ตอนที่ 3 First impression เมื่อถึงญี่ปุ่นครั้งแรก

28 ม.ค. 2014 เวลา 23.15 เป็นเวลาเครื่องบิน 2 สายการบินคือ Japan airline และการบินไทย ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปสู่สนามบิน Kansai ในเมือง Osaka พวกเราสามคนใช้บริการของ JAL พร้อมกับน้าปาน (น้าของพิง) ซึ่งแต่งงานกับคนญี่ปุ่นและพักอาศัยอยู่ในโอซาก้า บินไปกับเครื่องการบินไทยซึ่งออกเวลาเดียวกัน เครื่องทั้ง 2 ลำบินตีคู่กันไปจากสุวรรณภูมิไปจนถึงโอซาก้าเลย บางคนอาจชอบใช้บริการของการบินไทยเพราะสามารถเก็บสะสมไมล์ได้ แต่การบินกับ JAL ก็มีข้อดีเรื่องน้ำหนักกระเป๋า คือผู้โดยสารแต่ละท่านสามารถโหลดกระเป๋าได้คนละ 2 ใบ แต่ละใบหนักได้ถึง 23kg และสามารถหิ้วกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้อีกคนละ 7kg รวมแล้วแต่ละคนสามารถขนสัมภาระได้คนละ 53kg ซึ่งมากกว่าการบินไทยเกือบ 15kg ทีเดียว ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆ ของพวกเรา ใช้เวลา 5 วัน พวกเราจึงไม่มีสัมภาระอะไรมาก จึงสามารถช่วยกันหิ้วกระเป๋าให้น้าปานได้คนละหนึ่งใบ

ใช้ Passport ไทยเบ่งในญี่ปุ่นได้ เจ้าหน้าที่ตม.ไม่ถามอะไรสักแอ่ะ

ขึ้นเครื่องแล้วพวกเรากินขนมขบเคี้ยวกับน้ำส้มแล้วรีบนอนหลับเอาแรง เพื่อที่จะออกเดินทางเที่ยวได้ทันทีที่เครื่องลง เรานอนได้ประมาณ 3 ชั่วโมง แอร์โฮสเตจก็มาปลุกเรียกเพื่อทานอาหารเช้าเวลาตี 2 กว่าๆ (เวลาเมืองไทย) หรือตี4 กว่าๆ เวลาญี่ปุ่น อาหารของสารการบิน JAL จะสู้ของการบินไทยหรือสารการบินแขก เช่น Etihad ไม่ได้ เราทานกันเสร็จแล้วหนังท้องตึงหนังตาหย่อนโดยอัตโนมัติ จึงเผลองีบหลับต่ออีกแปล๊บนึง เครื่องก็ลงจอดที่สนามบินคันไซ Terminal 2 ตอนเช้าวันที่ 29 ม.ค. 2014 เวลาในญี่ปุ่น 6:25น. อากาศที่โอซาก้าหนาวเย็นทีเดียว ประมาณ 4-6 องศา ลงจากเครื่องแล้วพวกเราก็เดินไปตามทางเดินในสนามบินไปที่ ตม.ของที่นี่ เพื่อตรวจสอบ Passport ของพวกเรา เจ้าหน้าที่ตม.ที่นี่ไม่พูดอะไรกับพวกเราสักคำ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความอ่อนน้อมสุภาพตามสไตล์คนญี่ปุ่น ไม่ถามด้วยซ้ำว่า ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง โปรแกรมเที่ยวเป็นยังไง หรือขอดูเอกสารการจองโรงแรมที่พัก หรือสอบถามว่าพกเงินสดติดตัวมาเท่าไหร่ เธอเอา Passport ของผมไปตรวจสอบและประทับตา แล้วส่งคืนให้อย่างสุภาพ การเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นสำหรับคนไทยตอนนี้จึงง่ายมากๆ ครับ พวกเราเดินออกจากตม.อย่างสะดวกโยธินกันทุกคน

ออกจากตม.เสร็จ พวกเราก็เดินไปรอรับกระเป๋าที่สายพานลำเลียง ซึ่งยังไม่มีกระเป๋าใบแรกถูกลำเรียงออกจากเครื่องมายังสายพานเลย เรารออยู่สักพักกระเป๋าจึงถูกลำเลียงออกมา พวกเราจึงแบ่งกระเป๋าใส่รถเข็นให้แต่ละคนเข็นผ่านฝ่าย Custom เพื่อออกจากด้านในสนามบิน น้าปานซึ่งบินเข้าออกญี่ปุ่นบ่อยๆ แนะนำให้พวกเราเลี่ยงเดินผ่านเจ้าหน้าที่ Custom ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งมักจะขอเรียกตรวจกระเป๋ามากกว่าเจ้าหน้าที่ชาย พวกเราทำตามคำแนะนำแต่โดยดี จึงสามารถเดินออกจากด้านในสนามบินได้อย่างง่ายดาย

การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นมีกฏข้อห้ามอยู่อย่างนึง คือ ห้ามเอาผลไม้เข้าประเทศของเค้า ผมเข้าใจว่า คนออกกฏนี้คงไม่รู้ว่า คนญี่ปุ่นนั้นชอบกินมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยมากแค่ไหน ถึงได้ตั้งกฏข้อห้ามนี้ขึ้นมา หรืออาจเป็นเพราะกฏข้อห้ามนี้ ทำให้คนญี่ปุ่นนั้นดีใจเป็นนักหนา เวลาที่เราหอบหิ้วเอามะม่วงน้ำดอกไม้รสเลิศของไทยไปฝาก

หลังจากพวกเราออกมาจากด้านในของสนามบินแล้ว พวกเราก็จัดการทำธุระส่วนตัว ล้างหน้า ล้างตา เตรียมความพร้อมในสำหรับเที่ยวญี่ปุ่นในวันแรก ระหว่างที่รอน้าปาน ไม่นานน้าปานจึงเดินออกจากสนามบินตามมา เครื่องของการบินไทยลงช้ากว่าของ JAL ประมาณ 15 นาที พวกเราส่งกระเป๋าคืนให้กับน้าปานไป 3 ใบ รวมกับที่น้าปานถือมาอีก 2 ใบ แฟนของน้าปานมารับน้าปานที่สนามบินและขนกระเป๋าขึ้นรถเต็ม Toyota Premio (คล้ายๆ Camry บ้านเรา) น้าปานฝากมือถือพร้อมซิมให้พวกเราใช้ระหว่างเดินทางเที่ยวที่นี่ พวกเราจึงจากลากับน้าปานและแฟน เพื่อไปจับรถไฟเพื่อเริ่มเที่ยวกันทันที


รูปที่ 1 : Toyota Premio ของแฟนน้าปานมารับที่สนามบิน Kansai ยามเช้า

รูปที่ 2 : ตั๋วรถไฟ JR West Kansai Area Pass ใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท JR ได้ทั่วเขตคันไซ

ตั๋วรถไฟที่ซื้อจากเมืองไทยยังใช้ไม่ได้นะ

ก่อนอื่นพวกเราต้องเอาตั๋วรถไฟ JR West Kansai Area Pass แบบ 1 วัน ที่พวกเราซื้อที่เมืองไทย เอาไปเปลี่ยนเป็นตั๋วรถไฟที่สามารถใช้จริงในญี่ปุ่นได้ที่ Office ของบริษัท JR ซึ่งอยู่ที่ชั้น 2 ด้านนอกของตึก Terminal 2 การเปลี่ยนตั๋วนี้เจ้าหน้าที่ของบริษัท JR ตรวจสอบ Passport ของผู้โดยสารแต่ละท่านด้วยว่า ตรงกับชื่อในตั๋ว JR West Kansai Area Pass ที่ซื้อมาจากเมืองไทยหรือไม่ จึงไม่สามารถทำแทนกันได้ และเจ้าหน้าที่จะสอบถามถึงวันที่เราต้องการเริ่มใช้ตั๋ว ก่อนออกตั๋วใหม่ให้เพื่อใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ในการขึ้นรถไฟหรือเดินทางเข้าออกสถานีรถไฟได้ พวกเราเข้าคิวเปลี่ยนตั๋วใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงได้ตั๋วรถไฟที่สามารถใช้ตะลุย Osaka Tokyo Nara และ Kobe ได้

เปลี่ยนตั๋วเสร็จ พวกเราต้องลากกระเป๋าสัมภาระของพวกเราเดินเข้าสถานีรถไฟ JR ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ JR office ที่เราไปเปลี่ยนตั๋วมานั่นแหล่ะ มีคนญี่ปุ่นเดินเข้าๆ ออกๆ สถานีเต็มไปหมด ช่องเข้าออกสถานีรถไฟลักษณะคล้ายๆ กับช่องเข้าออกรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT บ้านเรา พวกเราซึ่งใช้ตั๋วรถไฟไม่เป็นจึงพยายามแนบตั๋วที่ประตูเข้าออกสถานีเพื่อให้สามารถเดินเข้าประตูได้ เหมือนกับที่คนญี่ปุ่นที่เดินเข้าออกสถานีทำกัน พวกเราลองอยู่สักพักก็ยังเข้าประตูไม่ได้จึงเหลือบไปมองที่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านข้างประตู เจ้าหน้าที่พูดอะไรมาเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ พวกเราได้แต่ยืนงงกัน สุดท้ายก็เป็น Body language เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอดูตั๋วของพวกเราแต่ละคนแล้วให้พวกเราเดินผ่านประตูด้านข้างของเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าสถานีได้ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วผมเลยถามกับเจ้าหน้าที่ว่ารถไฟขบวน Haruka ไปลงที่สถานี Tennoji ต้องขึ้นที่ชานชลาที่เท่าไหร่ เจ้าหน้าที่โชว์นิ้วมือบอกกับเราว่า หก เราจึงเดินลงไปที่ชานชลาหมายเลข 6 เพื่อจับรถไฟไปที่สถานี Tennoji กัน

ใช้ตั๋ว JR West Kansai Area Pass ขึ้นรถไฟขบวน Limited Express Haruka สุดคุ้ม

พวกเราลงบันไดเลื่อนไปยืนรอขบวนรถได้สัก 3-4 นาที ตอนนั้นผมกำลังงงๆ กับป้ายภาษาญี่ปุ่นต่างๆ นาๆ ที่เจอทั้งในสนามบินและสถานีรถไฟ รถไฟขบวนนึงวิ่งเข้ามาเทียบที่ชานชลาหมายเลข 6 ผมมองดูป้ายที่ชานชลามีทั้งป้ายภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ บอกว่ารถไฟไปสถานี Tennoji พอดีมีพนักงานคนนึงยืนอยู่ที่ชานชลาพูดอะไรออกไม่รู้ เสียงดังเชียว เล่นเอาพวกเรางงเลย เอาไงดีว่ะ ดูป้ายแล้วคิดว่าน่าจะใช้ขบวนรถ Haruka แต่ยูเป็นใครไม่รู้ มาพูดอะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าใจเสียงดังเชียว ขอไอถามสักหน่อยเดี๋ยวจะตกขบวนรถไฟ ผมยื่นตั๋วให้เค้าดูแล้วถามว่า Tennoji? เค้าเอาตั๋วไปตรวจดูแล้วตอบว่า Yes แล้วเดินขึ้นขบวนรถไป โดยที่ผู้โดยสารที่ยืนรอที่ชานชลาคนอื่นๆ ยังไม่สามารถขึ้นไปบนขบวนรถได้ ผมก็ยืนงงๆ กับมัน บอกว่าใช่แต่ไม่มีใครขึ้น ตกลงยังไงหล่ะเนี้ย พวกเราเลยยืนสังเกตดูสักพักจึงรู้ว่า เจ้าหน้าที่คนนั้นเป็นพนักงานทำความสะอาดบนรถไฟ กำลังทำความสะอาดภายในขบวนรถอยู่ เค้าประกาศบอกว่า อย่าเพิ่งขึ้นนะ เดี๋ยวทำความสะอาดเสร็จแล้วจะเปิดประตูให้ขึ้นไปได้ น่าจะหมายถึงประมาณนั้นครับ

หลังจากพนักงานทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย จึงเปิดประตูให้ผู้โดยสารขึ้นขบวนรถได้ พวกเราหอบกระเป๋าของพวกขึ้นรถไฟไปวางที่ชั้นวางกระเป๋าแล้วจึงไปจับจองที่นั่ง มีผู้โดยสารนั่งไม่ถึงครึ่ง อาจเป็นเพราะว่ายังเช้าอยู่คนจึงไม่เยอะ รอไม่นานรถจึงเคลื่อนขบวนออกจากสนามบิน Kansai ซึ่งเป็นสนามบินที่ถมดินลงในทะเล อยู่ในพื้นที่เขตเมืองโอซาก้า ขบวนรถไฟวิ่งอยู่บนสะพานกลางทะเลไม่นานก็ถึงผืนแผ่นดินใหญ่เมืองโอซาก้า ผมได้เห็นบ้านเรือน ถนนหนทางในญี่ปุ่นจากวิวสองข้างทาง ด้วยตัวเองครั้งแรก ทำให้ผมประทับใจในความสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนต่างๆ ทุกที่สะอาดมาก บ้านเรือนต่างๆ ดูเด่นมีเอกลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น จัดสรรไว้อย่างลงตัว สมกับเป็นประเทศพัฒนาแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่าอีก 20 ปีบ้านเราจะพัฒนาบ้านเมืองให้เท่าญี่ปุ่นตอนนี้ปี 2014 ได้หรือเปล่า ความประทับใจครั้งแรกที่ได้เห็นที่นี่ ทำให้ผมอยากเที่ยวประเทศนี้มากขึ้นเยอะเลยครับ สารภาพตรงๆ ว่า ก่อนหน้านี้ผมเฉยๆ ไม่ได้อยากมาเที่ยวญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ครับ

บางคนอาจจะเคยดูข่าวประเทศญี่ปุ่นตอนเกิด Tsunami ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูจิมะและทึ่งในความเป็นระเบียบและความเป็นอารยะชนของคนญี่ปุ่นมาแล้ว ถึงแม้บ้านเรือนในญี่ปุ่นจะเป็นบ้านหลังเล็ก แต่สภาพแวดล้อมต่างๆ ของประเทศนี้ถูกพัฒนาขึ้นได้อย่างลงตัวและน่าอยู่มากทีเดียวครับ พวกเรานั่งรถไฟชมวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ รถไฟขบวนนี้ก็ยังมีพนักงานเดินตรวจตั๋วหลังจากขบวนรถแวะจอดตามสถานีต่างๆ เหมือนบ้านเรา ก่อนถึงจุดหมายปลายทางของพวกเราคือสถานี Tennoji ผมเข้าไปตรวจดูในห้องน้ำ ห้องน้ำบนรถไฟที่นี่เล็กแต่สะอาดมาก ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย ชักโครกเหมือนกับชักโครกบนเครื่องบิน แบบว่ากดทีเดียว ดูดทุกสิ่งทุกอย่างหายไปในพริบตา ตรงนี้คงต้องขีดเส้นใต้ไว้ครับว่า ต่างจากบ้านเรามาก ห้องน้ำบนรถไฟบ้านเราเป็นสิ่งที่ผมเลี่ยงที่จะอยู่ใกล้กับมันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันทำให้ผมรู้ถึงกิเลสจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจริงๆ


รูปที่ 3 : พนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟปฏิบัติงานอย่างสุภาพ เรียบร้อย

รูปที่ 4 : แผนผังบริเวณชานชลาของสถานีรถไฟ Tennoji ในเมืองโอซาก้า

รูปที่ 5 : ภายในขบวนรถ JR Yamatoji Line Regional Rapid Service ก่อนเข้าสู่เมืองนารา

รถไฟขบวน Limited Express Haruka นี้วิ่งจากสนามบินคันไซไปโอซาก้าแล้วต่อไปถึงเกียวโต แต่พวกเราลงจากรถไฟขบวนนี้ที่สถานี Tennoji เพื่อต่อรถไฟไปเมืองนารา ไม่นานรถขบวนนี้ก็วิ่งมาจอดในชานชลาที่ 16 สถานี Tennoji เรามีเวลาประมาณ 3 นาทีในการหอบสัมภาระของเราเดินไปที่ชานชลาที่ 18 เพื่อจับรถไฟขบวน JR Yamatoji Line Regional Rapid Service ไปยังเมืองนารา พวกเรารีบลากกระเป๋าลงจากรถไฟแล้วเดินไปที่ลิฟ เพื่อขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นเหมือนทางเดินเชื่อมระหว่างชานชลาต่างๆ แล้วจึงลงบันไดหรือลิฟไปที่ชานชลาที่ 18 เพื่อรอรถไฟขบวน Yamatoji line ที่กำลังจะวิ่งเข้าเทียบที่ชานชลาได้ทันสบายๆ ยังมีเวลารอรถไฟขบวน Yamatoji line วิ่งเข้ามายังชานชลาอีก 1 นาทีครึ่งด้วย รถขบวนนี้เป็นเหมือนรถขบวนธรรมดาบ้านเรา คือจะจอดทุกสถานี คนญี่ปุ่นปกติจะใช้บริการรถไฟเป็นหลัก ทะยอยกันขึ้นลงตามสถานีต่างๆ ของรถไฟขบวนนี้เยอะทีเดียวครับ ดูเวลาตอนนี้ก็เกือบๆ 9 โมงเช้าของญี่ปุ่นแล้ว

ฝากสัมภาระไว้ที่ตู้ฝากกระเป๋าหยอดเหรียญที่สถานีรถไฟ สะดวกดี

รถไฟขบวนนี้ใช้เวลาประมาณ 35 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟเมืองนารา ปลายทางของพวกเรา เราเดินลงชั้นล่างแล้วสอบถามตู้ฝากกระเป๋าแบบหยอดเหรียญ ที่ทางสถานีรถไฟติดตั้งไว้บริการกับผู้โดยสารที่ต้องการฝากสัมภาระต่างๆ โดยมีอัตราค่าบริการตามขนาดของตู้ คือ
-ขนาดใหญ่ มีขนาดกว้างxสูงxลึก = 43x117x57cm อัตราค่าบริการ 600 เยน
-ขนาดกลาง มีขนาดกว้างxสูงxลึก = 43x57x57cm อัตราค่าบริการ 500 เยน
-ขนาดเล็ก มีขนาดกว้างxสูงxลึก = 43x35x57cm อัตราค่าบริการ 300 เยน
ทั้งนี้ตู้ทุกขนาดสามารถใช้ได้ถึง 24 นาฬิกาของวันเท่านั้น

ตู้ฝากกระเป๋านี้รับเฉพาะเหรียญ 500, 100 เยน พวกเราจึงต้องเดินไปซื้อของเพื่อแตกเหรียญใน Supermarket ที่อยู่ภายในสถานีแล้วจึงยัดกระเป๋าของพวกเราทั้งหมด 5 ใบลงในตู้ขนาดใหญ่ 2 ตู้และขนาดกลางอีก 1 ตู้จ่ายไป 1700 เยน แล้วจึงเดินไปขึ้นรถเมล์สาย 70 หรือ 97 ที่หน้าสถานีไปลงที่ป้าย Kasuga Taisha Honden (เลยวัดโทไดจิประมาณ 2 ป้าย) ที่นี่มีศาลเจ้าประจำเมืองนารา ชื่อว่าศาลเจ้า Kasuga Taisha การเข้าชมภายในวิหารกลางของศาลเจ้าต้องจ่ายค่าเข้าชม 500 เยน พวกเราจึงเดินชมแต่บริเวณรอบๆ เพื่อสัมผัสบรรยากาศของความเป็นญี่ปุ่นโบราณ จากนั้นจึงเดินไปตามทางไปวัดโทไดจิ รอบๆ บริเวณนี้เป็น สวนสาธารณะของเมือง มีกวางอาศัยอยู่ตามธรรมชาติจำนวนมาก พวกเราแวะซื้อขนมปังให้อาหารพวกมัน กวางที่นี่อาศัยอยู่คุ้นเคยกับคน การให้ขนมปังกับพวกมันทำโดย แบ่งขนมปังเป็นชิ้นพอดีคำแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากของมัน มันจะค่อยๆ คาบเอาชิ้นขนมปังไป โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะงับนิ้วมือเรา อาจจะเรียกว่า มันเป็นกวางที่มีวัฒนธรรมก็ไม่ผิดนักครับ


รูปที่ 6 : ด้านหน้าของศาลเจ้าประจำเมืองนารา Kasuga Taisha

รูปที่ 7 : ด้านในศาลเจ้า Kasuga Taisha

รูปที่ 8 : ฝูงกวางยืนอาบแดดภายในสวนสาธารณะของเมืองนารา

รูปที่ 9 : ภายในศาลเจ้า Nigatsu-do Hall ที่ตั้งอยู่บนเขา

รูปที่ 10 : จุดชมวิวเมืองนารา บนศาลเจ้า Nigatsu-do Hall

รูปที่ 11 : อีกมุมนึงบนศาลเจ้า Nigatsu-do Hall

แวะศาลเจ้า Sangatsu-do Hall และศาลเจ้า Nigatsu-do Hall แล้วชมวิวเมืองนารา

พวกเราเดินผ่าน Nara park แล้วแวะดูศาลเจ้า Sangatsu-do Hall และศาลเจ้า Nigatsu-do Hall ไม่แน่ใจว่าศาลไหนตั้งอยู่บนเขาที่สามารถเห็นวิวเมืองนาราได้ สวยทีเดียวอย่าลืมแวะมานะครับ เพื่อนผมแนะนำให้เดินในเส้นทางนี้ เพราะเป็นเส้นทางเดินลงเขาไปจนถึงวัดโทไดจิ ทำให้เราเดินได้เรื่อยๆ สบายๆ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ ระหว่างทางเดินลงเขาพวกเราเจอเด็กนักเรียนญี่ปุ่นประมาณ ป.4-ป.5 ใส่ชุดพละกำลังวิ่งขึ้นเขาสวนทางกับเรา โดยมีครูคอยยื่นถือป้ายให้กำลังใจ เด็กๆ ก็ไม่พูดไม่จาตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างจริงจัง ใบหน้าแดงกล่ำ อุณหภูมิตอนนี้น่าจะประมาณ 5-10 องศา นี่เป็นตัวอย่างการฝึกความอดทนกันตั้งแต่เด็กๆ ของคนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี พวกเราเดินสักพักก็ถึงวัด Todaiji วัดเด่นประจำเมืองแห่งนี้ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารหลังใหญ่ ภายในมีพระพุทธรูปเก่าแก่องค์ใหญ่ พวกเราไม่พลาดเข้าชมภายในวิหารและนมัสการกราบไหว้หลวงพ่อโต (Grand Buddha) โดยจ่ายค่าเข้าชมคนละ 500 เยน


รูปที่ 12 : วิหารหลังโต ภายในวันโทไดจิ สถานที่เที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองนารา

รูปที่ 13 : พวกเรายืนตะลึงในความใหญ่และความงามของหลวงพ่อโตอยู่พักใหญ่ๆ

รูปที่ 14 : อ้อมร่วมทำบุญสมทบทุนเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาของวิหารแห่งนี้

รูปที่ 15 : เค้าว่า ถ้ารอดเสาในวิหารแห่งนี้แล้วจะโชคดี

หลวงพ่อโตที่นี่องค์ใหญ่จริงๆ สูงประมาณตึก 3-4 ชั้นเห็นจะได้ รูปทรงอ่อนช้อยงดงามมาก ผมยืนตะลึงดูอยู่พักใหญ่แล้วจึงกราบไหว้นมัสการ ภายในวิหารมีจุดให้พวกเราทำบุญสมทบทุนเพื่อเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาของวิหารแห่งนี้ โดยบริจาคเงิน 1,000 เยนต่อกระเบื้อง 1 แผ่นแล้วเราสามารถเขียนข้อความบนแผ่นกระเบื้องได้ ผมเห็นนักท่องเที่ยวฝรั่งที่นับถือศาสนาคริสต์ร่วมทำบุญด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้วิหารแห่งนี้มีเสาขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง มีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เพื่อให้รอด เชื่อกันว่า ถ้ารอดแล้วจะโชคดีมีชัย


รูปที่ 16 : ฝูงกวางใน Nara park กำลังรอนักท่องเที่ยวหยิบยื่นขนมปังให้กับพวกมัน

รูปที่ 17 : รถเมล์ในนารา เวลาลงรถสังเกตที่จอ LED จะแสดงชื่อป้ายรถเมล์ที่จะจอดเป็นภาษาอังกฤษ

พวกเรามีเวลาเที่ยวในเมืองนาราน้อยเกินไป เราเดินเที่ยวจนถึงเที่ยงครึ่ง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงต้องรีบออกจากวัดโทไดจิ เดินผ่านสวนสาธารณะไปที่ป้ายรถเมล์วัดโทไดจิ เพื่อขึ้นรถสาย 1, 2, 70 หรือสาย 97 กลับไปที่สถานีรถไฟ Nara station เราลงรถเมล์แล้วแวะกินบะหมี่อูด้งที่ร้านเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟ เป็นอาหารมื้อแรกในญี่ปุ่นของพวกเรา ราคาชามละ 450-600 เยน (ถูกกว่าร้านแถวๆ ป้ายรถเมล์วัดโทไดจิ) อร่อยทุกชาม ราคาไม่แพง กินอิ่มแล้วพวกเราจึงไปเอากระเป๋าที่ตู้ฝากกระเป๋าหยอดเหรียญในสถานี แล้วใช้ตั๋ว JR West Kansai Area Pass ขึ้นรถไฟ JR Nara Line Rapid Service เดินทางต่อไปยังเมืองเกียวโต


รูปที่ 18 : บริเวณ Lobby ของ Piece Hostel Kyoto

เมืองเกียวโตมีเสน่ห์ให้ต้องแวะกลับไปอีก

ขบวนรถไฟวิ่งออกจากเมืองนารา ประมาณ 50 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟ Kyoto สถานีนี้ใหญ่พอสมควรมีทางออกอยู่ 2 ทางคือ Central exit เป็นทางออกที่เห็น Kyoto tower และอีกทางออกนึงคือ Hachijo exit เป็นทางออกที่มีรถ Taxi จอดรออยู่ คืนนี้พวกเราพักค้างคืนกันในเมืองนี้ โดยเราได้จองห้องพักที่ Piece Hostel Kyoto ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานี พวกเรามองหาป้ายทางออก Hachijo exit แล้วเดินลากกระเป๋าไปอีก 2 ช่วงตึก ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเราก็เดินถึง Piece Hostel Kyoto ที่นี่เป็นที่พักราคาถูก เปิดบริการให้กับคนทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก Hostelling International ที่นี่ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองเกียวโต ใกล้กับสถานีรถไฟ ตึกใหม่สะอาด ตกแต่งในสไตล์ Modern จึงมีแขกเข้ามาพักเยอะทีเดียว พวกเรามาถึงประมาณบ่าย 2 กว่าๆ ห้องพักของพวกเราจัดไว้พร้อมแล้ว เราจึงสามารถ Check-in และขนสัมภาระไปเก็บในห้องนอนได้เลย (ปกติ Check-in ได้หลังบ่าย 3 โมง) พวกเราทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วออกไปเที่ยวในเกียวโตกันต่อ

เนื่องจากเราเดินทางช้ากว่าแผนการเดินทางที่ได้วางไว้ เราจึงปรับเอาฟูซึมิ อินาริไปเที่ยวในวันพรุ่งนี้ สำหรับวันนี้เราเหลือเวลาเที่ยวเฉพาะวัดคิงคะกุจิ (Kinkakuji) และวัดน้ำใสหรือวัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera temple) พวกเราเดินออกจาก Piece Hostel Kyoto กลับไปที่สถานีรถไฟเกียวโต แล้วสอบถามทางไปยังอ๊อฟฟิตขายตั๋ว Kyoto 1 day pass city bus ซึ่งอยู่ใกล้กับทางออก Central exit พวกเราจ่ายเงินค่าตั๋ว Kyoto 1 day pass city bus คนละ 500 เยนเพื่อใช้ขึ้นรถเมล์ในเกียวโตได้ตลอดทั้งวัน ที่จริงตั๋ว Kyoto 1 day pass city bus นี้สามารถซื้อกับคนขับรถเมล์คันไหนก็ได้ แต่ผมกลัวว่าเราจะคุยภาษาอังกฤษกับคนขับรถเมล์ไม่รู้เรื่องครับ


รูปที่ 19 : ขอขอบคุณ แผนที่การเดินทางไปวัดคิงคะกุจิ จากติวเตอร์ตู่ ด้วยครับ

รูปที่ 20 : หน้าบ้านสไตล์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ ระหว่างทางเดินไปวัดคิงคะกุจิ

รูปที่ 21 : บรรยากาศระหว่างทางเดินไปวัด สงบ อากาศชุ่มชื่น มีต้นใม้ใหญ่เยอะแยะ

รูปที่ 22 : ป้ายแผนที่แนะนำทางเดินเข้าชมศาลาทอง

รูปที่ 23 : ตึกที่อยู่บริเวณที่จ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าชมศาลาทองภายในวัด

สำหรับการเดินทางไปวัดคิงคะกุจิวิธีที่เร็วที่สุด ผมเดินทางตามคำแนะนำ ที่ติวเตอร์ตู่ Post ไว้ในเว็บ คือ การใช้ตั๋ว JR West Kansai Area Pass ขึ้นรถไฟขบวน JR Sagano Line จากสถานีรถไฟเกียวโต (ชานชลาที่ 33) ประมาณ 3 ป้ายไปลงที่สถานี Emmachi ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แล้วออกจากสถานีเลี้ยวขวาไปที่สี่แยก (ไม่ต้องข้ามแยก) ให้เลี้ยวซ้ายที่แยก แล้วเดินตรงไปที่ป้ายรถเมล์ (จุดสีแดงในรูป) ใช้ตั๋ว Kyoto 1 day pass city bus ขึ้นรถสาย 204 หรือ 205 วิ่งประมาณ 15 นาที ไปลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินเข้าวัดทอง หรือวัดคิงคะกุจิ (Kinkaku-ji temple) พวกเราเดินทางตามคำแนะนำนี้ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงจุดหมายเวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง ทันเวลาวัดปิด 5 โมงเย็น เราจึงซื้อตั๋วคนละ 400 เยน เพื่อเข้าไปดูศาลาทองอี้คิวซังกัน


รูปที่ 24 : ช่วงเย็นๆ ในหน้าหนาว แสงแดดตกกระทบที่ศาลาทองพอดีครับ

รูปที่ 25 : อีกมุมนึง ไม่ไกลจากจุดชมวิวหลัก

หลังจากตีตั๋วแล้ว พวกเราเดินจากประตูเก็บเงินไม่ไกลก็เห็นศาลาทองตั้งอยู่กลางน้ำ เหมือนในการ์ตูนอี้คิวซังที่เคยดูตอนเด็กๆ มีนักท่องเที่ยวยื่นดู ถ่ายรูปเยอะพอสมควร แสงแดดยามเย็นตกกระทบที่ศาลาทองพอดี บรรยากาศเงียบสงบ แต่ผมไม่เห็นพระหรือสามเณรแต่อย่างใด พวกเราเดินไปตามทางเดินชมภายในวัด แวะซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับมา แล้วเดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์ Kinkakuji-michi ฝั่งตรงข้าม (จุดสีเขียวในรูป) ขึ้นรถเมล์สายเดิม 204 หรือ 205 กลับไปที่สถานีรถไฟ Emmachi (จุดสีเขียวในรูป) ต่อจากนั้นพวกเราเดินไปที่สี่แยกไฟแดง (ไม่ต้องข้ามแยก) แล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปที่ป้ายรถเมล์ (จุดสีเหลืองในรูป) แล้วขึ้นรถเมล์สาย 202 วิ่งประมาณ 30 นาทีไปลงป้าย Kiyomizu-michi แล้วจึงเดินขึ้นเขาไปที่วัดคิโยมิสึ พวกเรามีนัดกับไกด์กิตติมศักดิ์ นั่นคือพ่อแม่และลุงของทาเกะซัง


รูปที่ 26 : รถสองล้อลากโบราณ พบเห็นทั่วไประหว่างทางขึ้นวัดคิโยมิสึ ในเกียวโต

รูปที่ 27 : บริเวณด้านหน้าวัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส ก่อนค่ำ

รูปที่ 28 : เรามาถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ใกล้มืด ไม่ค่อยมีคนเลย

รูปที่ 29 : บรรยากาศบนถนนคนเดินในเขตเมืองเก่าของเกียวโต

ญาติผู้ใหญ่พาเที่ยววัดคิโยมิสึ

ญาติผู้ใหญ่ของพวกเรา อุตส่าห์นั่งรถจากโอซาก้าฝ่าอากาศหนาวเย็นมารอพวกเราเพื่อพาเที่ยววัดน้ำใสและย่านเมืองเก่าในเกียวโต เราเดินมาถึงหน้าวัดคิโยมิสึประมาณ 5 โมงครึ่ง จึงเดินเที่ยวได้ไม่ทั่ว เนื่องจากวัดปิดเวลา 6 โมงเย็น พวกเราได้แต่ถ่ายรูปบริเวณด้านหน้าวัดแล้วเดินไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็มืดพอดี ลุงกับพ่อทาเกะจึงพาเดินออกจากวัดไปตามถนนคนเดินในเขตเมืองเก่าย่าน Higashiyama ร้านค้าต่างๆ ทะยอยกันปิดลงเหลือเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน พวกเราเจอนักท่องเที่ยวหลายคนใส่ชุดกิมโมโนเดินช็อปปิ้ง เนื่องจากเป็นเทศกาลอย่างหนึ่งที่ร้านค้าต่างๆ จะให้ส่วนลดพิเศษกับคนที่ใส่ชุดกิมโมโนหรือชุดโบราณที่เข้ามาซื้อของภายในร้าน ทำให้บรรยากาศย่านเมืองเก่าที่นี่ดูมีเสน่ห์ขึ้นมาเยอะครับ


รูปที่ 30 : วัดแห่งหนึ่งที่อยู่ในย่านเมืองเก่าในเกียวโต

รูปที่ 31 : ศาลเจ้าแห่งหนึ่งบนถนนคนเดินย่านเมืองเก่า

รูปที่ 32 : หน้าร้านอาหารเก่าแก่ในเกียวโต เปิดร้านมาแล้ว 30 ปี

พวกเราเดินผ่านเขต Gion จากนั้นพ่อกับแม่และลุงทาเกะพาพวกเราขึ้น Taxi ไปยังร้านอาหารเก่าแก่ของเมือง เนื่องจากพ่อทาเกะได้จองโต๊ะไว้เวลา 1 ทุ่มครึ่ง พวกเรานั่ง Taxi ก้นยังไม่ทันร้อนแปล๊บเดียวก็ถึงที่ร้าน ค่า Taxi ที่นี่แพงพอสมควร ลุงทาเกะจ่ายไป 800 กว่าเยน ถ้าเปรียบเทียบระยะทางกับ Taxi ในกรุงเทพราคาไม่น่าเกิน 60 บาท เรามาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่งฉลองครบการเปิดร้าน 30 ปี ภายในร้านถูกแบ่งออกเป็นห้องๆ เพื่อความเป็นส่วนตัว พนักงานของร้านแต่งชุดญี่ปุ่นโบราณคอยบริการแขกของร้าน พ่อกับแม่และลุงทาเกะสั่งอาหารเป็นเซ็ตเลี้ยงต้อนรับ Welcome to Japan พวกเรารู้สึกเกรงใจญาติผู้ใหญ่ของเรามากๆ ที่อุตส่าห์พาเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นจัดเต็มให้กับพวกเรา


รูปที่ 33 : เซ็ตอาหารญี่ปุ่นเยอะจนพวกเรากินไม่หมด ขอบคุณลุงทาเกะที่ Take care พวกเรา

รูปที่ 34 : อาหารจานเด็ดคล้ายๆ ปลาราดพริกบ้านเรา แต่รสชาติยิ๊ปปุ้น ญี่ปุ่น

รูปที่ 35 : บรรยากาศห้องอาหารภายในร้านอาหารญี่ปุ่นเก่าแก่ 30 ปีในเกียวโต

พวกเรากินกันอิ่มจนต้องยัดอาหารเข้าไปเกือบหมด กลัวญาติผู้ใหญ่ของพวกเราจะโกรธ หรือไม่พอใจที่กินทิ้งกินขว้าง ผมไม่รู้ว่า อาหารญี่ปุ่น 2 เซ็ตมื้อนี้ทั้งหมดราคาเท่าไหร่ เดาว่า น่าจะไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท แม่ทาเกะไปจ่ายเงินที่ Cashier โดยไม่บอกพวกเรา ก่อนออกจากร้านพ่อทาเกะชวนพวกเราถ่ายรูปบริเวณที่ตั้งโชว์ภายในร้านเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ผมอยากจะถือโอกาสนี้ เขียนขอบคุณพ่อกับแม่และลุงทาเกะ ในการให้การต้อนรับการไปเที่ยวญี่ปุ่นของพวกเรา どうもありがとうございます (Doumo arigatou gozaimasu)


รูปที่ 36 : ร้านค้าบนถนนสายหลักในเกียงโต ยังคงเปิดบริการตอน 3 ทุ่ม

รูปที่ 37 : เราแวะถ่ายรูป Kyoto tower ระหว่างเดินกลับที่พัก

พวกเราออกจากร้านเกือบ 3 ทุ่มแล้วเดินมารอที่ป้ายรถเมล์บนถนนสายหลักในเกียวโต ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้เราอยู่ตรงส่วนไหนในเกียวโต ข้างถนนทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยห้างร้าน ซึ่งยังเปิดบริการอยู่ ผู้คนที่นี่ยังเดิน Shopping กันเยอะพอสมควร อุณหภูมิอากาศภายนอกตอนนี้น่าจะประมาณ 5 องศา ที่ป้ายรถเมล์มีตารางเวลาบอกว่า รถเมล์แต่ละสายวิ่งเข้ามาจอดป้ายเวลาเท่าไหร่บ้าง เรารอรถประมาณ 15 นาทีก็ขึ้นรถเมล์กลับไปที่สถานีรถไฟเกียวโต พ่อแม่และลุงทาเกะนั่งรถมากับพวกเราด้วย ผมบอกกับลุงว่า เรามีของมาฝากให้ทั้งลุงและพ่อแม่ทาเกะแต่เราวางไว้ที่โรงแรมที่พัก ท่านจึงเดินมาส่งพวกเราถึงที่พัก พวกเราหิ้วมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ซื้อจากตลาดอตก. มาฝาก 2 กล่อง พ่อกับแม่และลุงทาเกะชอบกินมะม่วงน้ำดอกไม้มาก ท่านดีใจกันใหญ่เลย แม่ทาเกะดูมีความสุขมากที่ได้รับของฝากของพวกเรา ผมบอกกับลุงทาเกะ ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ว่าพวกเราจะเดินกลับไปส่งที่สถานีรถไฟจะได้หิ้วกล่องมะม่วงไปให้ เพราะทั้งลุงและพ่อกับแม่ทาเกะจะนั่งรถไฟกลับบ้านที่โอซาก้า แต่ท่านต้องการให้พวกเราพักผ่อนเนื่องจากเดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน คนญี่ปุ่นทั่วไปนั้นเดินเก่งเพราะคนส่วนใหญ่ใช้บริการรถไฟเป็นหลัก ถึงจะเป็นคนวัยเกษียณอย่างพ่อแม่และลุงทาเกะ แต่ร่างกายแข็งแรง เดินไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องแคล่ว พวกเราบอกลาและส่งญาติผู้ใหญ่ของเราหน้าโรงแรมที่พัก See you next time in Thailand

พวกเรากลับไปที่ห้องพักแล้วอาบน้ำนอน ข้างนอกอากาศหนาวผมเปิดหน้าต่างแง้มๆ ไว้ในห้องเหมือนกับเปิดแอร์ 18 องศาจนต้องซุกตัวอยู่ในผ้านวมหน้าแล้วหลับยาวเลยครับ คืนก่อนนอนบนเครื่องได้ 3 ชั่วโมงเอง


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง