ตอนที่ 13 จำไว้เลยจูงเฟร้า เอาไว้ค่อยเจอกัน

วันที่ 9 ตื่นเช้าพวกเราอาบน้ำแต่งตัวแล้วเก็บกระเป๋าเหมือนเคย แล้วลงไปกินอาหารเช้าที่ชั้น 1 ของโรงแรม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าของบ้านพักอาศัยใช้งานอยู่ด้วย ตอนเช้าถูกจัดให้เป็นห้องอาหาร มีโต๊ะวางอยู่ประมาณ 10 กว่าตัว อาหารที่นี่ก็ดีใช้ได้ทีเดียว มีขนมปัง แฮม ชีส แยมสตรอเบอรรี่ Nutella Conflex นม น้ำส้ม ชา กาแฟ Hot chocolate และผลไม้ต่างๆ เมื่อคืนมีแขกพักที่นี่ประมาณ 30 คนได้ครับ กำลังทะยอยลงมาทานอาหารเช้ากัน เรากินกันเสร็จจึงสอบถามสภาพอากาศบนยอดเขา Jungfrau และยอดเขา Schilthorn (อ่านว่า ชิลธอร์น) ซึ่งอยู่ใกล้กัน กับเจ้าของโรงแรม ปรากฏว่า วันนี้อากาศปิด ขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไร นอกจากหมอกขาวๆ โชคไม่ค่อยดีเลย พวกเราอดขึ้นรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปเลย วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ด้วย ร้านรวงต่างๆ ปิดหมด สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ การนั่งรถเที่ยว พวกเราขนกระเป๋าออกจากห้องพักและ check out ออกจากโรงแรม เราขับรถลงใต้ไปเที่ยวเมือง Grindelwald (อ่านว่า กรินเดลวาลด์) กันก่อน


รูปที่ 1 : วิวข้างทาง บ้านเรือนในชนบททางตอนใต้ของ Interlaken

วิวทิวทัศน์ทางใต้ของ Interlaken และบ้านเมืองในชนบทของสวิสสวยจริงๆ Grindelwald เป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กับเขตเทือกเขาสูง บ้านเรือนที่นี่ จะปลูกกระจายไปตามเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียว มีธารน้ำตกเล็กๆ ซึ่งเกิดจากหิมะละลาย ตกมาจากภูเขาให้เห็นทั่วไป เมืองนี้มีสถานีรถไฟที่สามารถขึ้นไปที่ยอดเขา Jungfrau ได้ด้วย วันนี้สถานีรถไฟดูเงียบเหงาเนื่องจากอากาศปิด เราจอดรถแวะถ่ายรูปกันพักนึง แล้วขับรถไปต่อที่เมือง Lauterbrunnen (อ่านว่า ลอเตอร์บรุนเนิน)


รูปที่ 2 : เสน่ห์ของเมือง Lauterbrunnen อยู่ที่สายน้ำตกแห่งนี้

รูปที่ 3 : ชนบทของสวิสใกล้ๆ เมือง Lauterbrunnen

Lauterbrunnen เมืองท่ามกลางธรรมชาติของสายน้ำตก

บรรยากาศในเมือง Lauterbrunnen ต้องใส่ดาวตัวโตๆ ให้กับเค้า เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์อยู่ที่น้ำตกที่ไหลจากภูเขาลงในเมือง มองจากถนนสายหลักของเมืองที่มีร้านค้าอยู่สองข้างทาง ดูเหมือน บ้านเรือนในเมืองนี้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของสายน้ำตกได้อย่างลงตัว ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ แต่เราก็แวะเดินเล่นบริเวณนั้นเพื่อชื่นชมบรรยากาศนานพอสมควร แล้วขับรถลงใต้ต่อไปจนสุดที่เมือง Stechelberg ดูเป็นธรรมชาติเหมือนกับบริเวณนั้น แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษครับ เราจึงขับรถกลับมุ่งหน้าไปยังเมือง Spiez กันต่อไปครับ

ขากลับทุกคนหลับกันหมดเลย ผมจำได้ว่าผมบอกทางให้อ๊อดขับรถมาจนเกือบถึง Interlaken แล้วเลี้ยวตามป้ายไปยังเมือง Spiez (อ่านว่า สไปซ์) จากนั้นก็หลับสบาย ปล่อยให้อ๊อดขับรถไปคนเดียวจนถึงเมือง Spiez อ๊อดเรียกให้พวกเราตื่นแล้วถามพวกเราว่าจะแวะเดินเล่นในเมือง Spiez หรือเปล่า พวกเราเพิ่งตื่นดูแล้วไม่ค่อยมีอะไร ประกอบกับขี้เกียจลงไปเดินด้วย จึงบอกอ๊อดว่าให้ไปเมือง Thun (อ่านว่า ทูน) กันต่อเลย ขับมาอีกแปล็บเดียวก็ถึงเมือง Thun เราขับรถวนดูในเมือง 1 รอบแล้วแวะจอดรถหน้าร้านอาหารไทย แล้วเดินดูแถวๆ Shopping street ร้านค้าปิดกันหมด พวกเราเดินหาอะไรกินมื้อเที่ยงอยู่พักนึง ไม่มีอะไรจึงออกรถไปกินกันในเมือง Bern

ออกจากเมือง Thun ขับรถบนทางด่วนประมาณ 30 นาทีก็ถึงเมือง Bern (อ่านว่า เบริน์) เราวนหาที่จอดรถใกล้ๆ กับสถานนีรถไฟ แล้วเดินไปหาอะไรกินในสถานีรถไฟกัน เราเจอร้านอาหารจีนขายอาหารจานเดียวเหมือนกับอาหารตามสั่งบ้านเรา จานละประมาณ 10 CHF พวกเราจึงสั่งอาหารจีนกินกัน ราคาอาหารจานเดียวไทยหรือจีน เป็น 2-3 เท่าของ McDonald’s ทีเดียวครับ ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรครับ แตกต่างกันกับบ้านเราครับที่ราคา McDonald’s แพงกว่าอาหารตามสั่ง 2-3 เท่า


รูปที่ 4 : บ้านเรือนในเมือง Bern เมืองหลวงของสวิส

รูปที่ 5 : บริเวณ City center ของเมือง Bern ในวันหยุด

หลังจากกินข้าวกันเสร็จ เราก็ขับรถวนหาที่พักในเมือง Bern ครับ ผมจอง Youth Hostel เอาไว้เป็นห้อง 6 เตียงห้องน้ำรวม ราคาคนละ 37 CHF (รวมอาหารเช้า) Hostel ที่นี่ใหญ่ทีเดียวครับ บรรยากาศดี อยู่ใกล้ใจกลางเมือง พวกเรา check-in สอบถามข้อมูลการเที่ยวในเมืองกับเจ้าหน้าที่ แล้วขนกระเป๋าเข้าห้องพัก เราจอดรถที่ถนนด้านหน้าโรงแรมเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์จึงจอดฟรี แล้วเราแยกกันเดินเที่ยวในเมือง Bern กันครับ หลอด ทาเกะและอ๊อดออกจากโรงแรมไปเที่ยวกันก่อน ผมกับพิงตามออกมาทีหลัง พอออกจากโรงแรมผมก็พาพิงหลงเดินอ้อมไปไกลเลยครับ ต้องสอบถามคนแถวนั้นอยู่หลายทีกว่าจะเดินกลับเข้าเมืองได้ครับ


รูปที่ 6 : Bern แปลว่าหมี สัญลักษณ์ของเมืองนี้

รูปที่ 7 : หอนาฬิกานี้ตีดังสนั่นไปทั้งเมืองทุกๆ ชั่วโมง มีตุ๊กตาออกมาเต้นโชว์ด้วย

รูปที่ 8 : มุมแดดจัดยามบ่าย ใจกลางเมือง Bern

รูปที่ 9 : หนึ่งในน้ำพุที่มีอยู่หลายแห่งในเมืองนี้

ดูตุ๊กตาเต้นระบำที่หอนาฬิกา Zytglogge

เมือง Bern เป็นเมืองหลวงของสวิส มาจากภาษาดัตซ์แปลว่า หมี เมืองนี้จึงมีหมีเป็นสัญลักษณ์ เหตุที่ตั้งเมือง Bern เป็นเมืองหลวงเพราะต้องการลดความขัดแย้งของคนในประเทศ เนื่องจากคนในสวิสมาจากหลายเชื้อชาติ ทางเหนือของประเทศส่วนใหญ่จะเป็นคนเยอรมัน ทางใต้จะเป็นคนอิตาลี ส่วนทางตะวันตกของประเทศจะเป็นคนฝรั่งเศล ประเทศสวิสไม่มีภาษาของตัวเอง คนในประเทศจึงพูดกันหลายภาษาตามเชื้อขาติเดิม นั่นคือ ทางเหนือจะใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก ทางตอนใต้ก็จะใช้ภาษาอิตาลี และทางตะวันตกของประเทศก็จะใช้ภาษาฝรั่งเศลกัน เราเดินกันในใจกลางเมืองเห็นบ่อน้ำพุอยู่หลายบ่อ ผมอ่านหนังสือมาเค้าบอกน้ำจากน้ำพุนี้สามารถดื่มกินได้ เลยลองกินดู ก็สะอาดดี รสชาติเหมือนน้ำธรรมดาทั่วไป ไม่มีกลิ่นคลอรีน เราเดินเก็บภาพรูปปั้นบนน้ำพุต่างๆ ไว้หลายรูปคับ สถานที่เที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอีกอย่างนึงคือ หอนาฬิกา Zytglogge (อ่านว่า ซึทกลอกเกอ) ซึ่งตีระฆังทุกๆ ชั่วโมงดังสนั่นหวั่นไหวทั้งเมืองครับ เราเดินผ่านมหาวิหาร Munster และอาคารรัฐสภา (Bundeshaus) ซึ่งอยู่ในเขตเมืองเก่า ไม่ไกลจากหอนาฬิกา Zytglogge แล้วจึงเดินกลับไปที่โรงแรมเพื่อออกไปกินข้าวเย็นกับสมาชิกที่เหลือ โดยเดินผ่านสวนที่อยู่ด้านหลังอาคารรัฐสภานิดเดียวก็ถึงทีพักของเรา


รูปที่ 10 : อาคารรัฐสภาของประเทศ swiss

รูปที่ 11 : คนที่นี่ชอบเล่นหมากรุกกันจริงจัง

รูปที่ 12 : Rosti ไส้กรอก

รูปที่ 13 : Rosti เบคอน

รูปที่ 14 : Vegetarian Rosti

ได้กินฟองดูว์แบบ Original แล้วถึงสวิสเลย

อ๊อด หลอดและทาเกะ เดินกลับมาได้สักพัก นั่งรอผมกับพิงอยู่พอดี เราคุยกันว่าจะออกไปกินมื้อเย็นอะไรกันดี วันนี้วันอาทิตย์ด้วยหาร้านอาหารยากนิดนึง ในที่สุดพวกเราตัดสินใจไปหาอาหารสวิสกินกันอีกสักวัน ดีเหมือนกันผมยังค้างคาใจฟองดูว์ที่กินเมื่อวานอยู่เลยว่า ทำไมรสชาติมันถึงเหมือนก๋วยเตี๋ยวหมูบ้านเรา ทำไมมันถึงไม่มีกลิ่นไวน์กับชีสไหม้เลย เราเดินกลับขึ้นไปใกล้ๆ กับหอนาฬิกาอีกที บริเวณนั้นพอจะมีร้านอาหารเปิดขายให้เลือกพอสมควร เดินมาสักพักก็เจอร้านอาหารสวิส ชื่อ Restaurant Le mazot ดูเหมือนคนอื่นจะถูกใจรสชาติของ Rösti ที่กินเมื่อวานจึงสั่ง Rösti 4 หน้า 4 จาน แต่สำหรับผมมื้อนี้กินอาหารสวิส ต้องเป็นฟองดูว์ แบบ Original รสชาติแท้ๆ แบบดั่งเดิม กินกับไวน์ขาวเท่านั้น รอไม่นานพนักงานก็เดินเสริฟ์ Rösti แต่ละจานซึ่งร้อนและหนักมาก ส่วนของผมไม่แน่ใจว่าคนเสริฟ์หยิบเอาขันในห้องส้วมมาใส่น้ำฟองดูว์รสดั่งเดิมให้ผมกินหรือเปล่า เสริฟ์พร้อมกับขนมปังตุรกี แต่ดูจากขันฟองดูว์ก็รู้ว่าอันนี้แหล่ะของแท้ดั่งเดิมจริงๆ ผมไม่รอช้าจัดการจิ้มขนมปังแล้วจุ่มน้ำฟองดูว์ในขัน ซึ่งมีส่วนผสมของชีส มันฝรั่งและไวน์ขาว กินเข้าไปคำแรกเท่านั้นแหล่ะ ถึงสวิสเลย มันเป็นรสชาติสวิสแท้ๆ จริง แท้จนผมไม่อยากจะแตะมันอีกเลยครับ ปกติผมก็กินขนมปังตุรกีกับชีส French fries หรือมันบด และไวน์ขาว แต่ถ้าเอามันมารวมกันเป็นฟองดูว์ คราวหน้าผมของแพ้บายละกันครับ ผมฝืนทนกินขนมปังฟองดูว์อีก 3-4 ชิ้นแล้วขอยอมแพ้เลย ไม่ไหวครับ รสชาติผมว่า มันไม่น่าเข้ากันได้ ก็เลยต้องขอแบ่ง Rösti คนอื่นๆ กินแก้ขัดไปก่อนครับ


รูปที่ 15 : ราวๆ 2 ทุ่ม ระหว่างทางเดินกลับ Youth Hostel Bern

กินเสร็จ เดินออกจากร้านมึนเลยครับ มึนฟองดูว์ มื้อนี้เราจ่ายไป 113 CHF ครับ หลังจากนั้นเราแวะเดินเล่นแถวนั้นพักนึง แล้วเดินกลับโรงแรมผ่านสวนด้านหลังอาคารรัฐสภาทางเดิม ประมาณ 10 นาทีก็ถึงโรงแรม ขึ้นห้องอาบน้ำนอนตามระเบียบครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง