ตอนที่ 4 ขับรถจากเกียวโตไปหมู่บ้านชาวนา Shirakawago

เมื่อคืนหลับกันยาว พวกเราตื่นกันประมาณ 7 โมงเช้า ข้างนอกฝนตกปรอยๆ อากาศหนาวเย็น พวกเราทยอยกันไปอาบน้ำ อ่อห้องอาบน้ำใน Piece Hostel Kyoto มีเฉพาะชั้น 1 เท่านั้น ส่วนห้องน้ำในแต่ละชั้นจะมีห้องส้วมกับอ่างล้างหน้าครับ แขกที่พักที่นี่มีทั้งฝรั่ง คนเอเชียและคนญี่ปุ่น ผมเข้าไปอาบน้ำพื้นห้องอาบน้ำแต่ละห้องเปียกแล้ว แสดงว่ามีใช้บริการแล้ว ไม่เหมือนในยุโรป ห้องอาบน้ำตอนเช้านี่แห้งสนิทเลย ถึงแม้ที่นี่จะเป็น Hostel แต่มาตราฐานห้องนอน ห้องน้ำเหมือนกับโรงแรมเลย ภายในห้องนอนมีอ่างล้างหน้าและไดร์เป่าผมให้ด้วย พวกเราแต่งตัว เก็บของใส่กระเป๋าแล้วลงไปกินอาหารเช้าที่ห้องครัวชั้นล่าง


รูปที่ 1 : บรรยากาศในเกียวโต ตอนเช้า มองจากหน้าต่างห้องพักใน Piece Hostel Kyoto

รูปที่ 2 : สัดส่วนห้องครัวเล็กกระทัดรัด พื้นที่ค่อนข้างจำกัด

รูปที่ 3 : ที่ Piece Hostel Kyoto มีอาหารเช้าหลากหลายสไตล์

อาจจะเป็นเพราะว่า ที่นี่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด สัดส่วนห้องครัวเล็กกระทัดรัด แขกเข้าพักเยอะและตื่นเช้ากัน ทำให้ห้องครัวเต็ม ไม่มีที่นั่งว่างเลย พวกเราจึงมานั่งทานอาหารเช้ากันใน Lobby อาหารเช้าที่นี่มีหลากหลายพอสมควร มีขนมปังก้อนหลายรส ครัวซองค์ ขนมปังปิ้ง Cheese มาการีน แยมรสต่างๆ สลัด ข้าวผัด ข้าวปั้น ผักดอง 3-4 อย่าง ซุปมิโซะหลายรสให้เลือก ชา กาแฟ น้ำเปล่า ที่นี่จะไม่มีพวกเนื้อ ไข่ Ham หรือไส้กรอก เพื่อลด Cost ลงมา ถือได้ว่าราคาที่พักรวมอาหารเช้า คนละ 3,300 เยน ไม่แพงเลยทีเดียว อาหารเช้าที่นี่ก็ Self service เหมือนทั่วๆ ไป หยิบ ตักเอง หิ้วเอง ยกเอง มีไม่เหมือนที่อื่น คือ ต้องล้างจานเอง!

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเราขนเอากระเป๋าสัมภาระมาวางไว้ที่ Lobby และ Check out ข้างนอกฝนตกปรอยๆ จึงให้ทุกคนรออยู่ใน Lobby ผมเดินไปรับรถเช่าที่อ๊อฟฟิต Toyota Rent a Car สาขา Kyoto Shinkansen RR ซึ่งอยู่ห่างจาก Piece Hostel Kyoto ประมาณ 2 Block ทาง Toyota เตรียมรถให้พวกเราเรียบร้อยแล้วแสดงว่า การจองเช่ารถ Toyota กับทาง Hertz นั้นเรียบร้อยปกติดีครับ เจ้าหน้าที่ของ Toyota ตรวจสอบเอกสารใบขับขี่ (ทั้งของไทยและสากล) และ Passport ผมชำระเงินค่าเช่ารถ Toyota Aqua 3 วัน เป็นเงิน 53,025 เยน โดยคืนรถที่ Tokyo สาขา Ikebukuro RR East เจ้าหน้าที่แนะนำการใช้ GPS ให้ฟังคล่าวๆ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

GPS in English ในญี่ปุ่นนี่มันยังไง

ผมขับรถออกมาเพื่อวนไปรับคนอื่นๆ ที่ Piece Hostel Kyoto ซึ่งอยู่ในซอยเล็กๆ จอดรถที่ด้านหน้าและรีบขนกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถ (ที่นี่ไม่มีที่จอดรถ) พวกเราต้องการแวะไปถ่ายรูปเสาแดงๆ ที่ศาลเจ้าฟูซิมิ อินาริกันก่อน ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า บริเวณนั้นมีที่จอดรถหรือเปล่า ผมได้สอบถามกับ Reception ของ Hostel แต่เธอตอบว่า ไม่มี ผมเปลี่ยนให้อ้อมขับรถ โดยผมขอเรียนรู้ทำความเข้าใจกับ GPS(ภาษาอังกฤษเฉพาะหน้าเมนูหลักเพียงหน้าเดียว นอกนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด) ตอนแรกๆ ผมยังใช้มันไม่ค่อยเป็น จึงทำให้หลงทางบ้าง ขับวนตาม GPS บ้าง การขับรถในญี่ปุ่นนี้เราจำเป็นต้องพึ่ง GPS มากที่สุด การขับไปตามหนังสือแผนที่หรือใช้ GPS ไม่เป็น ทำให้หลงได้ง่ายๆ เพราะในญี่ปุ่นถนน ซอกซอยต่างๆ เล็กและแคบ ในเมืองจะสลับซับซ้อนพอสมควร


รูปที่ 4 : ช่วงกำลังหัดใช้ GPS พาไปซอยเล็กซอยน้อยที่ไปไหนก็ไม่รู้

รูปที่ 5 : ฝนตกตั้งแต่เช้า GPS พามาถึงศาลเจ้าฟูซิมิ อินาริจนได้

สักพักเราก็ขับมาถึงศาลเจ้าฟูซิมิอินาริ ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะจอดรถที่ไหนกันดี พอดีเราขับรถไปด้านหน้าศาลเจ้า มีเจ้าหน้าที่โบกรถให้ไปจอดในที่จอดรถ บริเวณที่จอดรถนี้กว้างพอสมควร จอดรถได้เกือบ 100 คับ ที่จอดรถว่างเยอะครับ จอดฟรี! ด้วย ผมคิดว่า คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่รู้เพราะไม่ค่อยขับรถกัน มักจะใช้บริการรถไฟเป็นหลัก ศาลเจ้าฟูซิมิ อินาริ ก็อยู่ติดกับสถานีรถไฟเลย การเดินทางมาที่นี่โดยรถไฟก็สะดวกดีครับ เราจอดรถแล้วแวะเข้าไปกราบไหว้ศาล ฝนยังตกปรอยๆ มาตั้งแต่เช้า ทำให้พวกเราต้องเสียตังค์ซื้อร่มกันฝน แล้วเดินเข้าไปถ่ายรูปเสาแดงที่ตั้งเรียงไปตามทางเดินขึ้นเขากัน


รูปที่ 6 : ถ่ายรูปเป็นทีระลึกกับอ้อม พี่สาวที่ด้านหน้าสักหน่อย

รูปที่ 7 : เสาแดงช่วงด้านล่างของศาลเจ้าฟูซิมิ อินาริ ก่อนขึ้นเขา

รูปที่ 8 : เสาแดงๆ ของ Fushimi Inari Shrine นี่แหล่ะ ที่ใครหลายคนแวะเวียนมาถ่ายรูปกัน

รูปที่ 9 : แวะซื้อเสบียงที่ 7Eleven ก่อนขึ้นทางด่วน

ออกจากศาลเจ้าฟูซิมิอินาริประมาณเที่ยง เราออกเดินทางช้ากว่าแผนการเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง ผมเริ่มใช้ GPS เป็นแล้วจึงเซ็ต GPS ไปขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปเมือง Shirakawago ทันที จะได้ไปถึงที่นั่นก่อนมืด การขึ้นทางด่วนในเส้นทางนี้จะจ่ายเงินตอนขาออก ตอนเข้าทางด่วนจะมีเจ้าหน้าที่แจกบัตรมาให้ (ช่วงที่ไป ผมไม่ได้ซื้อ Central Nippon Expressway Pass เรื่องมันเศร้า) ลักษณะคล้ายทางด่วนบนถนนวงแหวนรอบนอกบ้านเรา การขับรถบนทางด่วนขับง่ายมาก เหยียบอย่างเดียว ที่นี่มีกฏว่า ห้ามขับเร็วกว่า 110 km/hr ที่จริงแล้วรถที่ขับเลนขวาสุดเพื่อที่จะแซงขับเกิน 110 km/hr นิดหน่อย แต่พอแซงรถได้แล้วจะเข้าเลนซ้ายและลดความเร็วให้ไม่เกิน 110 km/hr


รูปที่ 10 : บนทางด่วนในญี่ปุ่น สามารถขับเกิน 110 km/hr ได้บ้างบางช่วงบางตอน เป็นเวลาสั้นๆ

รูปที่ 11 : เส้นทางจาก Kyoto ไป Shirakawago ตัดภูเขา ลอดอุโมงค์เยอะ

รูปที่ 12 : ช่วงเมือง Shokawa เป็นพื้นที่สูง หิมะหนามากแต่ถนนไม่ลื่นครับ

รูปที่ 13 : พวกเราแวะที่จุดพักรถ เข้าห้องน้ำและสัมผัสหิมะในญี่ปุ่นกัน

รูปที่ 14 : อาจเป็นเพราะมีจุดพักรถหลายแห่ง จึงไม่เห็นคนเยอะเหมือนบ้านเรา

บนทางด่วนในญี่ปุ่นมีจุดพักรถ ร้านค้า ห้องน้ำสะอาด(มาก) เฉลี่ยประมาณทุกๆ 50 กิโลเมตร การขับรถบนทางด่วนที่นี่จึงสะดวกสบายมาก พวกเราขับบนทางด่วนประมาณ 2 ชั่วโมงเข้าสู่เชต Gifu เราเริ่มเจอหิมะสองข้างทาง และเมื่อเข้าสู่เมือง Shokawa หิมะหนาขึ้นมาก สองข้างทางขาวโพลนไปหมดแต่ไม่มีหิมะจับบนถนน จึงขับได้สบาย ก่อนถึง Shirakawago เราลงทางด่วนจ่ายค่าทางด่วนไป 5,800 เยน โหดจริงๆ สำหรับการขับรถบนทางด่วนระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร


รูปที่ 15 : บรรยากาศข้างทางก่อนถึง Shirakawa-go

รูปที่ 16 : ตึกนี้ไม่ใช่สำนักงาน Information center แต่มีแผนที่ของ Shirakawago ให้ดู

รูปที่ 17 : พวกเราจองบ้านพักหมายเลข 10 : Kidoya บนแผนที่ครับ

ในที่สุดก็ถึงหมู่บ้านชาวนา Shirakawago

เราต้องไปแวะที่ Information center ของ Shirakawago เพื่อแจ้งการเข้าพักที่บ้านพัก Kidoya แต่เราหาทางไปที่ Information center ไม่ถูก ขับหลงจนต้องลงไปถามทางกับคนงานก่อสร้างถนน ถึงแม้เค้าจะพูดกับเราไม่รู้เรื่องแต่เค้าช่วยบอกทิศทางที่ถูกต้องให้กับพวกเรา ทำให้เราหา Information center เจอ ที่นี่เป็นเหมือนสำนักงานกลางในการบริหารจัดการหมู่บ้านมรดกโลก Shirakawago ให้กับนักท่องเที่ยว ภายในมีพนักงานทำงานอยู่เกือบ 5-6 คน ผมติดต่อจองบ้าน Kidoya หมายเลข 10 ไว้กับคุณ Yui วันนี้ได้เจอตัวจริงหลังจากที่เขียนอีเมลล์ติดต่อเรื่องจากบ้านพัก 2-3 เดือนก่อน คุณยุ้ยเป็นคนญี่ปุ่นที่ตัวค่อนข้างเล็ก น่ารักและอัธยาศรัยดี แนะนำการเที่ยวใน Shirakawago ให้ฟังคล่าวๆ ผมต้องรีบเข้าที่พักก่อนมืดเพื่อจะได้มีเวลาถ่ายรูปบรรยายกาศที่สวยงามของหมู่บ้านแห่งนี้ก่อนจะมืดซะก่อน

การใช้ GPS ในญี่ปุ่น วิธีที่ดีและง่ายที่สุด คือ การใส่เบอร์โทรศัพท์ของจุดหมายปลายทาง ที่เราต้องการเดินทางไป ทำให้เราสะดวกและไม่เสียเวลา เพราะรายชื่อสถานที่ที่ขึ้นใน GPS ชื่อคล้ายๆ กัน อาจทำให้เราหลงไปผิดที่ได้ง่าย

รูปที่ 18 : Information center ของ Shirakawago อยู่ใกล้กับ Gassho Zukuri Minka-en ใน google map นี้ครับ

รูปที่ 19 : กระท่อมสไตล์ญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับ Information center

รูปที่ 20 : ถึงแล้วหมู่บ้านชาวนา ชิราคาวาโก๊ะ

พวกเราออกจาก Information center แล้วขับรถไปตามทางอ้อมเข้าสู่ถนนสายหลักของ Shirakawago เพื่อเข้าที่พัก สองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะ บนถนนสายรองที่นี่ค่อนข้างแคบ ข้างทางมีร่องระบายน้ำที่มีหิมะคลุมอยู่ ต้องขับรถอย่างระมัดระวัง สักพักเราก็ถึงบ้าน Kidoya ด้านหน้ามีที่จอดรถได้ 4-5 คัน เราจอดรถแล้วเคาะประตูเรียกเจ้าของบ้าน บ้านหลังนี้เจ้าของบ้านอยู่กัน 3-4 คน โชคดีที่มีเจ้าของบ้านคนนึงพอจะพูดภาษาอังกฤษได้ เธอกำลังรอพวกเรามาถึงอยู่พอดี พร้อมกับแนะนำบ้านพัก อธิบายห้องต่างๆ หลักๆ คือห้องนอนของพวกเรา ห้องทานอาหาร ห้องอาบน้ำและห้องส้วม เธอจัด Welcome drink ด้วยชาร้อนให้กับพวกเราภายในห้องนอนสไตล์ Minshuku ข้างใต้โต๊ะนั่งพื้นมี heater วางอยู่ ร้อนจนพวกเราไม่รู้สึกหนาวเลย


รูปที่ 21 : ภายในบ้านพัก Kidoya สัมผัสถึงบรรยากาศของ Shirakawago ได้เป็นอย่างดี

รูปที่ 22 : ส่วนของห้องน้ำแยกชายหญิงและห้องอาบน้ำที่จำกัดเวลาใช้บริการ

รูปที่ 23 : ทางเดินภายในที่พักกระท่อมชาวนาใน Shirakawago

รูปที่ 24 : ห้องนอนสไตล์ Minshuku จัดวางโต๊ะนั่งดื่มชาร้อนต้อนรับการมาเยือน

รูปที่ 25 : ชาร้อนที่เจ้าของบ้านจัดเตรียมไว้เป็น Welcome drink ให้กับแขกผู้เข้าพัก

พวกเรานั่งพักดื่มน้ำชาให้คลายหนาวและสัมผัสบรรยากาศบ้านชาวนาญี่ปุ่นภายในห้องพัก แล้วจึงออกไปเดินเล่นก่อนฟ้าจะมืดลง ทางบ้านพักมีรองเท้ายางใส่ลุยหิมะไว้บริการให้กับแขก โดยเจ้าของบ้านนัดพวกเราทานอาหารเย็นในเวลา 1 ทุ่มตรง เราเดินเล่นถ่ายรูปบรรยากาศของที่นี่ใกล้ๆ กับบ้านพัก น่าเสียดายที่เราเดินทางมาถึง Shirakawago ช้าเกินไปจึงมีเวลาเดินเล่นไม่นาน ฟ้าก็มืดซะก่อน บนถนนสายรองรอบๆ บ้านพักไม่มีไฟถนน จึงมืดไปหมดทำให้เดินลำบาก พวกเราจึงกลับเข้าที่พักเพื่อเตรียมตัวทานอาหารมื้อเย็นทีเจ้าของบ้านจัดเตรียมไว้ให้


รูปที่ 26 : บรรยากาศบริเวณใจกลางหมู่บ้าน Shirakawago ช่วงใกล้ค่ำ

รูปที่ 27 : ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ชาวนาอยู่ใจกลางหมู่บ้านแห่งนี้ (เสียตังค์ค่าเข้าชม)

รูปที่ 28 : กระต๊อบชาวนาญี่ปุ่นสูง 3 ชั้น ภายในมีเครื่องอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม

หลังจากที่เจ้าของบ้านตระเตรียมอาหารเย็นพร้อมและได้เวลานัด 1 ทุ่มตรง เธอจะเดินมาเรียกเชื้อเชิญแขกที่หน้าห้องพักทุกห้องให้ออกมารับประทานอาหารกันในห้องทานอาหารภายในบ้าน อาหารถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบเป็นชุดๆ พวกเราใส่ชุดยูกะตะเข้าไปทานอาหารญี่ปุ่นจัดเต็มมื้อเย็นกัน ถึงแม้อาหารมื้อเย็นดูปริมาณไม่มากเท่าอาหารไทย แต่รสชาติอาหารนั้นอูมาหมิ อร่อยถูกปากคนไทย อาหารหลักของที่นี คือ เนื้อวัว หรือเห็ด (สำหรับคนไม่ทานเนื้อ) ปลาแม่น้ำย่าง เต้าหู้ สลัดถ้วยเล็ก ซุปมิโซะ ผักดองรสต่างๆ ข้าวสวย ผลไม้และชาเขียวร้อน พวกเรากินกันจนอิ่มกันทุกคน


รูปที่ 29 : เซ็ตอาหารญี่ปุ่นมื้อเย็นใน Shirakawago มีเนื้อวัวเป็นตัวชูโรง

รูปที่ 30 : สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสามารถเลือกเนื้อหมู เนื้อไก่หรือเห็ดเป็นตัวเลือกได้

รูปที่ 31 : ชาวนาญี่ปุ่นเค้ากินปลาตัวน้อยกัน

ระหว่างที่เรารับประทานอาหารมื้อเย็นอยู่นั้น เจ้าของบ้านจะเข้าไปที่ห้องพักของแขกเพื่อปูที่นอนให้กับพวกเรา หลังจากที่เราทานอาหารเสร็จกลับเข้าไปในห้อง ห้องนั่งเล่นก็จะถูกเปลี่ยนเป็นห้องนอน พวกเรานั่งเล่นคุยพักผ่อนภายในห้อง ข้างนอกค่อนข้างมืด ฝนตกปรอยๆ ถึงแม้จะอากาศหนาวเย็นและเต็มไปด้วยหิมะ แต่ heater ตัวเล็กทำให้อุณหภูมิภายในห้องอุ่นได้เป็นอย่างดี บ้านพัก Kidoya หลังนี้มีกฏว่า ห้องอาบน้ำปิดเวลา 4 ทุ่มตรง เจ้าของบ้านซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านเหมือนกันจะได้มีเวลาพักผ่อนแล้วตื่นเช้าเพื่อให้บริการเตรียมอาหารต่อไป พวกเราจัดของแล้วทยอยกันไปอาบน้ำ แล้วรีบเข้านอนจะได้มีเวลาเดินเที่ยวในหมู่บ้านแห่งนี้ได้อย่างเต็มอิ่มในเช้าวันรุ่งขึ้น


รูปที่ 32 : ห้องนั่งเล่นถูกเปลี่ยนเป็นห้องนอนระหว่างที่พวกเราทานอาหารเย็น

รูปที่ 33 : คนญี่ปุ่นอาบน้ำร้อนมาก แต่นอนแช่สักพักจะรู้สึกสบายตัว

------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง