ตอนที่ 5 เส้นทาง Japan alps จาก Takayama ไป Matsumoto

พวกเราตื่นกันเวลาประมาณ 6 โมงกว่า เมื่อคืนเป็นคืนแรกที่นอนหลับบนเสื่อทาทามิ ผมหลับสนิทเลย เมื่อคืนผมไม่ได้เปิด heater เพราะเป็นคนชอบอากาศหนาว ที่นอนกับผ้านวมหนาๆ ที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้นั้นอุ่นพอดี หลับสบายเลยครับ พวกเราทะยอยทำธุระส่วนตัวกัน ตอนเช้าห้องอาบน้ำที่นี่ไม่เปิดนะครับ สงสัยว่า เป็นธรรมเนียมที่นี่ละมั้งที่อาบน้ำวันละครั้งเฉพาะตอนค่ำ แขกที่มาพักจึงต้องทำตามธรรมเนียมปฏิบัติด้วย พวกเราได้แต่ล้างหน้า แปรงฟันกัน แล้วเก็บของเพื่อออกเดินทางกันต่อ รอเจ้าของบ้านเรียกทานอาหารเช้า


รูปที่ 1 : เช็ตอาหารเช้าใน Shirakawago จานหลักเป็นเต้าหู้เคี่ยวซอสบนใบไม้

รูปที่ 2 : บรรยากาศบ้านพัก Kidoya อยู่ใกล้กับใจกลางของหมู่บ้าน มีที่จอดรถด้วย

รูปที่ 3 : ด้านหน้าบ้าน Kidoya กระต๊อบชาวนาหมายเลข 10 ในแผนที่ Shirakawa-go

รูปที่ 4 : ซุ้มประตูทางเข้าวัดเมียวเซนจิ (Myozenji temple) อยู่ใกล้ๆ บ้านพักของพวกเรา

8 โมงตรงได้เวลาอาหารมื้อเช้า เจ้าของบ้านเรียกทักทาย Good morning แล้วเชิญทานอาหารเช้าที่เจ้าของบ้านได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วที่ห้องรับประทานอาหาร อาหารมื้อเช้าของคนญี่ปุ่นจะเบากว่าอาหารเย็น มื้อนี้อาหารส่วนใหญ่จะมีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจากหลัก ผมไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เสิร์ฟพร้อมกับซุปมิโซะและเต้าหู้ลวก กินกับไข่ต้ม สาหร่าย ข้าวสวย ผักดองต่างๆ และชาเขียว ผมเพิ่งเคยทานอาหารจานหลักเต้าหู้เคี่ยวกับน้ำซอสบนใบไม้ ถึงแม้จะเป็นอาหารเบาๆ แต่รสชาติอุมาหมิ อร่อยดีครับ ทานกันเสร็จมีกาแฟให้ดื่มตบท้าย กินเสร็จก็ทะยอยกับขนสัมภาระขึ้นรถแล้ว Check-out จ่ายเงินค่าที่พักให้กับเจ้าของบ้าน ค่าที่พักรวมอาหาร 2 มื้อของบ้าน Kidoya ราคาคนละ 8,400 เยน ค่อนข้างแพงทีเดียวสำหรับการพักค้างคืนในกระต๊อบชาวนาในหมู่บ้านมรดกโลกแห่งนี้ ธรรมเนียมที่นี่จะให้ลูกค้า Check-out ไม่เกิน 10 โมงเช้าเพื่อให้เจ้าของบ้านเก็บกวาดทำความสะอาดรอต้อนรับลูกค้าใหม่ที่จะเดินทางมาในช่วงบ่ายครับ


รูปที่ 5 : มนต์เสน่ห์ของ Gassho-zukuri farmhouse ทำให้เราเดินทางมา Shirakawago

รูปที่ 6 : บ้านกระต๊อบที่นี่ ดูยังไงก็สวย

รูปที่ 7 : แม่น้ำไหลผ่านกลางหมู่บ้าน น้ำใสแจ๋ว สองข้างทางเป็นธรรมชาติมาก

รูปที่ 8 : สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำอยู่ใกล้ๆ กับสำนักงาน Information center

รูปที่ 9 : บริเวณลานจอดรถใกล้ๆ กับสำนักงาน Information center ของเมือง Shirakawago

พวกเราขนสัมภาระมาเก็บไว้ในรถแล้วขอยืมรองเท้ายางกันหิมะกับเจ้าของบ้าน ใส่เดินเที่ยวภายในหมู่บ้านแห่งนี้ ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของญี่ปุ่น ผมคิดว่า เสน่ห์ของ Shirakawago คงหนีไม่พ้นบ้านชาวนาหลังคาสไตล์ Gassho-zukuri คล้ายๆ กับใบจากบ้านเราและบรรยากาศความเป็นธรรมชาติ บนถนนเราจะเจอนักท่องเที่ยวซะส่วนใหญ่ พากันมาเดินเล่น ถ่ายรูปเก็บความประทับใจเอาไว้ พวกเรามีเวลาเดินไม่มาก จึงเดินไปที่สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำที่ไหลตัดผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเป็นที่ตั้งของสำนักงาน Information center ที่พวกเราแวะไปเมื่อวานนี้นั่นเอง จากนั้นจึงเดินไปบนถนนสายหลักของหมู่บ้าน ซึ่งมีร้านขายของที่ระลึกให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับมา นอกจากนั้นที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์ชาวนาอยู่หลายแห่ง ได้แก่ The heritage museum, Myozenji museum หรือ Wada house แต่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม 300 เยนจึงขอผ่านดีกว่า คงไม่เหมาะกับคนจากประเทศที่ทำนาเป็นหลักอย่างเราๆ เข้าไปดู

อันที่จริง ญี่ปุ่นเค้าทำนาไม่เหมือนบ้านเรา บ้านเค้าจะทำนาดำกันมากกว่า อาจจะใช้คนดำนาหรือใช้เครื่องจักรดำนา นาจึงดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามกว่าบ้านเรา อีกทั้งยังให้ผลผลิตต่อไร่ดีกว่านาหว่านที่ชาวนาบ้านเราทำกันอยู่ บ้านเราทำนาตามปู่ยาตายายที่ทำต่อเนื่องกันมา แต่ในญี่ปุ่นมีเทคโนโลยี มีการวิจัยกันอย่างต่อเนื่อง ยังไงๆ ประเทศเราก็ต้องตามเค้าครับ

รูปที่ 10 : สีดำของถนนราดยาง ถนนสายหลักของ Shirakawago เข้ากับบ้านเรือนที่นี่จริงๆ

รูปที่ 11 : บ้านหลังคาสไตล์ Gassho-zukuri บนถนนสายหลักของหมู่บ้าน

รูปที่ 12 : ไม่แน่ใจว่าบ้านหลังใหญ่นี้มีกี่ชั้น

รูปที่ 13 : คนญี่ปุ่นเอารวงข้าวมัดเข้ากับพริกแห้งขายเป็นของที่ระลึกกันด้วยแหล่ะ

รูปที่ 14 : เดินมาเกือบสุดถนนสายหลัก จะเห็นจุดชมวิวของ Shirakawago อยู่บนเขา

พวกเราเดินกลับมายังบ้านพัก Kidoya แล้วขับรถออกเดินทางกันต่อ โดยพวกเราขับรถขึ้นเขาไปที่จุดชมวิวเพื่อถ่ายรูปหมู่บ้านชาวนา Shirakawago เก็บเป็นที่ระลึก ก่อนถึงจุดชมวิวพวกเราขับผ่านบ้านหลังคาสไตล์ Gassho-zukuri สองสามหลังซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวพักค้างเหมือนกับบ้าน Kidoya ขับขึ้นเขาอีกไม่ไกลก็ถึงลานจอดรถกว้างๆ จอดรถได้ไม่ต่ำกว่า 30 คัน จอดฟรีไม่เสียตังค์ พวกเราจอดรถแล้วเดินต่ออีกไม่ถึง 1 นาทีก็ถึงจุดชมวิวหมู่บ้าน Shirakawago บนนี้ถึงแม้มีพื้นที่เล็กๆ ยืนได้ไม่เกิน 20 คน แต่สามารถเห็นวิวของ Shirakawago ได้ทั้งหมด สวยทีเดียว ถ้ามาถึงที่นี่แล้วอย่าพลาดขึ้นมาที่จุดชมวิวนะครับ ผมยังงงๆ อยู่เหมือนกันว่า พื้นที่ยืนชมวิวหมู่บ้านทำไมมันเล็กจังถ้าเทียบกับจำนวนรถยนต์ที่สามารถจอดบนลานจอดรถได้ อ่อ หากไม่มีรถ เราสามารถเดินเท้าจากถนนสายหลักของหมู่บ้านเดินตามทางเดินมายังจุดชมวิวก็ได้ครับ ใช้เวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 30 นาทีครับ

บนจุดชมวิวนี้ยังมีตากล้อง ซึ่งได้รับสัมปทานถ่ายรูปให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมกับอัดรูปลงกระดาษโฟโต้ใส่กรอบให้เสร็จ ทำงานรวดเร็วมาก กิจการดีจริงๆ ท่าทางจะมีคนไทยใช้บริการตากล้องคนนี้ไม่น้อยเลยครับ เพราะว่าตากล้องพูดภาษาไทยได้ด้วย นอกจากนี้บนนี้มีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกทั่วๆ ไป เหมือนกับร้านบนถนนสายหลักของหมู่บ้านครับ


รูปที่ 15 : ภาพกว้างของหมู่บ้านชาวนามรดกโลก Shirakawago จากจุดชมวิว

รูปที่ 16 : เที่ยวหน้าหนาวใน Shirakawago ไม่ต้องกลัวเพราะมีห้องน้ำสาธารณะหลายแห่งบนถนนสายหลัก

รูปที่ 17 : ดูวิวแล้ว อย่าลืมกราบไหว้พระพุทธรูปองค์น้อยซึ่งตั้งอยู่ที่จุดชมวิวด้วยนะครับ

พวกเราออกเดินทางกันต่อไปเมืองทากายาม่า (Takayama) โดยขึ้นทางด่วน ขับรถบนทางด่วนระยะทางสั้นๆ ประมาณ 30 นาทีแล้วออกทางออกไปเมือง Takayama จ่ายค่าทางด่วนไป 800 เยน จากนั้นขับรถบน Local road สบายๆ ไปอีกประมาณ 30 นาทีก็ถึงเมือง Takayama เขตเมืองเก่าที่นี่ถูกเรียกขานว่า Little Kyoto อ้อมขับรถเข้าไปในใจกลางเมือง พวกเราก็เห็นเขตถนนคนเดินท่ามกลางตึกเก่าแก่สไตล์ญี่ปุ่นโบราณ มีนักท่องเที่ยวเดินบนถนนแห่งนี้เยอะพอสมควร เราจึงหาที่จอดรถบริเวณใกล้ๆ ที่จอดรถในเขตเมือง Takayama คิดอัตราค่าจอดรถ 100 เยนต่อ 20 นาที ผมเพิ่งเคยเห็นอัตราค่าที่จอดรถต่อ 20 นาทีครั้งแรก ปกติโดยทั่วไปคิดอัตราค่าบริการต่อชั่วโมง แต่มาคิดดูแล้วอัตราค่าจอดรถต่อ 20 นาทีนี้ยุติธรรมต่อผู้บริโภคมากกว่า ถ้าจอดเกิน 1 ชั่วโมงนิดหน่อย สมมติว่าจอด 1 ชั่วโมง 10 นาที จ่ายค่าจอดรถเพียง 400 เยนเท่านั้น เรารับบัตรจอดรถจากเครื่องอัตโนมัติ แล้วขับเข้าไปจอดรถในลานจอดรถ ก่อนเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่า Takayama กัน

บ้านเรือนในเขตเมืองเก่า Takayama กับ Kyoto นั้นคล้ายๆ กัน แต่พวกเราไปถึง Takayama ช่วงเที่ยงกว่าๆ เห็นนักท่องเที่ยวเดินอยู่เยอะพอสมควร บรรยากาศดูคึกคักทีเดียว พวกเราเดินดูบ้านเรือนในเมืองนี้ไปเรื่อยๆ แวะชิมแป้งเสียบไม้ปิ้งราดน้ำจิ้ม ดูคล้ายๆ ลูกชิ้นย่างราดน้ำจิ้มบ้านเรา แต่ที่นี่เป็นแป้งปั้นเป็นลูกๆ แทน เรียกได้ว่า มันทำให้น้ำย่อยอาหารมื้อเที่ยงของเราทำงานทันที เราจึงไปหาอะไรหนักๆ ทานกัน ร้านอาหารที่นี่มีหลายร้านขายเนื้อวัว Hida Takayama สงนราคาเซ็ตนึงประมาณ 2,000 เยน ผมจึงเข้าลองสักหน่อยเดี๋ยวมาไม่ถึงเมืองนี้


รูปที่ 18 : ถนนคนเดินในเขตเมืองเก่า ของ Takayama ตอนเที่ยงๆ ดูคึกคัก

รูปที่ 19 : บ้านเรือนในเขตเมืองเก่าที่นี่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาแวะและพักค้างคืนเมืองบนเขาที่นี่ได้ไม่น้อย

รูปที่ 20 : สำหรับคนทานเนื้อวัว อย่าพลาดชิมเนื้อ Hida Takayama นะครับ

รูปที่ 21 : แม่น้ำไหลผ่านใจกลางเมืองทากายาม่า ใกล้ๆ เขตเมืองเก่า

รูปที่ 22 : ซาลาเปาลูกโตในญี่ปุ่นมีขายทั่วไป หน้าตาดูดี น่ากิน รสชาติไม่เหมือนบ้านเราแต่อร่อย

รูปที่ 23 : ตุนเสบียงเอาไว้กินรองท้องระหว่างขับรถในเส้นทางเทือกเขาสูง

กินข้าวเที่ยงกันเสร็จ เราเดินเล่นบนถนนคนเดินต่อและแวะไปดูแม่น้ำที่ไหลผ่านใจกลางเมือง แล้วจึงเดินกลับที่จอดรถ เราจ่ายค่าที่จอดรถไป 500 เยนสำหรับค่าจอดรถ 1 ชั่วโมง 40 นาที แล้วจึงขับวนรอบเมืองดู ที่นี่มีวัดเก่าแก่ วัดใหญ่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมเที่ยวของพวกเรา จึงออกเดินทางกันต่อ เราแวะเติมน้ำมันโดยเลือกเข้าปั้มน้ำมันที่มีพนักงานเติมน้ำมัน จะได้ไม่ต้องยุ่งกับการกดปุ่มเติมน้ำมันภาษาญี่ปุ่น ราคาน้ำมันเบนซินในเมือง Takayama ลิตรละ 161 เยน ผมเติมไป 3,000 เยน เกย์น้ำมันจากเกือบหมดถังขึ้นมาถึง ¾ ถัง คำนวณคล่าวๆ แล้วว่าน่าจะวิ่งไปถึง Tokyo ได้ เติมน้ำมันเสร็จเราแวะเข้าห้องน้ำและซื้อของกินรองท้องใน 7Eleven เอาติดรถไว้ ก่อนขับรถมุ่งหน้าไปยังเมือง Matsumoto กันต่อ

เส้นทางระหว่าง Takayama กับ Matsumoto เป็นเขตเทือกเขาสูงของญี่ปุ่น

เส้นทางจากเมือง Takayama ไปสู่เมือง Matsumoto นั้นท้าทายมาก เพราะเป็นถนนเส้นเล็กๆ ลัดเลาะไปตามเทือกเขาสูง หลังจากออกจาก Takayama เราจะเห็นเทือกเขาสูงสีดำปนสีขาวของหิมะปกคลุมอย่างหนาอยู่ข้างหน้า เราต้องขับรถข้ามเทือกเขาสูงข้างหน้านี้เพื่อไปยังเมือง Matsumoto ผมนึกถึงลุงทาเกะที่สอบถามถึง เส้นทางการเดินทางของพวกเราด้วยความเป็นห่วง แกบอกว่าในเส้นทางนี้บริเวณเมือง Kamikochi นั้นเป็นเขตภูเขาสูงที่หิมะเกาะตัวหนาและอันตรายในการขับรถ ต้องขับรถอย่างระมัดระวังมากที่สุด


รูปที่ 24 : หลังจากออกจาก Takayama จะเห็นเทือกเขาสูงปกคลุมเต็มไปด้วยหิมะอยู่ข้างหน้า

รูปที่ 25 : ถนนในเส้นทางนี้ขับสบายๆ ไม่อันตราย พอเข้าเขตภูเขาสูงมีหิมะบนถนนนิดหน่อย

รูปที่ 26 : ผมงงเหมือนกันว่า ทำไมถึงมีไฟแดงในบริเวณเทือกเขาสูงด้วย

รูปที่ 27 : วิวสองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะ ปกคลุมต้นไม้สีดำ

รูปที่ 28 : ช่วงที่หิมะเกาะบนถนนหนาสุด ยาง Snow tyres เอาอยู่

อ้อมขับไปเรื่อยๆ ถนนบนเทือกเขาสูงนั้นกว้างขับได้สบายๆ แต่ต้องชะลอความเร็วเมื่อมีหิมะปกคลุมผิวถนน ก่อนถึงเมือง Kamikochi เราขับรถเข้าทางด่วนที่เจาะอุโมงค์ตัดภูเขาระยะทางสั้นๆ ประมาณ 5-6 กิโลเมตร ทางด่วนเส้นนี้ต้องจ่ายค่าทางด่วนตอนเข้าทางด่วนในราคา 750 เยน ออกจากทางด่วนก็ถึง Kamikochi เรามาถึงประมาณบ่ายสาม ผมเห็นว่าเรายังต้องขับรถอีกไกลเพื่อไปค้างคืนที่ Fuji จึงไม่ได้แวะเข้าไปขับรถวนดูในเมือง Kamikochi เสียดายที่ตอนนั้นรีบไปหน่อย


รูปที่ 29 : จอดแวะพักเข้าห้องน้ำสาธารณะ(สะอาดมาก) ข้างทาง หลังจากข้ามผ่าน Kamikochi มา

รูปที่ 30 : ร้านอาหารที่จุดพักรถ ท่ามกลางภูเขาสูงล้อมรอบ

รูปที่ 31 : กำลังจะเข้าเขตเมือง Matsumoto ถนนหนทางสะอาด สะอ้าน

หลังจากผ่าน Kamikochi มาสักพักหิมะเบาบางลงมาก กลับเข้าสู่สภาพปกติ เราแวะพักจอดรถเข้าห้องน้ำกันก่อน แล้วค่อยออกเดินทางกันต่อ เราต้องวิ่งไปอีกไกลพอสมควร ผมจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมือง Kawaguchigo โดยไม่แวะเข้าไปในเมือง Matsumoto เราขึ้นทางด่วนจาก Matsumoto มาที่ Yamanashi เพื่อต่อไปยังเมือง Kawaguchigo บนทางด่วนรถวิ่งกันเร็วพอสมควร อาจเป็นเวลาเลิกงาน ฟ้าค่อยๆ มืดลง อ้อมสังเกตดูว่า ช่วงเวลานั้นรถบนทางด่วนใช้ความเร็วเกิน 110 km/hr กันทั้งนั้น จึงขับรถชิดขวาเหยียบประมาณ 130-140 km/hr ตามความเร็วปกติที่ขับในบ้านเรา วิ่งมาได้สัก 15 นาทีเราเจอรถตำรวจขับไล่กวดพวกเรามาติดๆ พร้อมกับเป่าประกาศภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอะไร ไม่อาจรู้ได้ อ้อมจึงรีบตบเข้าซ้ายแล้วชะลอความเร็วลง ตำรวจประกาศอะไรอีกก็ไม่รู้ เราจึงชลอความเร็วลงไปจอดรถบนไหล่ทางซ้ายสุด แล้วนั่งดูสถานะการณ์อยู่ในรถ รถตำรวจขับแซงขึ้นมาแล้วมาจอดหน้ารถของพวกเรา

ว่าแล้ว มีตำรวจคอย monitor ความเร็วรถบนทางด่วนจริงๆ

ตอนนั้นแว๊บแรกผมกังวลมาก เพราะว่าอ้อมไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมา ผมกลัวว่าเรื่องจะยาวทำให้โปรแกรมเที่ยวที่เหลือต้องสะดุดลง ได้แต่ปลงว่า แล้วแต่ตำรวจจะว่าไงก็ตามนั้นแหล่ะ เสียค่าปรับเท่าไหร่เราก็ต้องจ่ายไป เงินไว้ค่อยหาเอาใหม่ได้ ทันใดนั้นตำรวจที่นั่งด้านข้างคนขับเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินมาหาผม ซึ่งนั่งที่นั่งด้านข้างคนขับเหมือนกัน ผมลดกระจกลงแล้วตำรวจพูดอะไรภาษาญี่ปุ่นอะไรไม่รู้ใส่เรา ผมส่งภาษามือบอกไปว่า ไม่รู้เรื่องอ่ะ ตำรวจเห็นหน้าพวกเราก็พอจะรู้ว่า ไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่ก็ยังพูดภาษาญี่ปุ่นกับพวกเราอีก ผมเลยทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามส่งให้คุณตำรวจไป แกเลยหันไปตะโกนบอกกับคนขับรถตำรวจอะไรก็ไม่รู้ แล้วหันกลับมาบอกพวกเราช้าๆ ชัดๆ ว่า “Please slow down … dangerous” ผมพยักหน้ากับคุณตำรวจแล้วบอกว่า “OK … ok” พวกเราเข้าใจสิ่งที่คุณตำรวจแจ้งเตือนแล้ว คุณตำรวจเห็นพวกเราเข้าใจตรงกัน จึงปล่อยพวกเราไป แล้วคอยโบกรถให้กับพวกเราด้วย เนื่องจากมีรถบนทางด่วนเยอะและวิ่งกันด้วยความเร็ว พวกเราจึงรอดมาได้โดยไม่แม้แต่เสียเงินค่าปรับ

หลังจากวันนั้นผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้กับลุงทาเกะฟัง ลุงบอกว่า เราโชคดีมากที่ตำรวจไม่เอาเรื่องแล้วปล่อยพวกเรา ผมบอกไปว่า ตำรวจญี่ปุ่นนั่นสุภาพกับนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรามากๆ และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมด้วย อุตส่าห์ช่วยโบกรถให้พวกเราขับออกจากไหล่ทางกลับเข้ามวิ่งบนเลนซ้ายของทางด่วนอีก ผมรู้สึกประทับใจตำรวจญี่ปุ่นจริงๆ ผิดกับพวกตำรวจไทย เห็นมันตั้งด่านบนถนน แล้วรู้สึกหงุดหงิด ขุ่นเคืองทุกครั้งที่เจอ

พวกเราขับออกจากทางด่วนที่เมือง Yamanashi จ่ายเงินค่าทางด่วนไป 2,200 เยน แล้ววิ่งบนถนน Local road อีกประมาณ 30 นาทีก็ถึงทะเลสาบ Kawaguchi เวลประมาณ 1 ทุ่ม ท้องฟ้ามืดสนิทเราไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิเลย เราจึงตรงดิ่งไปยังที่พัก Mizuno hotel ผมเลือกพักที่นี่เพราะมีห้องพักที่สามารถเห็นวิวทะเลสาบและภูเขาไฟฟูจิจากระเบียงห้องนอนได้เลย นอกจากนั้นยังมีบริการ Onzen ฟรีอีกต่างหาก สภาพโรงแรมกลางเก่ากลางใหม่โดยรวมถือว่าใช้ได้ ราคาถือว่าไม่แพงถ้าเปรียบเทียบกับโรงแรมในย่านนี้ คนละ 5,250 เยน ไม่รวมอาหารเช้า พวกเรา Check-in พร้อมกับชำระเงิน และขนสัมภาระขึ้นห้องพักโดยมีพนักงานโรงแรมค่อยบริการถึงห้องพักของพวกเรา


รูปที่ 32 : บริเวณ Lobby โรงแรม Mizuno ติดกับ Lake Kawaguchi

รูปที่ 33 : สภาพห้องนอนสไตล์ญี่ปุ่นของโรงแรม ปูที่นอนบนเสื่อทาทามิ

รูปที่ 34 : ห้องอาบน้ำในห้องนอนไม่ได้ถูกใช้เลย พวกเราไปอาบน้ำที่ห้อง Onzen กัน

รูปที่ 35 : ห้องส้วมในห้องนอนแคบพอดีตัว แต่ฝารองนั่งอุ่นและมีปุ่มกดฉีดน้ำ

รูปที่ 36 : อาหารเย็นของคนทำงานทั่วไปที่นี่ราคาประมาณ 400-700 เยน

หลังจากนั้นพวกเราขับรถออกจากโรงแรมไปหาข้าวเย็นกินกัน พวกเราขับไปหาร้านอาหารแถวๆ สถานีรถไฟ Kawaguchigo เมือง Kawaguchigo เป็นเสมือนเมืองศูนย์กลางในย่านภูเขาไฟ Fuji มีสถานีรถไฟรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจาก Tokyo เราขับรถวนหาร้านอาหารบริเวณสถานีรถไฟอยู่พักนึง มาเจอร้านอาหารที่คนทำงานญี่ปุ่นจอดรถกินกัน เป็นร้านแบบ บริการตนเอง (Self service) คือมีอาหารทำเสร็จใส่จาน ให้เราเลือกว่าจะเอากับข้าวจานไหน อยากกินอะไรก็หยิบมาใส่ถาดของเราแล้วไปจ่ายเงินกับ Cashier แล้วค่อยไปนั่งกินข้าวบนโต๊ะภายในร้าน ราคาค่าอาหารทั่วๆ เฉลี่ยประมาณ 400-700 เยน สะดวกรวดเร็วดี สำหรับเครื่องดื่มทางร้านมีน้ำเปล่าทั้งร้อนเย็นและชาเขียวร้อน บริการให้ฟรีครับ

พวกเรากินกันเสร็จแล้วขับรถกลับโรงแรม อาบน้ำและนอนแช่ที่ห้อง Onsen ซึ่งอยู่บนชั้น 2 ชั้นเดียวกับห้องพักของเรา ในห้อง Onsen นี้สามารถนอนแช่น้ำเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้เลย แต่เนื่องจากมืดแล้วจึงไม่เห็นภูเขาไฟ ไว้รอพรุ่งนี้เช้าค่อยมานอนแช่ Onsen อีกที จึงเดินกลับห้องพัก เข้านอนครับ พรุ่งนี้เจอกันนะ ฟูจิ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง