ตอนที่ 1 ก่อนที่จะเริ่มทริป

หลังสงกรานต์ปี 2012 (เพื่อความสะดวก ผมขออนุญาติใช้ปี ค.ศ. แทนปี พ.ศ. นะครับ) ผมเริ่มคุยกับพี่สาวชักชวนไปเที่ยวสวิสกันในช่วงสงกรานต์ปี 2013 เพราะผมยังไม่เคยเข้าเหยียบแผ่นดินที่เค้าว่ากันว่า เป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลก ผมเคยเฉียดๆ ชายแดนสวิสอยู่หลายครั้งในปี 2000 ผมไปเที่ยวทางตอนใต้ของเจอมันนี แต่ผมไม่สามารถเข้าไปในสวิสได้เพราะว่า ในตอนนั้นสวิสไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศทีใช้แชงเก้นวีซ่า (Schengen) ก็เลยต้องมองไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ชายแดนสวิส-เจอมันนีด้วยสายตาละห้อยทุกครั้งครับ ส่วนพี่สาวผมเคยไปสวิสมาแล้วครั้งนึงและประทับใจในความสวยงามของวิวทิวทัศน์ ลักษณะบ้านเรือนที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีบรรยากาศน่าประทับใจ ทำให้ผมเกิดแรงกระตุ้นอยากไปเที่ยวสวิสมากขึ้น ครั้งนั้นพี่ผมไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ ประมาณว่าชะโงกทัวร์ เที่ยวได้น้อย ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ เราจึงวางแผนไปเที่ยวสวิสแบบไปกันเองกันสักครั้งนึง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้ของผมครับ

Germany ภาษาอังกฤษ อ่านว่า เจอ-มัน-นี แต่คนไทยเรียกประเทศนี้ว่า เยอรมัน ซึ่งถ้าไปคุยกับฝรั่งว่า เยอรมัน ฝรั่งมันจะไม่รู้จักครับ มันจะงงๆ ว่าประเทศอะไรหว่า เพราะเค้าเรียกกันว่า เจอมันนี หรือจะใช้คำว่า ดอยจ์แลนด์ (Deutchland) ชึ่งก็คือชื่อประเทศเยอรมันในภาษาเยอรมันนั่นเอง
รูปที่ 1 บรรยากาศบ้านเรือนชนบทในเมือง Grindelwald Swizerland

เริ่มวางแผนขับรถ เที่ยวสวิส

หลังจากนั้นผมก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลการท่องเที่ยวสวิสในเวลาว่าง พร้อมทั้งประเมินค่าใช้จ่ายคล่าวๆ เพื่อชักชวนผู้ร่วมทริปคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือพักพวกเพื่อนฝูง ไปเที่ยวด้วยกัน ผมพบว่า สวิสเป็นประเทศค่อนข้างเล็ก เมืองท่องเที่ยวหลักๆ ที่ไม่ควรพลาดที่จะแวะเข้าไปเที่ยว คือ Lausanne, Lucern, Bern, Interlaken และ Zermatt ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวสวิส จะเดินทางภายในประเทศโดยรถไฟกัน เนื่องจากความสะดวกในการเดินทาง เพียงแค่ตีตั๋ว Swiss pass แล้วลากกระเป๋าขึ้นลงรถไฟไปโล้ด เที่ยวได้ทั่วสวิส แต่ว่าราคาตั๋ว Swiss pass นั่นถือว่าโหดเอาเรื่องทีเดียวครับ ตั๋วรถไฟชั้น 2 แบบใช้ได้ 4 วัน สำหรับผู้โดยสารจำนวน 2 ท่านขึ้นไป ราคา 193 ยูโรต่อคนต่อใบ ยูโรละ 40 บาท คิดเป็นเงินไทยคล่าว คือ 200 x 40 = 8,000 บาทต่อคนและตั๋วนี้ใช้ได้แค่ 4 วันด้วย ขืนเที่ยว 10 วันค่าเดินทาง บานตะเกียงแน่ๆ อีกอย่างนึงคือผมเองเคยไปเที่ยวทั้งแบบขึ้นรถบัส รถไฟ และขับรถเที่ยวเอง การท่องเที่ยวแบบเดินทางโดยรถไฟนั้น มีข้อดีคือ นั่งสบาย ไม่ต้องเหนื่อยขับรถ รถไฟเดินตรงเวลา แต่หลังจากลงรถไฟแล้ว เราต้องแบกสัมภาระ ลากกระเป๋า แกร๊กๆ เดินไปยังที่พัก ซึ่งต้องจองที่พักที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง การจัดสรรเวลาในการเดินทางก็ต้องแป๊ะครับ ถ้าจะขึ้นรถไฟก็ต้องเผื่อเวลาไว้เสมอ หากจับรถไฟพลาดละก็ งานเข้าเลยครับ ผมชอบการขับรถเที่ยวเองมากกว่า เพราะเที่ยวได้เยอะกว่า ไปได้หลายที่ ไม่ต้องเสียเวลารอรถ อยากจะแวะที่ไหนก็ได้ จะซอกแซกที่ไหนก็ได้ ค่าน้ำมันราคาแพงกว่าบ้านเราเป็นเท่าตัว แต่รวมทุกอย่างแล้วก็ถูกกว่าการเดินทางโดยรถไฟ ก็เลยหาข้อมูลการขับรถเที่ยวสวิสครับ ผมพบว่า ในสวิสนั้นเราสามารถขับรถเที่ยวได้สบาย อัตราค่าเช่ารถ 10 วัน ราคาประมาณ 20,000 บาท ค่าน้ำมันที่โน่นแพงกว่าบ้านเราอยู่แล้ว แต่ก็ประเมินจากระยะทางทั้งหมดและอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ค่าน้ำมันทั้งหมดตกไม่ถึง 10,000 บาท เส้นทางรถไฟสายไหนที่มีวิวสวยงามก็มีถนน Local road ให้ขับรถชมวิวเหมือนกับเส้นทางรถไฟได้ ไอเดียการขับรถเที่ยวสวิสจึงเกิดขึ้น ถ้าหาคนร่วมทริปไปอีก 2 คนรวมเป็น 4 คนก็เที่ยวสวิส 10 วันได้สบายๆ โดยเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางคนละ 7,500 บาทเองครับ


รูปที่ 2 บรรยากาศบนถนนในเจอมันนีตอนใต้ ก่อนถึงโบสถ์ Wieskirche ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO

การเที่ยวยุโรปนั้น ผมคิดว่าไหนๆ ไปเที่ยวทั้งทีก็ควรจะไปยาวนิดนึง อย่างน้อยประมาณ 8-10 วัน ส่วนตัวผมว่า การซื้อแพคเกจทัวร์ยุโรปกับบริษัททัวร์แบบไปสี่ส้าห้าวันมันไม่ Work ครับ เที่ยวได้ไม่กี่ที่ เสียเวลารอคนขึ้นลงรถบัสนาน ร่างกายยังปรับเวลาไม่ได้เลยบินกลับซะแล้ว อาจจะเป็นเพราะผมเที่ยวยุโรปแบบเที่ยวเองมาหลายครั้งครับ ทำให้ผมไม่เคยคิดจะซื้อแพคเกจทัวร์ยุโรปเลยครับ การจัดไปเที่ยวแบบไปกันเองไม่ง้อทัวร์นั้นไม่ยากเลยครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย ทำให้การเดินทางเที่ยวเองนั้นง่ายขึ้นเยอะครับ ติดตามกันต่อไปละกัน ผมมีคำแนะนำดีๆ มาแบ่งปันกันครับ

ไปเที่ยวเยอรมัน เส้นทาง Romantic road ด้วย

กลับมาที่โปรแกรมการเดินทางของผมกันต่อครับ ผมจัดไว้คล่าวๆ ว่าทริปนี้อย่างน้อยๆ ควรเที่ยวไม่ต่ำกว่า 9 วันครับ การจัดทริปของผม ผมจะปรึกษาพ่อผมตลอดครับ ทั้งดูแผนที่ทางภูมิศาสตร์และคำนวณเวลาที่ใช้ในการเดินทางระหว่างเมือง ใช่แล้วครับ ผมใช้ Google Map ช่วยในการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวนั่นเอง จัดไปจัดมาลองคำนวณเวลาก็พบว่า 9 วันเที่ยวในสวิส ยังไงก็พอเหลือเฟือ เพราะสวิสเป็นประเทศเล็กๆ มีเนื้อที่ไม่เยอะ จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ไหนๆ เราเที่ยวสวิสแล้วก็แวะไปเที่ยวปราสาท Neuschwanstein ทางใต้ของเจอมันนีใกล้ๆ กับชายแดนสวิสด้วยดีกว่า เพราะพี่สาวยังไม่เคยไปเลย ผมเคยไปปราสาทแห่งนี้แล้วประมาณ 3-4 ครั้ง เมื่อครั้งที่ผมทำงานเป็น Software deveopler ในแฟรงเฟิร์ต (Frankfurt) ระหว่างปี 1999-2000 แต่มีบางอย่างยังค้างคาใจให้ผมอยากกลับไปที่นั่นอีกที ทริปนี้ผมกะไว้อยู่แล้วว่าจะชวนพิง แฟนผม ซึ่งเป็นการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกของเธอด้วย ก็ต้องทำให้ทั้งพี่สาวและแฟนประทับใจหน่อย แต่พอนึกถึงการขับรถเที่ยวในเจอมันนีและไปกับแฟนด้วย ทำให้นึกถึงเส้นทาง Romantic road ในเจอมันนีในทันที ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานพอสมควร ผมเองก็ยังไม่เคยขับรถเที่ยวในเส้นทางนี้ เพราะช่วงที่ทำงานช่วงนั้นผมไม่มีวันหยุดยาวๆ พอที่จะขับรถเที่ยว Romantic road ไปจนถึงปราสาท Neuschwanstein ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิด ทริปขับรถบน Romantic road ในเยอรมัน ไปต่อสวิสและอิตาลี ขึ้นมาครับ


รูปที่ 3 เส้นทาง Romantic Road บนถนน Local Road ก่อนเข้าเมือง Rothenburg ob der Tauber


รูปที่ 4 เมืองทั้ง 28 เมืองบนเส้นทาง Romantic Road ในเจอมันนี

เส้นทาง Romantic road ในเจอมันนี มีเว็บหลักๆ เขียนอธิบายไว้ คือ www.romanticroadgermany.com และเว็บ www.romantischestrasse.de เมืองท่องเที่ยวในเส้นทางนี้มีทั้งหมด 28 เมือง โดยเริ่มจากเมืองที่ 1 คือเมือง Würzburg (อ่านว่า วูซบูก) ไปจนถึงเมืองที่ 28 คือเมือง Füssen (ฟู๊ดเซ่น) ถ้าจะเที่ยวให้ทั่วๆ เหมือนที่คนเยอรมันเที่ยวกัน เพื่อนร่วมงานคนเยอรมันของผมบอกว่า ควรใช้เวลาเที่ยวประมาณ 10-14 วัน ขืนเชื่อเพื่อนคนเยอรมันของผม พอเที่ยวเจอมันนีเสร็จ เข้าไปเที่ยวในสวิสต่ออีก 6-7 วัน ค่อยกลับไปกรุงเทพ แฟนผมซึ่งทำงานประจำอยู่คงโดนไล่ออกพอดีครับ ผมจึงหาข้อมูลเมืองทั้งหมดใน Romantic road ทั้ง 28 เมืองแล้วมาดูว่าเมืองไหนไม่ค่อยมีอะไรก็ข้ามบ้าง ขับผ่านๆ หรือ Drive through บ้าง เมืองไหนควรพักค้างคืน สรุปว่า การเที่ยวบนเส้นทาง Romantic road โดยเน้นเที่ยวเมืองเด่นๆ เมืองสวยๆ ควรจะพักค้างคืนบน Romantic road ประมาณ 4-5 คืน หลังจากนั้นก็ขับรถเข้าสวิสทางเมือง St.Gallen แล้วเที่ยวต่อเฉพาะเมืองที่เป็น Highlight ของสวิสไปจนถึงเมือง Geneva น่าจะค้างคืนประมาณ 4-5 คืน รวมทั้งหมดพักค้างคืนประมาณ 8-10 คืน ผมลองคิดคำนวณค่าใช้จ่ายคล่าวๆ น่าจะอยู่ประมาณคนละ 80,000 – 100,000 บาท โดยที่มีสมมติฐานว่า ค่าตั๋วเครื่องบินจาก Bangkok-Frankurt และขากลับจาก Geneva-Bangkok ราคาอยู่ประมาณ 35,000 บาท และมีผู้ร่วมทริปไปเที่ยว โดยหารค่าใช้จ่ายร่วมกันทั้งหมด 4 คน

อยากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก ต้องรอหน่อย

การจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับต่างเมืองกัน ทำได้ง่ายๆ สบายๆ สำหรับคนที่ชอบการเดินทางแบบไปไม่กลับ (ทางเดิม) ลองสอบถาม Travel agency ที่ขายตั๋วดูครับ หลักการจองตั๋ว คือ ขาไปและขากลับ ต้องเป็นสายการบินเดียวกัน ราคาจะไม่แพง เมืองที่บินไปลงและเมืองที่ขึ้นเครื่องกลับ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศเดียวกันก็ได้ครับ ขอให้เที่ยวบินขาไปและขากลับเป็นสายการบินเดียวกันก็พอ


รูปที่ 5 : บรรยากาศบ้านเรือนบริเวณชานเมือง Lauterbrunnen ในสวิส

สิงหาคม 2012 ผมเริ่มคุยกับเพื่อนของผมเพื่อหาผู้ร่วมทริปคนที่ 4 หลังจากได้ 3 คนแล้วคือพี่สาว ผมและพิง ผมโทรชักชวนเพื่อนไม่นานก็ได้เพื่อนร่วมทริปคนสุดท้าย คืออ๊อดเพื่อนผมเองครับ เพื่อนผมคนนี้ใจง่ายมากครับ ผมแค่บอกว่า ไปเที่ยว Romantic road ในเจอมันนีแล้วไปเที่ยวสวิสต่อ ทั้งหมดพักค้างประมาณ 10 คืน ค่าใช้จ่ายประมาณ 80,000-90,000 บาท ตอนนี้มี 3 คนแล้วคือ ผม อ้อม(พี่สาว)และพิง อ๊อดมันใช้เวลาตัดสินใจไม่กี่วันแล้วโทรกลับมาบอกว่า “ไปๆ ไปด้วยคนโว้ย” ดูเหมือนโปรแกรมการท่องเที่ยวที่วางไว้จะลงตัวแล้วเรา ไปกัน 4 คนนั่งรถกันสบายๆ แต่แล้วอ้อม พี่สาวผมมาบอกว่า “ไม่ไปเที่ยวด้วยแล้วนะเสียดายตังค์ ไว้ค่อยไปพาลูกค้าของบริษัทไปเที่ยวดีกว่า เที่ยวฟรีไม่เสียตังค์” อ่าว งานเข้าเลยผม ผมชวนพิงกับไออ๊อดไว้แล้วด้วย สรุปว่าสิ้นเดือนสิงหาคม เหลือผู้ร่วมทริป 3 คนเหมือนเดิมครับ

ปลายเดือนตุลาคม 2012 ผมสอบถามเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินกับ Agency ที่เคยซื้อตั๋วประจำ เค้าบอกว่า “ราคาตั๋วช่วงสงกรานต์ปีหน้ายังไม่ออกหรอก ต้องรอราคาประมาณต้นๆ ปี 2013 แต่ว่าราคาตั๋วช่วง Christmas 2012 ออกแล้ว ตั๋วขาไป Bangkok-Frankfurt ขากลับ Geneva-Bangkok ของ Qatar airway ราคาทั้งหมด 28,000 บาทเท่านั้น” ตาผมลุกวาวเลยครับ ถูกกว่าที่ประมาณไว้ตั้งหลายพันแหน่ะ ถ้าไปกัน 3 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ในงบที่ตั้งเอาไว้ครับ น่าสนใจทีเดียวกับการไปเที่ยวและฉลอง Merry Christmas & Happy New Year กันที่โน่น ผมค้นหาข้อมูลสถานที่เที่ยวต่างประเทศเพิ่มเติมให้แน่ใจว่า พวกปราสาทต่างๆ เปิดให้เข้าไปชมในช่วงวันหยุดยาวนี้หรือเปล่า แต่แล้วผมจำเป็นต้องพับเก็บโครงการนั้นไป เนื่องจากผมเข้าไป search หาข้อมูลในเว็บ www.neuschwanstein.de พบว่า ขณะนั้นปราสาท Neuschwanstein อยู่ในช่วงปรับปรุงภายนอกจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2013 นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในปราสาทได้ตามปกติ แต่ภายนอกปราสาทมีนั่งร้านเหล็กตั้งอยู่เต็มไปหมด ทุกคนเลยตัดสินใจว่า ไว้รอให้ปราสาทปรับปรุงเสร็จแล้วค่อยไปช่วงสงกรานต์ 2013 ตามโปรแกรมเดิมที่วางไว้ดีกว่า

ต้นเดือนมกราคม 2013 ผมสอบถามเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินราคาถูกช่วงสงกรานต์กับ Agency เดิมอีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า “ราคาตั๋วโปรโมชั่นยังไม่ออกเลย คงต้องรอไปก่อน” ราคาตั๋วเดินทางช่วงสงกรานต์ตอนนั้นอยู่ที่ 45,000 บาท ผมปรึกษากับแฟนและอ๊อดแล้วสรุปว่า รอเค้าหน่อยละกัน ราคาตั๋วมันแพงเกินไป

เดือนกุมภาพันธ์ 2013 Agency คนเดิมยังคงตอบเหมือนเดิมว่า “ราคาตั๋วโปรโมชั่นยังไม่ออก รอก่อนนะ ปกติแล้วราคาตั๋วโปรโมชั่นเดินทางช่วงสงกรานต์จะออกประมาณกลางเดือนมีนาคม” อ่าว งานเข้าเลย ถ้าตั๋วออกกลางเดือนมีนาคม แล้วจะเตรียมตัวยังไง มีเวลาแค่เดือนเดียว ไหนจะต้องจองคิวยื่นขอ Visa ที่สถานฑูต จองรถเช่า จองโรงแรมที่พัก เห็นทีจะไม่ได้การแล้วหล่ะ ผมจึงสอบถามราคาตั๋วเดินทางช่วงปลายเดือนเมษายน เพื่อจะได้เที่ยวช่วงวันหยุดในเดือนเดือนพฤษภาคม โดยมีเงือนไขว่า

1. ขาไปบินไปลงที่ Frankfurt ช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายก็ได้
2. ขากลับขึ้นเครื่องกลับจาก Zurich, Geneva หรือ Milan ในอิตาลีก็ได้
3. ระยะเวลาเดินทางอย่างน้อย 12 วันเพื่อให้มีเวลาพักค้างได้ 10 คืน
4. ถ้าต้องต่อเครื่อง (Transit) ใช้เวลาแวะเปลี่ยนเครื่องไม่เกิน 5 ชั่วโมง

Agency คนเดิมยังคงตอบเหมือนเดิมว่า ตั๋วช่วงปลายเดือนเมษายนอยู่ประมาณ 4 หมื่นกว่า ราคาพอๆ กับตั๋วช่วงสงกรานต์ แต่ว่ามีตั๋วราคาโปรโมชั่นของ Etihad Airway เดินทางตามนี้

ขาไป วันที่ 4 May 2013 เวลา 02:55 Bangkok-Frankfurt แวะ transit ที่ Abu Dhabi ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
ขากลับ วันที่ 16 May 2013 เวลา 21:55 Milan-Bangkok แวะ transit ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเหมือนเดิม

ขากลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิวันที่ 17 May 2013 เวลา 18:05 ราคาอยู่ที่ใบละ 28,700 บาท (รวม Tax และอื่นๆ ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว) โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องออกตั๋วหรือจ่ายเงินค่าตั๋วภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และตั๋วนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ หมายความว่า ถ้ามีใครยกเลิกไม่ไป หรือไปไม่ได้เนื่องจากวีซ่าไม่ผ่าน ไม่ว่างติดงาน หรือเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ ก็ไม่สามารถขอเลื่อนหรือยกเลิกตั๋วและขอเรียกเงินค่าตั๋วคืนได้ ผมโทรปรึกษากับอ๊อด ซึ่งปกติเดินทางเที่ยวต่างประเทศบ่อยอยู่แล้ว บอกว่า “โอเคๆ ซื้อเลยๆ” และอธิบายให้พิงเข้าใจว่า ปกติตั๋วราคาโปรโมชั่นจะออกมาช่วงสั้นๆ และหมดอย่างรวดเร็ว การซื้อตั๋วนี้จำเป็นต้องเสี่ยงจ่ายเงินค่าตั๋วก่อนและต้องมั่นใจว่า การยื่นขอ visa ของพวกเราน่าจะผ่านได้อยู่แล้ว จึงทำให้เราซื้อตั๋วเครื่องบินก่อนจองคิวยื่นขอแชงเก้นวีซ่า ผมจึงโทรกลับไปบอกพี่ Agency ขายตั๋วเจ้าประจำว่า “จองเลยครับพี่ 3 ใบ” พร้อมกับให้รายชื่อทางอีเมลล์ การเดินทางท่องเที่ยวทริปขับรถบน Romantic road ในเยอรมัน ไปต่อสวิสและอิตาลี จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนั้นครับ


รูปที่ 6 : ปราสาท Neuschwanstein เป็น Highlight ทีสุดบน Romantic Road

รูปที่ 7 : เส้นทางรถไฟ Zermatt – Gornergrat ชมยอดเขา Matterhorn เป็น Highlight ที่สุดในสวิส

------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 06 September 2013]
สวยงามเกินบรรยาย ^^
pinkpanter

   ความเห็นที่ 2   [วันที่ 07 September 2013]
ได้เรื่องลางานยาวแล้วหล่ะ ขอบคุณครับ
มงคล

   ความเห็นที่ 3   [วันที่ 05 March 2014]
มาติดตามอ่านเรื่องทริปด้วยคนนะค่ะ น่าสนุกมากๆ^^
Nuaum

   ความเห็นที่ 4   [วันที่ 22 January 2015]
อยากเรียนถามค่ะว่า เงินฝากในบัญชีควรมีขั้นต่ำเท่าไรค่ะถึงจะขอวีซ่าผ่านค่ะ
kanticha_4

   ความเห็นที่ 5   [วันที่ 24 January 2015]
3-4 แสนก็น่าจะได้แล้วนะ หลักฐานอื่นต้องครบนะครับ เช่น หนังสือรับรองการทำงาน หลักฐานการจองที่พัก (ราคาค่าที่พักถูกหรือแพงไม่ใช่ประเด็น) ถ้าไปกันหลายคน ควรไปยื่นพร้อมกันจะได้ visa ง่ายขึ้น ถ้าผู้หญิงไปยื่นคนเดียว มีโอกาสที่จะโดนปฎิเสธสูง คนไทยไปขายตัวในเยอรมันเยอะครับ
ศราวุธ

   ความเห็นที่ 6   [วันที่ 12 October 2015]
พอดีจะไปสวิสอ่ะค่ะ และเช่ารถขับ คือไม่ค่อยเข้าใจนิดหน่อยกับสติ้กเกอร์ที่จะใช้ขึ้นทางด่วนอ่ะค่ะ ต้องทำยังไง ซื้อที่ไหน ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้ได้กี่วันคะ ขอบคุณค่ะ
Bee/dorabmon

   ความเห็นที่ 7   [วันที่ 13 October 2015]
ลองเข้าไปอ่าน ตอนที่ 11 เส้นทางขับรถบนเทือกเขาแอลป์ ท้าทายและสวยงามเกินบรรยาย เขียนบรรยายการซื้อสติ้กเกอร์ทางด่วนในสวิสไว้แล้วครับ
ศราวุธ

   ความเห็นที่ 8   [วันที่ 30 December 2016]
อยากอ่านต่อตอนต่อไป
scp.nitcha

   ความเห็นที่ 9   [วันที่ 30 December 2016]
อยากอ่านต่อน่าสนุก
scp.nitcha

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง