ตอนที่ 17 เดินเที่ยวใน Milan เป็นวันสุดท้าย

วันที่ 13 เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางทริปนี้เราตื่นประมาณ 7 โมงเช้าเวลาเดิม อาบน้ำแต่งตัว ทางโรงแรมไม่มีอาหารเช้าให้กับพวกเรา เราจึงกินขนมขบเคี้ยว Chocolate ผลไม้และน้ำผลไม้ที่เราซื้อๆ กันไว้ในวันก่อน กินเป็นอาหารเช้าเพื่อต้องการเคลียร์อาหารทุกสิ่งทุกอย่างไปในตัวด้วย แล้วจึง check out ออกจากโรงแรม ประมาณ 9 โมง เพื่อขับรถเข้า Milan โดยพนักงานของโรงแรมแนะนำให้เราขับรถเข้า Milan โดยใช้ทางด่วนดีกว่ารถติดบนถนน Local road เนื่องจากตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนขับรถออกไปทำงานกัน


รูปที่ 1 : บนทางด่วนใน Italy มุ่งหน้าไปยังเมือง Milan

เราขับรถจากโรงแรมในเมือง Cernobbio แล้วขึ้นทางด่วนบนถนน A9 เสียค่าทางด่วน 2.10 Euro แล้วต่อเข้าถนน A8 เสียทางด่วนอีก 1.60 Euro แล้ววิ่งเข้าใจกลางเมืองมิลาน บนทางด่วนรถเยอะพอสมควรแต่ก็วิ่งได้เรื่อยๆ การจราจรถือว่าดีกว่าบ้านเราเยอะครับ พอลงทางด่วนวิ่งจากชานเมืองเข้าตัวเมือง Milan รถกลับไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เราขับตรงไปที่ดูโอโม่ (Duomo) แล้วหาที่จอดรถบริเวณใกล้ๆ แต่แถวนั้นรถจอดกันเต็มหมดแล้ว ที่จอดรถที่ว่างค่าจอดรถก็แพงและจอดได้ไม่นานทำให้เราต้องวนหาที่จอดหลายที่นานพอสมควร จนได้ที่จอดซึ่งอยู่ห่างจาก Duomo ประมาณ 800 เมตร สามารถจอดได้ 6 ชั่วโมง ราคาค่าจอดรถ 10 Euro เราจึงจอดรถเพื่อเดินเที่ยวใน Milan เกือบทั้งวัน โดยเดินไปที่จุดศูนย์กลางของเมือง นั่นคือ Milan Duomo เป็นอันดับแรก ฝนตกลงมาปรอยๆ เราเดินกางร่มมาแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟใน McDonald’s กันก่อน เสร็จแล้วจึงเดินต่อไปยัง Duomo


รูปที่ 2 : Duomo โบสถ์ขนาดใหญ่ศูนย์กลางของเมืองๆ นี้

รูปที่ 3 : ภายใน Duomo มีนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ก็ยังคงสงบ

รูปที่ 4 : ประติมากรรมและศิลปะภายในโบสถ์ ที่สุดใน Italy

Duomo โบสถ์ใหญ่ศูนย์กลางของเมือง Milan

ผมไม่เคยมา Milan มาก่อน ทันทีที่เห็น Duomo ผมคิดว่า ผมรู้สึกเหมือนคนอื่นๆ ที่ตะลึงในความยิ่งใหญ่และความงดงามของศิลปะของโบสถ์แห่งนี้ ดูเหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจกับการตะลึงของพวกเรา ฝนหยุดตกตอนเรามาถึงด้านหน้าของ Duomo พวกเราต่างรีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายรูป Duomo และบรรยากาศรอบๆ เอาไว้ แล้วเดินเข้าไปชมภายในโบสถ์ โบสถ์แห่งนี้ใหญ่มากจริงๆ ภายในตกแต่งไว้อย่างลงตัว สามารถเดินดูได้ทุกมุม มีนักท่องเที่ยวเดินวนเวียนเข้ามาชมภายในโบสถ์เยอะมากครับ มีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับศาสนาคริสต์และพระสันตปาปาของอิตาลีจัดไว้ ให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาคารวะ พวกเราค่อยๆ เดินดูตามส่วนต่างๆ ภายในโบสถ์ไปเรื่อยๆ แต่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากประกอบกับเราเงยหน้าดูโบสถ์จนเพลิน ก็เลยพลัดหลงกับหลอด ทาเกะและอ๊อด หลังจากผมกับพิงเดินดูจนทั่วภายในโบสถ์จึงนั่งรอคนอื่นๆ นานพอสมควรจนเราคิดว่า หลอด ทาเกะและอ๊อดคงออกจากโบสถ์ไปแล้ว เราจึงเดินออกจากโบสถ์ ฝนยังคงตกปรอยๆ อยู่ เราจึงเดินไปยังโซน Shopping ที่อยู่รอบๆ Duomo ที่ดูยิ่งใหญ่ ไฮโซมากครับ มีหลังคาสูงคลุมทั้งหมด จึงสามารถหลบฝนไปในตัวครับ เราเดินดูไปเรื่อยๆ ร้านค้าบริเวณนี้ตกแต่งร้านได้เข้ากับ Duomo ดูไฮโซจริงๆ ครับ ใครที่ชอบพวกเครื่องหนัง Brandname คงต้องเตรียมตังค์มาเผื่อเยอะๆ ได้เลยครับ


รูปที่ 5 : ย่าน Shopping อยู่ด้านข้างของ Duomo นี้เองใกล้ๆ กัน

รูปที่ 6 : Pizza ใน Italy นี้อร่อยจริงๆ จึงต้องกินก่อนกลับ

เราเดินออกจากโซน Shopping มาหา Pizza กินกัน เดินหาอยู่นานจึงมาเจอร้านเล็กๆ มีโต๊ะนั่งเบียดๆ กันอยู่ในร้าน เราจึงสั่ง Pizza, Lasanya และไอติม มากินมื้อกลางวันกัน 2 คน Pizza ในอิตาลีกินร้านไหนก็อร่อยจริงๆ ครับ มื้อนี้เหรัญญิกไม่อยู่ผมเลยไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ น่าจะประมาณ 20 กว่า Euro ครับ กินเสร็จเราเดินออกจากร้านกลับไปที่บริเวณที่เราจอดรถเอาไว้ ดูนาฬิกายังเหลือเวลาจอดรถอีกประมาณชั่วโมงกว่า เราจึงแวะร้านเสื้อผ้ากลางทางกันก่อนครับ พอดีเห็นป้าย Sale หน้าร้านเยอะเลยครับ ทางร้านกำลังโล๊ะขายเสื้อผ้าอยู่ พิงเดินดูหาซื้อชุดทำงานไปเรื่อยๆ ผมก็ช่วยเดินหา เดินไปเดินมาก็เจอหลอดกับทะเกะมาเดินดูของในร้านเหมือนกัน อีกสักพักนึงก็เจออ๊อดเดินมาดูของและสมทบกับพวกเราอีก จึงเป็นอันว่า เรารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายที่ร้านเสื้อผ้านี้ ผมจำชื่อร้านไม่ได้อ่ะครับ ซื้อเสื้อผ้ากันเสร็จแล้วจึงเดินกลับไปที่รถ เวลาประมาณ 5 โมงครึ่งหมดเวลาจอดรถพอดีครับ

เราขับรถออกจาก Milan เพื่อไปสนามบิน Malpensa เราต้องไปให้ทัน Check in ที่สนามบินเวลา 2 ทุ่มและเครื่องออกเวลา 21.55 น. ดูเวลาเรามีเวลาเหลือพอ เราจึงวิ่งไปสนามบินโดยไม่ขึ้นทางด่วน เราขับไปตามถนน Local road ไปเรื่อยๆ ดูบ้านเมืองที่นี่กัน บ้านเรือนตามบ้านนอกในอิตาลี ไม่สวยหรือบรรยากาศดีเหมือนในเยอรมัน ออสเตรียและสวิสครับ ถึงแม้จะอยู่ในยุโรปเหมือนกันก็ตาม เราแวะจอดรถที่ Lidl supermarket เพื่อกำจัดเศษเหรียญ Euro ให้หมดและแวะเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนจะคืนรถที่สนามบิน

เราขับรถมาถึงที่จอดรถ Terminal 2 ในสนามบิน Malpensa เวลาประมาณ 1 ทุ่ม เราจอดรถในพื้นที่จอดรถของบริษัท Europcar บนลานจอดรถแล้วไปติดต่อที่ Office เพื่อคืนรถ เจ้าหน้าที่ของทางบริษัทเดินมาตรวจสอบหารอยเฉี่ยวชน และระดับน้ำมันว่ามีเต็มถังมั้ย เราเตรียมเงินสดจ่ายให้กับพนักงานของบริษัท 700 Euro (ราคาเช่าทั้งหมด 722 Euro โดยผมมัดจำไว้ 22 Euro) เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตกัน ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สำหรับคนที่ยังไม่เคยเช่ารถขับ ผมอยากแนะนำให้เผื่อเวลาในการคืนรถสักประมาณ 30 นาทีเดี๋ยวจะขึ้นเครื่องไม่ทันครับ

เราเดินไปยังเคาว์เตอร์เพื่อรอ Check in ขึ้นเครื่อง อ๊อดกับพิงเดินไปที่ Tax refund office เพื่อเคลม Tax คืนเพราะซื้อนาฬิกาที่ Swiss มา ร้านขายนาฬิกาที่ Swiss บอกว่าสามารถมาเคลม Tax คืนในอิตาลีได้ แต่พอติดต่อเจ้าหน้าที่ในสนามบิน Malpensa เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ ต้องไปเคลมที่ Swiss สรุปว่าซื้อของประเทศไหนเคลม Tax คืนที่สนามบินของประเทศนั้นดีกว่าครับ ชัวร์สุด เรา Check-in รวมกันทีเดียว 5 คนกระเป๋า 5 ใบจะได้ share น้ำหนักกัน แล้วเดินเข้าสนามบิน รอขึ้นเครื่อง ผมเปลี่ยนใส่กางเกงวอร์มแทนกางเกงยีนจะได้นอนบนเครื่องสบายๆ เราขึ้นเครื่องกลับตรงเวลามาแวะต่อเครืองเดินยืดเส้นยืดสายที่ Abu Dhabi ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วบินกลับถึงสุวรรณภูมิประมาณ 6 โมงเย็น กลับมาถึงเราแวะกินฟองดูว์เมืองไทย (จิ้มจุ่ม) กระเพราหมูเผ็ดๆ ส้มตำไทย ปู ปลาร้า แซ่บหลายๆ เด้อแม่ค้า

แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้ เที่ยว Romantic road Germany & Swizerland 13 วัน 12 คืน ได้ขึ้นเขา Matterhorn ใน Zermatt

ค่าตั๋วเครื่องบิน 28,700 บาท
ค่าขอ Shangen วีซ่า 2,400 บาท
แลกเงิน Euro และ CHF ไปใช้จ่ายที่โน่น 50,000 บาท
มีเงินเหลือกลับมา 150 Euro
สรุปแล้วทริปนี้ ค่าใช้จ่ายรวมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งค่า Shopping นิดหน่อย จ่ายไปคนละ 75,000 บาทเท่านั้น


รูปที่ 7 : กระเป๋าเดินทางของฉัน ขากลับมีแต่ของฝากเล็กๆ น้อย

------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง