ตอนที่ 12 เส้นทาง Golden Line งามสมคำร่ำลือ

วันที่ 8 เราตื่นกันเช้าปกติ มองออกไปดูทะเลสาบที่หน้าต่าง หมอกหนาเต็มไปหมดเพราะว่ามีฝนตกเกือบทั้งคืน ผมเดินออกไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวมของ hostel ห้องอาบน้ำยังคงแห้งสนิท ฝรั่งยังไงก็อาบน้ำน้อยกว่าเราวันยังค่ำ อาบน้ำเสร็จพวกเราเก็บของแล้วไปกินมื้อเช้าที่ห้องอาหารเหมือนวันก่อนๆ ที่น่าแปลกใจคือ ในห้องอาหารมีฝรั่งไม่อาบน้ำ นั่งอยู่เต็มเลยสิครับ ฮ่าฮ่าฮ่า อาหารที่นี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีขนมปัง ชีส แยมสตรอเบอรี่ น้ำผึ้ง Nutella Conflex นม ชา กาแฟ น้ำส้ม กล้วยหอม พิงเริ่มเบื่ออาหารเช้าแล้ว เอามาม่าอัพ ไปกิน ดูพวกฝรั่งสนใจมองดูกันใหญ่ครับ คงอยากรู้รสชาติของมาม่าคัพว่าอร่อยแค่ไหน กินกันเสร็จ พวกเราก็ขนของออกและ check out ออกจากโรงแรมเดินทางกันต่อครับ


รูปที่ 1 : วิวทะเลสาบ Luzern ตอนเช้า ระหว่างทางเข้าเมือง Luzern

รูปที่ 2 : บรรยากาศตลาดๆ ใกล้ๆ กับสะพาน Kapellbrücke ใน Luzern

จุดหมายแรกของวันนี้คือเมือง Luzern (อ่านว่า ลูเซิน) พวกเราขับรถบนถนน Local road เลียบทะเลสาบไปเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปกัน แล้วไปกันต่อ ประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงเมือง Luzern ครับ เราจอดรถไม่ไกลจากสะพาน Kapellbrücke (อ่านว่า คาเพลล์บรึคเคอ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมากนัก วันนี้มีตลาดนัดอยู่ใกล้ๆ ทำให้บรรยากาศของเมืองดูคึกคัก น่าเดินยิ่งขึ้น ร้านขายดอกไม้กับร้านขายชีส เป็นร้านที่ขายดีที่สุด เราแวะดูภายในโบสถ์เยซูอิต (Jesuitenkirche) ซึ่งตกแต่งในสไตล์ Baroque เหมือนกับโบสถ์ทางตอนใต้ของเจอมันนี โบสถ์นี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Reuss ใกล้ๆ กับสะพาน Kapellbrücke ออกจากโบสถ์แล้วเราทำบุญทำทานโดยซื้อขนมปังมาให้ห่านหรือหงษ์ไม่แน่ใจ ที่ว่ายน้ำอยู่ในแม่น้ำ Reuss กินกัน แม่น้ำที่นี่ใสสะอาดเหมือนแม่น้ำ Limmat ใน Zürich เสร็จแล้วเราข้ามสะพานไปเขตเมืองเก่า ฝั่งนี้ของแม่น้ำก็มีตลาดนัดเหมือนกัน เราแวะซื้อ Chocolate กับ Cherry กินกัน เดินไปเดินมาคนอื่นหลงไปไหนก็ไม่รู้ เหลือผมกับพิงกัน 2 คน เราเดินเล่นในเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นเขต Shopping ของเมือง มีร้านค้าเต็มไปหมด พิงเดินดูร้านที่มีป้าย Sale อยู่หน้าร้าน ผมเดินดูร้านขายนาฬิกา Tag ซื้อเป็นของฝากให้พี่สาว เราเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ห่วงอีก 3 คนที่เหลือ เพราะว่าหลังจากเดินในเขตเมืองเก่าแล้ว พวกเราทุกคนต้องเดินต่อไปที่ Lion Monument หรืออนุสาวรีย์ Löwendenkmal มีนักเที่ยวแวะมาเยี่ยมเยือนเจ้าสิงโตที่อนุสาวรีย์แห่งนี้อย่างไม่ขาดสายด้วยความเคารพ เราเจอหลอดกับทาเกะก่อนถึง Löwendenkmal และเจออ๊อดที่นั่น พวกเราแวะถ่ายรูปบรรยากาศที่นั่นด้วยความเศร้า ผมยืนดูเจ้าสิงโตด้วยความทึ่งในฝีมือคนทำ ที่สามารถแกะสลักหินรูปสิงโตที่ดูแล้วรู้สึกถึงความเศร้าได้


รูปที่ 3 : ภายในโบสถ์ Jesuitenkirche ดูคล้ายๆ โบสถ์ทางตอนใต้ของเจอมันนี

รูปที่ 4 : สะพาน Kapellbrücke สัญลักษณ์ของเมืองนี้ Luzern

รูปที่ 5 : ยังคงป้วนเปี้ยนเก็บภาพแถวๆ สะพาน Kapellbrücke

รูปที่ 6 : หอนาฬิกาเก่าแก่ประจำเมือง ใกล้ๆ กับถนน Shopping

รูปที่ 7 : อนุสาวรีย์ Löwendenkmal เป็นประติมากรรมที่มีความรู้สึก

เราเดินจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ กลับไปที่รถโดยข้ามสะพาน Kapellbrücke หากสังเกตุดีๆ ก็จะรู้ว่าสะพานแห่งนี้ก็เป็นเพียงสะพานไม้ข้ามแม่น้ำธรรมดาๆ สะพานหนึ่ง เพียงแต่คนที่ออกแบบสะพานแห่งนี้ ออกแบบให้สะพานข้ามแม่น้ำในแนวเฉียงและวางหอคอยอยู่ในแม่น้ำ ทำให้สะพานดูโดดเด่น แปลกตาไม่เหมือนที่อื่น เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Luzern ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนไม่น้อยทีเดียว

เราออกจาก Luzern เดินทางต่อไปยังเมือง Interlaken ดินแดนสองทะเลสาบ เส้นทางรถไฟระหว่างเมืองทั้งสอง เรียกว่าเส้นทาง Golden Line เป็นเส้นทางรถไฟที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในสวิส เราเลือกขับรถบน Local road ซึ่งเป็นถนนขนานกับเส้นทางรถไฟสาย Golden Line เพื่อดูวิว 2 ข้างทาง ซึ่งสวยงามสมคำร่ำรือจริงๆ ครับ เราขับรถผ่านทุ่งหญ้า ป่าสน บ้านเรือนสไตล์ Country ภูเขาและทะเลสาบ ถนนเส้นนี้วิ่งสบาย รถน้อย วันนี้เรามีเวลา ไม่เร่งรีบ จึงจอดรถแวะถ่ายรูปหลายครั้ง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึงเมือง Interlaken (อ่านว่า อินเตอร์ลาเก้น)


รูปที่ 8 : เริ่มเข้า Golden Line บ้านเมืองข้างทางสวยจริงๆ

รูปที่ 9 : หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทางบน Golden Line

รูปที่ 10 : ในสวิสก็ปลูกเจ้าดอกเหลืองเหมือนกัน

รูปที่ 11 : ทะเลสาบ Brienz ลมแรงจริงๆ พวกเราแวะถ่ายรูปก่อนเข้าเมือง Interlaken

เราขับรถไปยังที่พักกันก่อน ผมจองห้องพักในโรงแรม Rugenpark เอาไว้ตามคำแนะนำของคนไทยที่เคยมาเที่ยวที่นี่ ที่นี่ออกจะเป็น Guest house มากกว่าโรงแรม เนื่องจากที่นี่บริหารงานทุกสิ่งทุกอย่างโดยสามีภรรยาคู่หนึ่ง และพักอาศัยอยู่ในตึกนี้ด้วย ผมจองห้องพักไว้ 2 ห้องรวม 5 เตียง ไม่มีห้องน้ำในตัวทั้งสองห้อง เราพักอยู่บนชั้น 3 ของบ้าน แต่ละชั้นจะมีห้องน้ำรวมซึ่งเล็กและแคบมาก ผมเคยเที่ยวยุโรปมาหลายเมือง หลายประเทศ ก็เพิ่งเคยเจอห้องน้ำที่เล็กที่สุดที่นี่แหล่ะ ห้องส้วมขนาดประมาณ 70x100 cm ห้องอาบน้ำขนาดประมาณ 90x120 cm โดยที่ในห้องมีเครื่องทำน้ำอุ่นขนาดใหญ่แขวนติดฝนังอยู่ ทางเดินเข้าห้องน้ำกว้างน่าจะประมาณ 60 cm ความกว้างของห้องนอนก็เหมือนกับที่อื่นทั่วไป ทุกห้องจะมีอ่างล้างหน้า สำหรับล้างหน้าแปรงฟันในห้องนอนได้ (จะได้ไม่อยู่ในห้องน้ำนาน) ค่าห้องพักที่นี่คนละ 40 CHF (รวมอาหารเช้า) ในเมืองนี้ยังมี Youth hostel ที่อื่นอีกแต่ผมเลือกพักที่นี่เพราะอยากรู้ว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่แนะนำให้พักที่นี่กัน โรงแรมที่นี่มีข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ พื้นแต่ละชั้นเป็นไม้ เวลาเดินจะรู้สึกว่า พื้นบ้านมันแอ่นๆ และมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดๆ เวลาแขกห้องอื่นเดินผ่านไปผ่านมาจะได้ยินเสียงไม้ดังขึ้นทันที โดยรวมถือว่าโรงแรมนี้ใช้ได้ครับ ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีใกล้ใจกลางเมือง มีที่จอดรถบริการฟรี เจ้าของโรงแรมแนะนำเส้นทางเดินเที่ยวในเมืองและร้านอาหารสวิส อาหารจีนให้กับเรา รวมทั้งเช็คสภาพอากาศที่ยอดเขา Jungfrau (อ่านว่า จุงเฟร้า) ตอนนี้อากาศปิด มีเมฆมาก ไม่เหมาะที่จะขึ้นไป เรากะว่าจะขึ้น Jungfrau กันพรุ่งนี้ถ้าสภาพอากาศเปิด ฟ้าใส วันนี้เราไปเดินเล่นในเมือง Interlaken กันก่อนดีกว่า


รูปที่ 12 : โรงแรม Rugenpark ที่คนไทยนิยมพักที่นี่กันจัง

รูปที่ 13 : ทาเกะกำลังหาข้อมูลอยู่ว่า คืนนี้จะกินที่ไหนกันดี

หลังจาก check in ขนกระเป๋าขึ้นห้องพักแล้ว พวกเราก็ออกไปเดินเล่นใจกลางเมือง Interlaken กัน เราแวะเดินเล่นในห้าง Migros ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Interlaken west ไม่ไกลจากโรงแรมนัก จากนั้นจึงเดินไปที่ถนนสายหลักของเมือง นั่นคือถนน Höheweg ผมเข้าไปดูนาฬิกาในร้านที่เป็นตัวแทนขายนาฬิกา Tag Heuer พบว่านาฬิกาในเมืองนี้ขายถูกกว่าเมืองอื่นๆ ทั้งหมด พนักงานบอกว่าซื้อนาฬิกาใน Interlaken จะ Free Tag แล้วถ้าซื้อเงินสดจะได้ส่วนลดมากกว่าจ่ายบัตรเครดิตครับ ผมก็ดูนาฬิกา Tag ที่เมืองอื่นมาเหมือนกัน พบว่าราคาที่นี่ถูกที่สุด นึกแล้ว เสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้ซื้อนาฬิกาที่นี่มาฝากพี่สาวครับ เราเดินกันต่อบนถนนเส้นเดิมไม่นานก็ถึงสวน Höhematte ซึ่งมีฉากด้านหลังเป็นเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม จึงเป็นจุดดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีครับ


รูปที่ 14 : นักดับเพลิงใน Interlaken เล่นดนตรีให้นักท่องเที่ยวฟังดูเพลินๆ

รูปที่ 15 : Höheweg ถนนสายหลักของเมือง ด้านหน้าของสวน Höhematte

รูปที่ 16 : ดอกไม้ภายในบริเวณสวน Höhematte ซึ่งเป็น Highlight ของ Interlaken

รูปที่ 17 : Grand Hotel โรงแรมหรู อยู่ตรงข้ามสวน Höhematte

หลังจากนั้นเราเดินข้ามแม่น้ำหรือคลองที่เชื่อมระหว่างทะเลสาบ Thun กับทะเลสาบ Brienz มาอีกฝั่งหนึ่ง บรรยากาศบริเวณนี้มีแต่ความสงบ บริเวณนี้เป็นโซนที่พักอาศัย เราเดินตามทางเดินเลียบคลองไปทางทะเลสาบ Thun ดูบรรยากาศธรรมชาติอีกมุมนึงของ Interlaken น้ำในคลองใสมาก ไหลค่อนข้างเร็ว มีเป็ดว่ายน้ำเล่นตามธรรมชาติ บ้านบางหลังที่นี่มีแปลงผักสวนครัวปลูกไว้กินเองในสวนหน้าบ้าน เราเดินมาจนเกือบจะถึงสถานีรถไฟ Interlaken west ก็พบกับร้านอาหารสวิสตามคำแนะนำของเจ้าของโรงแรม ชื่อว่า Resturant Bären เราไปจัดเต็มอาหารสวิสกัน


รูปที่ 18 : คลองเชื่อมระหว่างทะเลสาบ Thun กับทะเลสาบ Brienz ทำไหลเร็วรี่

รูปที่ 19 : บรรยากาศริมคลอง มีถนนไว้เดินเล่นชมธรรมชาติ

รูปที่ 20 : คนที่นี่เค้าก็ปลูกผักกินเองนะ ปลูกไว้หน้าบ้านเลยด้วย ไม่ต้องอายใคร

รูปที่ 21 : Resturant Bären ร้านอาหารสวิส ที่เจ้าของโรงแรม Rugenpark แนะนำ

ฟองดูว์ก็คือจิ้มจุ่มไฮโซ นั่นเอง

ภายในร้านแห่งนี้ตกแต่งในสไตล์สวิส ทันทีที่เข้าไปภายในร้าน ผมได้กลิ่นแปลกเหมือนกลิ่นไวน์กับชีสไหม้เพราะว่าโต๊ะอื่นกำลังโซ้ยฟองดูว์กันอยู่ บรรยากาศค่อนข้างมืด พนักงานจุดเทียนบนโต๊ะเพื่อเพิ่มความสว่าง เราตั้งใจมากินฟองดูว์กันจะได้รู้ถึงรสชาติของอาหารสวิส จึงสั่งฟองดูว์เนื้อรวมสำหรับ 2 คน Rösti ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองสวิสอีกอย่างหนึ่งเป็นมันฝรั่งกินกับไส้กรอก สเต็คปลาและข้าวหน้าปลาในทะเลสาบ กินกับเบียร์ตามระเบียบ ฟองดูว์ที่เราสั่งนั้นเหมือนจิ้มจุ๋มบ้านเรานี่เอง คือเราเอาเนื้อจุ๋มในน้ำซุป (รสชาติเหมือนน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว) แล้วจิ๋มซอสต่างๆ กินกับผักต่างๆ ผมลองกินกับซอสทุกรสจะได้รู้จักรสชาติของฟองดูว์มันทุกแบบครับ เรากินกันอิ่มพอดีๆ จึงเรียกพนักงานมาเช็คบิล มื้อนี้เราจ่ายกันทั้งหมด 177.80 CHF แปลงเป็นเงินไทย คูณ 31 เข้าไป เท่ากับ 5,500 บาท ตกคนละ 1,100 บาท โอ่วพระเจ้าจอร์จ มื้อนี้กินกันแพงซะเหลือเกิน ราคาเป็น 2 เท่าของอาหารมื้อเย็นที่เรากินวันก่อนๆ เลย เราจ่ายเงินแล้วถ่ายรูปใบเสร็จเป็นที่ระลึก เดินออกมาหน้าร้านถ่ายรูปหมู่กันอีกต่างหาก ฟองดูว์ร้านนี้มันแพงจริงๆ เฉพาะจานฟองดูว์เนื้อรวมสำหรับ 2 คน ราคา 84 CHF เข้าไปแล้ว


รูปที่ 22 : ฟองดูว์หม้อนี้รสชาติเหมือนจิ้มจุ๋มบ้านเรา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ หม้อนี้ราคา 84 CHF

รูปที่ 23 : Rosti อาหารพื้นเมืองของชนชั้นแรงงานของสวิส

รูปที่ 24 : สเต็คปลาจากทะเลสาป จานใหญ่จริงๆ (ใหญ่กว่าชิ้นปลาเยอะ)

รูปที่ 25 : เช็คบิลมาทุกคนหน้าเลิกลั่ก เก็บหลักฐานก่อนจาก

พวกเราเดินตัวเบากลับโรงแรม Rugenpark ฝนตกปรอยๆ ระหว่างทางกลับ ถึงโรงแรมผมนอนเลยครับ เอาไว้ค่อยอาบน้ำพรุ่งนี้เช้า คืนนี้ต้องราตรีสวัสดิ์ฟองดูว์ และนึกถึงยอดเขาจูงเฟร้าที่จะขึ้นพรุ่งนี้กันครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง