัง Tower ด้านบนของโบสถ์ เพื่อชมเมือง Zürich ทั้งเมือง 360 องศา โดยทางโบสถ์เก็บค่าขึ้น 5 หรือ 10 CHF ไม่แน่ใจ ผมอยากขึ้นแต่พอถามสมัครพักพวกแล้วไม่มีใครขึ้นด้วย ก็เลยอด ต้องมานั่งสงบสติดูศิลปะภายในโบสถ์พักนึง จึงออกจากโบสถ์มา เราขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ Limmat มาในเขตเมืองเก่าแล้วแวะดูโบสถ์เก่าแก่ของเมืองอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือโบสถ์ Fraümunster (อ่านว่า เฟร้ามุนเตอร์) ซึ่งมีหอนาฬิกาและศิลปะกระจกสีที่มีชื่อเสียง ผมไม่ได้ศึกษาประวัติของศิลปะในโบสถ์แห่งนี้มาก่อน เดาเอาว่าเป็นผลงานของศิลปินชื่อดังทีเดียว เนื่องจากเห็นโปสการ์ดรูปกระจกสีในโบสถ์แห่งนี้ขายเป็นของที่ระลึกด้วย

จากนั้นพวกเราเดินต่อไปในเขตเมืองเก่า เราเดินตามผู้คนที่เดินตามซอกเล็กซอกน้อยในย่าน shopping ของเมือง เดินดูร้านค้าต่างๆ ผมไม่คิดที่จะซื้อของในเมืองนี้เลยครับ เพราะรู้มาว่าเมือง Zürich เก็บภาษี (Tax) แพงกว่าเมืองอื่น ก็เลยเดินดูไปเรื่อยๆ ครับ เราเดินมาที่สวน Linderhof (อ่านว่า ลินเดอร์โฮฟ) ซึ่งเป็นสวนที่อยู่ในเขตเมืองเก่าของ Zürich และเป็นจุดชมวิวของเมืองแห่งหนึ่ง ทำให้เห็นความใสสะอาดของแม่น้ำ Limmat ที่หล่อเลี้ยงคนในเมือง Zürich เอาไว้ เราถ่ายรูปบรรยากาศของเมืองนี้เก็บไว้ แล้วแวะดูคนเล่นหมากรุกขนาดใหญ่ในมุมนึงของสวนแห่งนี้ พวกเราดูนาฬิกาเวลาจอดรถของเราใกล้จะหมดแล้ว เราจำเป็นต้องเดินกลับไปที่รถ ก่อนจะได้ใบสั่ง


รูปที่ 9 : บรรยากาศบนถนน shopping street ของเมือง

รูปที่ 10 : วิวเมือง Zürich มองจากสวน Linderhof

รูปที่ 11 : สวน Linderhof อยู่ในเขตเมืองเก่า บรรยากาศร่มรื่น คนที่นี่ชิวๆ เล่นหมากรุกกัน

รูปที่ 12 : วิวโบสถ์มองจากใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในสวนแห่งนี้

เราเดินมาถึงที่รถ เลยเวลาจอดรถประมาณ 15 นาทีโชคดีที่ไม่มีใบสั่งแป๊ะไว้ที่หน้ารถ เราออกรถแล้วขับรถวนในเมือง Zürich อีกสักพักจึงออกเดินทางกันต่อ คืนนี้เราไม่ได้พักใน Zürich เพราะว่าราคาที่พักค่อนข้างสูง ภาษีของเมืองนี้ก็แพงด้วย ผมจึงจองที่พักในเมืองอื่นแทน เราขับรถขึ้นทางด่วนหมายเลข 4 ลงทางใต้แล้วออกจากทางด่วนที่เมือง Immensee (อ่านว่า อิมเมนเซ) ลัดเลาะไปตามถนน Local road วิ่งเลียบทะเลสาบ Luzern ไปยัง Youth hostel Rotschuo (อ่านว่า รอทชูโอ) ซึ่งอยู่ชานเมือง Gersau (อ่านว่า แกร์ซาว) ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง Youth hostel ติดทะเลสาบแห่งนี้ เราจอดรถบริเวณที่จอดรถของ hostel ที่อยู่ริมถนน แล้วเดินเขาลงไปยังตึก office ที่อยู่ติดกับทะเลสาบ เพื่อติดต่อห้องพัก ผมจองห้องนอน 6 เตียง ห้องน้ำรวมเอาไว้ ราคาคนละ 31 CHF (รวมอาหารเช้า) ในวันนี้มีงานอะไรไม่ทราบ มีพ่อแม่พาลูกๆ มาพักอยู่เต็มไปหมด เรา check-in แล้วขนของเข้าห้องพัก เห็นทุกคนกำลังทานอาหารมื้อเย็นของทางโรงแรม ซึ่งมีสลัดผัก สปาเก็ตตี้ซอสเนื้อ ซุป ขนมพุดดิ้งและผลไม้ พวกเราจึงสอบถามพนักงานว่ามีอาหารเย็นเหลือพอสำหรับพวกเรา 5 คนมั้ย เพราะพวกเราไม่ได้จองอาหารมื้อเย็นไว้ล่วงหน้า โชคดีที่ยังมีอาหารเหลือพอสำหรับเรา เราจึงกินอาหารมื้อเย็นกันที่นี่เลยโดยจ่ายค่าอาหารคนละ 15 CHF ต่างหาก พวกเรากินบุฟเฟ่สปาเก็ตตี้ซอสเนื้อกันจนอิ่มแป้ แล้วกลับเข้าห้องพักที่อยู่ริมทะเลสาบ Luzern แล้วจึงแยกย้ายกันอาบน้ำนอน วันนี้เรานอนกันเร็วกว่าปกติ เนื่องจากข้างนอกฝนตกปรอยๆ ทำให้เดินเที่ยวไม่สะดวกครับ


รูปที่ 13 : Youth hostel Rotschuo ริมทะลสาบ Luzern

รูปที่ 14 : Dinner set ของ Hostel

รูปที่ 15 : เปลี่ยนบรรยากาศนอนริมทะเลสาป

------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง