ตอนที่ 1 เกริ่นนำทริปไปญี่ปุ่น

หลังจากอ้อม พี่สาวของผมพลาดทริปเจอมันนีสวิสช่วงกลางปี 2013 ได้เข้ามาอ่านเรื่องราวและดูรูปในเว็บ MeMyBag.com หลังจากที่เว็บ online เสร็จเรียบร้อย ก็มาบ่นๆ เสียดายที่ไม่ได้ไปทริป Germany & Swiss ด้วย เนื่องจากติดงานประจำ ไปเที่ยวยาวๆ ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงได้แต่บอกไปว่า เอาไว้ทริปหน้าไปด้วยกัน ทั้งๆ ที่ผมไม่มีตังค์ไปเที่ยวที่อื่นแล้วหล่ะ ทริปนั้นถือว่าเป็นทริปใหญ่ของผมเลย ไปกัน 13 วัน 12 คืน ใช้เงินไปกับค่ากิน ค่าเที่ยวไปหลายอยู่ ต้องกลับมาทำงานเก็บเงินอีกนานเลยกว่าจะได้ไปเที่ยวเมืองนอกครั้งหน้า อีกอย่างนึงคือ ผมจะต้องเตรียมตัวเตรียมเงินในการเป็นเจ้าบ่าวในช่วงต้นๆ เดือนมกราคม 2014 กับพิงค์ (แฟน) เพราะได้ไปสู่ขอกับพ่อแม่พิงค์เอาไว้แล้วด้วย หลังจากกลับจากทริปเจอมันนีสวิส จึงขยับตัวไปไหน มาไหนไม่ค่อยได้เลย มันจาก๊อบๆ แก๊บๆ ตลอด

กันยายน 2014 จู่ๆ อ้อมก็มาชวนไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน โดยยื่นเงื่อนไขในการออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ผมกับพิงค์ ไปเที่ยวกันหลังแต่งงาน ผมเกือบตั้งตัวเตรียมไปญี่ปุ่นแท้บไม่ทันเลย ไม่รู้ว่าพี่ผมไปถูกล๊อตเตอรี่งวดไหนมา หุ้นที่ซื้อๆ เก็บเอาไว้ราคาก็ยังไม่ขึ้นสักที มีแต่จะตกลงๆ ไปเรื่อยๆ พร้อมกับรัฐบาลหุ่นเชิด ขายชาติ แต่อ้อมก็มีข้อแม้อยู่ข้อนึง คือ ทริปนี้ต้องพาเธอไปเที่ยวด้วยคนนะ พอดีเลยครับ ยังไงการไปเที่ยวกันหลายๆ คนก็สนุกกว่า ไปกันคนเดียว หรือสองคน จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการจัด ทริปขับรถเที่ยวญี่ปุ่นจากโตเกียวไปเกียวโต ขึ้นมาครับ


รูปที่ 1 : บ้านเรือนสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ในเกียวโต

รูปที่ 2 : หมู่บ้านชาวนา Shirakawa-go ในฤดูหนาว

รูปที่ 3 : รูปปั้นโชกุน วางโชว์อยู่หน้าร้านบนถนนคนเดิน ในเกียวโต

ทำไมใครๆ ก็แนะนำให้ไปญี่ปุ่น

อ้อมเคยพาลูกค้าไปทัวร์ญี่ปุ่น ซัปโปโร กับบริษัททัวร์มาแล้วครั้งนึง กลับมาเล่าความประทับอะไรหลายๆ ในความเป็นประเทศญี่ปุ่น แต่เนื่องจากไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ญี่ปุ่น จึงเป็นลักษณะชโงกทัวร์ รีบๆ เที่ยว กว่าจะตั้งขบวนกันเสร็จ เสียเวลาไปกับเช็คคนครบมั้ยก็เยอะ รอกันไปรอกันมา จึงเที่ยวได้ไม่เยอะ อ้อมจึงคิดหาทางกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบเที่ยวเองตลอด ผมเองยังไม่เคยไปญี่ปุ่น แต่คนรู้จักหลายคนแนะนำให้ไปให้ได้ ต่างบอกว่า เมืองน่าเที่ยว บรรยากาศดี อาหารอร่อย(ทุกร้าน) รสชาติถูกปากคนไทย การเดินทางสะดวก ถึงแม้ข้าวของค่อนข้างแพง แต่ก็ประทับใจมาก ส่วนพิงค์ยังไม่เคยไปญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ว่ามีญาติๆ อยู่ที่โน้นกันหลายคน รวมทั้งหลอดกับทาเกะ ผู้ร่วมทริปเจอมันนีสวิสซึ่งกำลังจะเป็นเครือญาติกับผมในเดือนมกราคมหน้านี้ ดูเหมือนว่า เรามีตัวช่วยหลายๆ อย่างทำให้การเริ่มจัดทริปไปญีปุ่นครั้งนี้ ไม่น่าจะยุ่งยากสักเท่าไหร่ อีกอย่างหนึ่งคือ การไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากด้วย เพราะว่าทางประเทศญีปุ่นอนุญาติให้คนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2013 เป็นต้นมา ทริปนี้เราจึงสามารถใช้ Passport ไทยเบ่งไปถึงญี่ปุ่นได้สบาย

ถึงแม้การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมันจะดูง่าย ยังไงก็ตามมันก็ต้องมีแพลน ยิ่งคุยกันไม่รู้เรื่องอยู่ด้วย ผมจึงเริ่มจัดทริปด้วยตัวเองโดยเข้าไป Search ในเว็บต่างๆ ว่า ปกติเค้าพาไปเที่ยวญี่ปุ่นที่ไหนกันบ้าง หาข้อมูลเก็บเอาไว้เพื่อนำเสนอกับผู้สนับสนุนหลักของทริปนี้ โดยปกติคนไทยก็จะเที่ยวช็อปปิ้งในโตเกียว ไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิโดยแวะดูเรือโจรสลัด(ซึ่งผมคิดว่า เค้าทำขึ้นมาเพื่อเอาไว้หลอกเด็กๆ) หรือจะเป็นเที่ยวโตเกียวกับเมือง Nikko เมืองโบราณที่มีความเป็นธรรมชาติ และมีโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น ในแถบโอซาก้า ที่เที่ยวหลักๆ จะเป็นเมืองโอซาก้า นารา เกียวโต และโกเบ หรือไม่ก็เที่ยวเทศกาลหิมะในซับโปโร เมืองทางเหนือของญี่ปุ่นไปเลย ผมใช้เวลาว่างนั่งอ่านเว็บต่างๆ และเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกันสถานที่เที่ยวที่ญี่ปุ่นพร้อมกับรูปภาพ และแผนที่ประกอบคล่าวๆ ประมาณ 3-4 วัน จึงมาคุยกับอ้อม ว่าทริปนี้เราจะไปญี่ปุ่นที่ไหนกันบ้าง สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปของสถานที่ๆ อยากไป ดังนี้ครับ

1. หมู่บ้าน Shirakawa-go เป็นหมู่บ้านชาวนาญี่ปุ่นที่ Unesco ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเอาไว้ ยังไงทริปนี้ต้องหาที่พักในญี่ปุ่นแบบเรียวกัง (Ryokan) หรือแบบมินซูกุ (Minshuku) นอนค้างคืนในบ้านหลังคาคล้ายๆ กับหลังคามุงจากของบ้านเรา ได้นอนเสื่อทาทามิ สัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบดั่งเดิมให้ได้

ที่พักในญี่ปุ่นแบบ Ryokan เป็นทีพักที่มีบรรยากาศแบบพี้นบ้านญี่ปุ่น ประตูห้องพักเป็นประตูเลื่อน ภายในห้องพักมีโต๊ะตัวเล็กๆ ที่นอน หมอน ผ้าห่มเก็บไว้ในตู้ติดผนัง หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึง บ้านและห้องนอนของโนบิตะกับโดราเอมอน นั่นแหล่ะครับ
ที่พักแบบ Minshuku เป็นที่พักในญี่ปุ่นที่เจ้าของบ้านเปิดบ้านของตัวเองให้กับนักท่องเที่ยวเข้าพัก จึงสามารถสัมผัสกับชีวิตครอบครัวชาวญี่ปุ่นใกล้ชิดยิ่งกว่าเรียวกัง ปกติจะมีบริการพร้อมกับอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเย็นกับมื้อเช้า โดยเจ้าของบ้านจะบริการแบบคนในครอบครัวเดียวกัน

รูปที่ 4 : บ้านกระต๊อบชาวนาญี่ปุ่นใน Shirakawa-go

รูปที่ 5 : ที่พักแบบเรียวกัง หรือแบบมินซูกุ ใน Shirakawa-go

รูปที่ 6 : ภูเขาไฟ Fuji เด่นตระหง่าน มองจากทะเลสาบยามานากาโก๊ะ ซึ่งอยู่ใกล้กับ Fuji มากที่สุด

2. ภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ที่บอกถึงประเทศญี่ปุ่นอีกอันหนึ่ง ทริปนี้ถึงแม้จะเป็นทริปสั้นๆ และไปช่วงหน้าหนาว ไม่สามารถปืนขึ้นไปบนยอดภูเขาไฟฟูจิได้ แต่ยังไงก็ขอนอนในที่พักที่ตื่นขึ้นมา สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิจากห้องนอนได้สักหน่อย เดี๋ยวไปไม่ถึงญี่ปุ่น
3. วัดอาซากุซะ (Asakusa) วัดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวง มหานครโตเกียว นอกจากจะไปไหว้พระ ถ่ายรูปโคมแดงอันใหญ่ตั้งอยู่ที่ประตูวัดแล้ว ยังไงก็ต้องไปแวะชิมซาลาเปาทอดหน้าวัดให้ได้
4. วัดโทไดจิ (Todaiji) วัดเก่าแก่ในเมืองนารา เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ที่มีพระพุทธรูปองค์โต ต้องเข้าไปนมัสการ กราบไหว้ พร้อมกับเดินชมสวนและกวางที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบ สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั่งเดิม
5. วัดคิงคะกุจิ (Kinkakuji) วัดที่มีเรือนศาลาทองในเกียวโต หรือวัดในหนังการ์ตูน อิคิวซัง ต้องขอไปแวะเยี่ยมท่านโชกุน กับชินเนม่อนซังสักหน่อยครับ
6. ศาลเจ้าฟูซิมิอินาริ (Fusimi Inari) ศาลเจ้าในเมืองเกียวโต ที่มีเสาสีแดงตั้งเรียงกันตามทางเดิน ตั้งใจจะแวะไปถ่ายรูปเฉยๆ

รูปที่ 7 : หน้าวัดอาซากุซะ แห่งมหานครโตเกียว

รูปที่ 8 : วัดโทไดจิ วัดเก่าแก่ในเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น เมืองนารา

รูปที่ 9 : ศาลาทองในวัดคิงคะกุจิ ในหนังการ์ตูน อิคิวซัง ที่ดูกันในวัยเด็ก

รูปที่ 10 : เสาแดงภายในศาลเจ้าฟูซิมิอินาริ ในเมืองเกียวโต

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่ต้องไม่พลาดเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น คือ ออนเซ็น เราต้อง Search หาที่พักที่มีบ่อน้ำร้อนให้เรานอนแช่ Onsen ขัดขี้ไคลให้สบายตัวสักคืนนึงในทริปนี้ให้ได้

หลังจากได้ที่เที่ยวแล้วจึงสรุปได้ว่า ทริปนี้เราจะไปเที่ยวเมือง Tokyo, Kawaguchigo (เมืองใหญ่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ), Shirakawago, Kyoto และเมือง Nara โดยเราตัดสินใจที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นกันในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน นั่นคือ ออกเดินทางขึ้นเครื่องในตอนกลางคืนวันที่ 28 มกราคม 2014 ไปถึงเช้าวันที่ 29 มกราคม แล้วตะลุยเที่ยวญี่ปุ่นกันเลย ขากลับบินกลับช่วงเย็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2014 กลับมาถึงกรุงเทพฯ ในตอนกลางคืนวันเดียวกัน เพื่อจะได้ไปทำงานในวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ต่อได้ สรุปแล้วทริปนี้เราไปกัน 5 วัน 5 คืน โดยนอนบนเครื่องบิน 1 คืนครับ

ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นราคาถูกหาได้ไม่ง่าย เพราะคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะ

ดูจากโปรแกรมที่วางไว้คล่าวๆ ผมก็มาหาข้อมูลต่อว่า เราจะจองตั๋วเครื่องบินแบบ Round trip ticket คือบินไปกลับ Bangkok-Tokyo โดยลงที่สนามบิน Narita หรือบินไปกลับ Bangkok-Osaka ที่สนามบิน Kansai แล้วเที่ยวตามโปรแกรมที่วางไว้ โดยใช้บริการการเดินทางโดยรถไฟเป็นหลักและอาจจะต้องนอนค้างคืนบนรถไฟ 1 คืน เพื่อให้ประหยัดเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ทำให้สามารถเที่ยวได้หลายที่ครบตามต้องการ หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือ เราจองตั๋วเครื่องบินแบบ One way ticket ไปและกลับคนละทาง ต่างเมืองกัน คือ นั่งเครื่องไปลงที่สนามบิน Narita ใน Tokyo แล้วเที่ยวตามโปรแกรมเดินทางโดยรถไฟหรือเช่ารถขับ เสร็จแล้วขึ้นเครื่องกลับที่สนามบิน Kansai ใน Osaka หรือกลับกันคือ นั่งเครื่องไปลงที่สนามบิน Kansai ใน Osaka เที่ยวเสร็จขึ้นเครื่องกลับที่สนามบิน Narita ใน Tokyo ซึ่งทางเลือกอันหลังนี้ มีเงื่อนไขคือ ขาไปและขากลับต้องบินโดยสายการบินเดียวกันจึงจะได้ตั๋วราคาไม่แพงครับ

ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น ช่วงที่ถูกที่สุด เห็นจะเป็นช่วงกันยายน – พฤศจิกายน ของทุกปี ช่วงนี้ถือเป็นช่วง Low season สายการบินต่างๆ จึงลดราคาตั๋วแข่งกันมากกว่าปกติ ตั๋วไปกลับราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาทจะออกขายกันในช่วงนี้แหล่ะ

ปลายเดือนกันยายน 2013 (ก่อนหน้าวันเดินทางประมาณ 4 เดือน) ผมสอบถามราคาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับ Agency ขายตั๋วที่ใช้บริการกันประจำ พบว่าราคาตั๋วสำหรับเดือนมกราคม 2014 ยังไม่ออกครับ ต้องรอราคาซึ่งน่าจะออกในเดือนหน้า (ตุลาคม) แต่สำหรับตั๋วของการบินไทย ไปกลับกรุงเทพ-นาริตะ (Round trip ticket) บินภายในเดือนพฤศจิกายน 2013 นี้ ราคาประมาณใบละ 2 หมื่นบาท คาดว่าราคาตั๋วบินในเดือนมกราคม น่าจะแพงกว่าประมาณ 2-3 พันบาท คือราคาน่าจะประมาณใบละ 23,000 บาท ทาง Agency ยังบอกว่า ราคาตั๋วแบบ One way ticket คือขึ้นลงต่างเมืองในญีปุ่น มีโปรโมชั่นตั๋วไปญี่ปุ่นออกมาเหมือนกัน ราคาแทบจะไม่ต่างกันกับตั๋วแบบ Round trip ticket แพงกว่ากันอย่างมากประมาณ 1-2 พันบาท ทำให้เราจำเป็นต้องรอราคาตั๋วที่จะออกในเดือนหน้าต่อไป แต่จากข้อมูลที่ได้จาก Agency ผมคาดว่า ราคาตั๋วสำหรับขึ้นลงต่างเมืองในญี่ปุ่น คือตั๋ว Bangkok-Narita // Kansai-Bangkok หรือตั๋ว Bangkok-Kansai // Narita-Bangkok คาดว่าราคาไม่น่าจะเกินใบละ 25,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาตั๋วค่อนข้างแพงทีเดียวครับ สำหรับการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน


รูปที่ 11 : เอกสารทั้งหมดที่ได้จากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น JNTO

ตัวช่วยหลักในการหาข้อมูลท่องเที่ยวญี่ปุ่น คือ องค์การท่องเที่ยวญี่ปุ่น

หลังจากที่ผม Search หาข้อมูลท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยตัวเองได้มาพอสมควรแล้ว จึงเดินทางไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและสอบถามรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ JNTO ที่นี่เป็นคำตอบสุดท้ายของข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นจริงๆ ครับ ผมรู้สึกประทับใจกับการให้ข้อมูลการท่องเที่ยวญีปุ่น ที่ใส่ใจในรายละเอียดตามสไตล์ของคนญี่ปุ่นโดยแท้ ข้อมูลบางอย่างเช่น คู่มือการเติมน้ำมันในปั้มพร้อมรูปภาพประกอบเสร็จสรรพ ก็มีแจกให้กับผู้ที่สนใจท่องเที่ยวญี่ปุ่น นอกจากนั้นที่นี่ยังให้บริการตอบคำถามทางอีเมลล์อีกด้วย ถึงแม้จะต้องรอการตอบอีเมลล์กลับหลายวันก็ตาม ที่นี่จึงเป็นตัวช่วยให้การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

JNTO ย่อมาจาก Japan National Tourism Organization หรือองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่นี่เป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นทุกๆ อย่าง สำนักงานในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ตึกเสริมมิตร แถวอโศก นอกจากที่นี่จะมีเอกสารท่องเที่ยวต่างๆ ให้หยิบฟรีแล้ว ยังมีพนักงานคนไทยที่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอย่างโชกโชน คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นทั้งหมดทุกเรื่อง หากพนักงานคนไทยไม่รู้ ก็จะมีคนญี่ปุ่นให้คำแนะนำให้ด้วย หากท่านคิดอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ถ้ามีเวลา อยากแนะนำให้แวะไปที่ JNTO หาข้อมูลเก็บเอาไว้ก่อนได้ครับ หรือจะเข้าไปที่เว็บ www.yokosojapan.org ก็ได้ครับ

------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง