ตอนที่ 6 ขับรถตระเวนเที่ยวทะเลสาบทั้ง 5 รอบภูเขาไฟฟูจิ

ทันทีที่ผมตื่นขึ้นเวลาประมาณ 7 โมง ผมรีบลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างไปดูภูเขาไฟรูปงามนาม Fuji เพราะเมื่อคืนเค้าแอบหลบอยู่ในความมืดทั้งคืน ดูในห้องนอนไม่สะใจเลยเดินไปอาบน้ำที่ห้องออนเซ็น แล้วนอนแช่น้ำดูภูเขาไฟฟูจิให้ก้นร้อนเลย ตอนเช้าในห้อง Onsen คนน้อย สามารถเลือกที่นั่งแช่น้ำดูภูเขาไฟฟูจิได้เลย ที่นี่มีห้องออนเซ็นทั้งแบบ Indoor และ Outdoor เพียงแต่ส่วน Outdoor สำหรับผู้ชายนั้นวิวภูเขาไฟ Fuji จะถูกเสาไฟฟ้าบังพอดี อากาศตอนเช้าที่นี่ประมาณ 0-3 องศา ผมนั่งแช่บริเวณ Outdoor ได้ไม่เกิน 4 นาที รู้สึกไม่คุ้นกับการนั่งแช่น้ำร้อน แต่ใบหน้าเจออากาศหนาว กลัวจะเป็นหวัดด้วยครับเลยถอดใจลุกไปนั่งแช่ใน Indoor พร้อมกับดูวิวภูเขาไฟฟูจิไปด้วยดีกว่า

พออาบน้ำเสร็จจึงเดินกลับมาที่ห้องนอน ทยอยเก็บสัมภาระส่วนตัว สักพักพิงเดินกลับมาที่ห้องหลังจากไป Onsen มาบอกว่า เจอคนไทยในห้องออนเซ็นหลายคน คุยภาษาไทยกันเสียงดังเลย สงสัยว่าคงโดนน้ำร้อนลวก เลยเสียงดังกันใหญ่ พวกเราทยอยกันเก็บของ วันนี้เรากินอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นๆ บนโต๊ะญี่ปุ่น นั่งบนเสื่อทาทามิในห้องนอน เพราะผมจองห้องพักแบบไม่มีอาหารเช้า แต่ทางโรงแรม Mizuno มีกาต้มน้ำพร้อมกับชา กาแฟไว้ที่ห้องนอน พวกเราจึงกินชา กาแฟกับขนมกุ๊บกิ๊บและขนมเปียะ ที่เอามาจากเมืองไทย (ยังกินไม่หมด) พวกเราจึงถือโอกาสเคลียร์ของเก่าไปในตัว อุส่าห์แบกมาหลายวัน กินกันเสร็จก็ขนของขึ้นรถแล้ว Check out ออกจากโรงแรมเพื่อเดินทางกันต่อ ระหว่างนั่งรอที่ Lobby พวกเราเจอกรุ๊ปทัวร์คนไทย มากันหลายคน ดูท่าทางทัวร์คนไทยจะพามาพักที่นี่กันเยอะเพราะราคาค่อนข้างถูก เมื่อเปรียบเทียบกับที่พักในบริเวณทะเลสาบ Kawaguchi แต่ผมรู้สึกเฉยๆ ธรรมดากับบรรยากาศของฟูจิบริเวณทะเลสาบ Kawaguchi นี้ ผมว่าวิวฟูจิที่นี่สวยไม่เท่าที่เรากำลังจะไปในวันนี้ ต้องติดตามกันต่อไปครับ


รูปที่ 1 : วิวภูเขาไฟฟูจิกับทะเลสาบ Kawaguchi ถ่ายจากห้องพักใน Mizuno hotel

รูปที่ 2 : เก็บรูปฟูจิในมุมที่จอดรถหน้าโรงแรม ก่อนออกเดินทางกันต่อ

วันนี้เป็นวันเที่ยวสบายๆ คือตระเวนขับรถดูวิวทะเลสาบทั้ง 5 รอบภูเขาไฟ Fuji โดยเริ่มจากทะเลสาบที่เราพักอยู่เมื่อคืน Lake Kawaguchi ซึ่งเป็นทะเลสาบใหญ่และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในย่านนี้ รอบๆ ทะเลสาบมีโรงแรมที่พักให้เลือกมากมาย มีร้านสะดวกซื้อทั้ง 7Eleven, Family mart และ Lawson (ทาเกะจังบอกกับเราว่า ในญี่ปุ่น Family mart ขายดีเป็นอันดับหนึ่งรองมาเป็น 7Eleven ครับ) แต่ทะเลสาบอยู่ค่อนข้างไกลจากภูเขาไฟฟูจิครับ


รูปที่ 3 : ขับรถเลียบทะเลสาบ Kawaguchi ไปทางตะวันตก ฟูจิดูสวยกว่าแถวโรงแรม

รูปที่ 4 : บรรยากาศข้างถนนเลียบ Lake Kawaguchi

รูปที่ 5 : Fuji กับทะเลสาบ Kawaguchi ทางด้านตะวันตกดูเป็นธรรมชาติกว่า

จากนั้นเราขับรถต่อมายังทะเลสาบ Saiko ขนาดเล็กลงมาหน่อย รอบๆ ทะเลสาบนี้เป็นธรรมชาติ เงียบสงบ ไม่ค่อยมีโรงแรมที่พัก วิ่งมาสักพักเราเจอลานปฏิมากรรม Ice & Snow เปิดให้เข้าชมฟรี พวกเราจึงจอดรถและลงไปเดินสำรวจดู การนำเอาหิมะมาตกแต่งให้เป็นรูปต่างๆ อย่างมีศิลปะ เพื่อทำให้เกิดกิจกรรมและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาแวะชมทะเลสาบแห่งนี้ นอกจากนั้นที่นี่ยังมีตลาดนัดเล็กๆ ขายสินค้าทางการเกษตร เช่นข้าวโพดย่าง ปลาย่าง ปลาหมึกย่างด้วย เหมือนบ้านเราเลย แต่รสชาติไม่เหมือนกัน อาหารญี่ปุ่นมีแต่รสอุมาหมิ ไม่มีรสแซ้บอ่ะครับ


รูปที่ 6 : วิวทะเลสาบ Saiko ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบ Kawaguchi

รูปที่ 7 : ด้านหน้างานอะไรไม่รู้ ผมขอเรียกว่า ลานปฏิมากรรม Ice & Snow ริม Lake Saiko

รูปที่ 8 : ลานกิจกรรมกลางแจ้งนี้เรียกนักท่องเทียวได้พอสมควรเลยครับ

รูปที่ 9 : เกร็ดน้ำแข็งอันนี้ ไม่แน่ว่า มีคนตั้งใจทำขึ้นมาหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมาชาติ

รูปที่ 10 : หลังคาสไตล์ Gassho-zukuri ของศาลาเล็กๆ หนาประมาณ 50 ซม. ได้ครับ

รูปที่ 11 : ขอแอบถ่ายคนญี่ปุ่นตั้งวงนั่งกินปลาปิ้งกับชาร้อนกัน

รูปที่ 12 : Fuji กับ Lake Saiko ในวันท้องฟ้าไม่ค่อยใสเท่าไหร่ครับ

เราขับรถออกจากทะเลสาบ Saiko แล้วไปต่อที่ทะเลสาบที่เล็กที่สุด คือ Lake Shoji ทะเลสาบนี้เล็กจริงๆ แต่พอไปถึงพวกเรางงเลยครับว่า ทำไมถึงมีรถลงไปจอดที่ชายหาดของทะเลสาบ Shoji เยอะจัง ไม่แน่ใจว่าทะเลสาบนี้มีปลาเยอะหรือเปล่า เห็นคนญี่ปุ่นมาปิคนิคกัน และมีคนพายเรือไปนั่งตกปลากันกลางทะเลสาบกันเยอะครับ พวกเราเลยขับรถลงไปจอดด้านล่างเพื่อเก็บภาพบรรยากาศของทะเลสาบเล็กๆ แห่งนี้เอาไว้ครับ


รูปที่ 13 : คนมาจอดรถปิคนิคบ้าง ตกปลาบ้างในทะเลสาบเล็กๆ Lake Saiko เยอะเลยครับ

รูปที่ 14 : ตอนเช้าถ่ายรูปทะเลสาบกับฟูจิ จะย้อนแสงประมาณนี้เกือบหมดครับ

รูปที่ 15 : คนรอบๆ ทะเลสาบนำเอาผลผลิตทางการเกษตรมาขายกัน

มาถึงทะเลสาบท้ายสุด แต่ไม่สุดท้าย นั่นคือทะเลสาบ Motosu เป็นทะเลสาบค่อนข้างใหญ่ แต่อยู่ไกลสุด ท่าทางไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวแวะมา ที่นี่จึงมีแต่ธรรมชาติ แสงแดดตอนเช้าจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เราพยายามหามุมที่สามารถถ่ายรูปฟูจิได้ชัด แต่ถนนรอบทะเลสาบเหมือนจะยังทำไม่เสร็จ ถูกปิดเอาไว้ทำให้วิ่งวนรอบทะเลสาบไม่ได้ ทำให้ต้องจอดถ่ายรูปกับป้ายไวนิลแทนครับ เห็นฟูจิชัดแจ๋วเบย


รูปที่ 16 : วิวฟูจิกับทะเลสาบ Motosu ที่เก็บภาพไว้ได้ ก่อนแสงตะวันสาดเข้ามา

รูปที่ 17 : Lake Motosu ทั้งใหญ่และไกลจากเมือง Kawsguchigo

รูปที่ 18 : ป่าริมทางติดภูเขาก็ยังมีตู้กดน้ำหยอดเหร๊ยญตั้งอยู่

พวกเราออกจาก Lake Motosu ประมาณเที่ยง ขับขึ้นถนนสาย 139 เพื่อไปทะเลสาบสุดท้าย นั่นคือทะเลสาบยามานากาโก๊ะ (Yamanakako) เราแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารข้างทางใกล้ๆ ทะเลสาบ Kawaguchi เป็นร้านอาหารแบบหยอดเหรียญเหมือนกับที่เรากินมื้อแรกที่เมืองนารา แต่ร้านนี้ใหญ่พอสมควรมีบริการ Drive-thru เหมือนกับ McDonald บ้านเรา สงนราคาอาหารร้านนี้เซ็ตนึง 500-800 เยน ร้านนี้มีพนักงานทั้งหมดเพียง 3 คนเองครับ ทั้งทำทั้งเสิร์ฟลูกค้าในร้านและ Drive-thru ด้วย แถมยังต้องกล่าวต้อนรับเวลามีลูกค้าเข้าออกประตูหน้าร้านเหมือนใน 7Eleven บ้านเราอีก สุดยอดเลยครับ พนักงานที่นี่รวดเร็วและคล่องแคล่วมาก พวกเรากินกันอิ่มเสร็จแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ แต่วิ่งออกมาได้แปล๊บเดียว เราเหลือบไปเห็นร้าน 100 เยนพอดีจึงแวะเข้าไปเดินย่อยและ Shopping ไปพร้อมกันเลย

ร้าน 100 เยนพบเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น (แต่ละร้านหน้าตาอาจไม่เหมือนกันเพราะคนละเจ้าของ) สินค้าที่ขายในร้านทุกอย่าง ราคา 100 เยน หรือถ้าเป็นบ้านเราคือ 30 บาททุกอย่าง ของที่ขายในร้านมีทั้งของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ทำครัว เครื่องมือช่าง ของเล่นเด็ก และอื่นเยอะแยะมากมาย ก็เหมือนกับร้าน Daiso ในบ้านเรานั่นเอง แต่ใหญ่กว่า Daiso ประมาณ 10-15 เท่าและสินค้าในร้าน 100 เยนถูกกว่า Daiso ครึ่งนึง

รูปที่ 19 : แวะกินข้าวกลางวันข้างทางร้านอาหารตู้หยอดเหรียญ แถวๆ Lake Kawaguchi

รูปที่ 20 : ตู้หยอดเหรียญเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด เลือกจากรูปดูราคาเอา

รูปที่ 21 : ร้านใหญ่เหมือนกันมีบริการ Drive-thru ด้วย มีพนักงานเพียง 3 คน

รูปที่ 22 : ขอโทษทีครับ พอดีช่วงนั้นหิวจนลืมถ่ายรูปเอาไว้ กินเสร็จเพิ่งนึกได้ครับ

รูปที่ 23 : แวะเดินย่อยอาหารที่ร้าน 100 เยนแล้วเครียดเลย อยากซื้อไปหมด

พวกเราเดินวนไปวนมาอยู่ในร้าน 100 เยนนานพอสมควรหยิบไปหยิบมา ซื้อของมาคนละ 1 ตะกร้า ส่วนใหญ่จะเป็นของกระจุ๊กกระจิกที่หาซื้อบ้านเราไม่ได้หรือมีขายแต่แพง ของถูกใครๆ ก็ชอบจริงมั้ย แต่พอคิดเงินออกมาจ่ายไปคนละหลายพันเยนเลยครับ จากนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ ขับรถอีกประมาณ 15 นาทีก็ถึงทะเลสาบสุดท้าย Lake Yamanaka

จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยที่สุดคือ ทะเลสาบ Yamanaka

ทะเลสาบ Yamanaka เป็นทะเลสาบที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิมากที่สุด และไม่มีภูเขาลูกอื่นบังวิวฟูจิเลย จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งขาตั้งกล้องคอยถ่ายรูปทะเลสาบและภูเขาไฟฟูจิกัน เสียดายที่ผมไม่รู้มาก่อน เห็นว่าทะเลสาบ Kawaguchi มีที่พักให้เลือกเยอะ ถ้ามาฟูจิคราวหน้า คงต้องหาที่พักในบริเวณทะเลสาบ Yamanaka แห่งนี้ บรรยากาศดีกว่าเยอะเลยครับ เสียดายที่เรามีเวลาเที่ยวในทะเลสาบสุดท้ายไม่นาน จึงแค่แวะถ่ายรูปนิดหน่อย พวกเราต้องไปต่อที่เมือง Gotenba พวกเรามีโปรแกรม Shopping ที่ Gotemba premium outlets ก่อนที่จะขับรถเข้าโตเกียวไปคืนรถเช่าไม่เกิน 4 ทุ่มคืนนี้


รูปที่ 24 : วิวทะเลสาบ Yamanaka ช่วงเวลาบ่ายๆ

รูปที่ 25 : วิวฟูจิใหญ่เบอเริ้มเทิ้ม

รูปที่ 26 : มุมสวยของ Lake Yamanaka & Fuji ที่ตากล้องตั้งกล้องกันหลายสิบคน

เราขับรถออกจากทะเลสาบ Yamanaka ประมาณ 30 นาทีก็ถึงทางเข้า Gotemba premium outlets แต่รถเยอะมากติดที่ทางเข้ากว่าจะจอดรถได้ใช้เวลาอีก 20 นาที ที่นี่ก็เหมือน Outlet ที่อื่นๆ คือเป็นศูนย์รวมร้านค้า Brandname เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา นาฬิกา และอื่นๆ อีกมากมาย ราคาก็พอๆ กับ Outlet บ้านเราแต่สินค้าที่วางขายที่นี่บางอย่างจะรุ่นใหม่กว่า บ้านเรายังไม่วางขาย บริษัททัวร์บ้านเราชอบพามาลูกค้ามา Shopping ที่นี่กัน จึงเป็นที่รู้จักสำหรับคนที่เคยมาทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียวกัน พวกเราเดินกันประมาณ 2 ชั่วโมงจนถึง 6 โมงเย็น แล้วจึงขับรถขึ้นทางด่วนเข้าโตเกียวกันต่อครับ


รูปที่ 27 : สถานที่โปรดพวกขาช็อป Gotemba premium outlets

รูปที่ 28 : ถ้าอากาศดี ท้องฟ้าโปร่งจะสามารถมองเห็นฟูจิชัดเจนกว่านี้

แวะไปชมสะพานสายรุ้งและเมืองใหม่โอไดบะ

บนทางด่วนเข้าโตเกียวช่วงเย็นรถเยอะมาก อาจเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเวลาเลิกงานพอดี เราขับรถประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงโตเกียว เราลงทางด่วนที่ Setagaya จ่ายค่าทางด่วนไป 2,500 เยน จากนั้นเราแวะเติมน้ำมันผมลองคำนวณดูคล่าวๆ คิดว่าเติมน้ำมันประมาณ 3,000 เยนน่าจะเต็มถัง จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ในปั้มว่าเติมเบนซิน 3,000 เยนเติมเสร็จแล้วดูทีเกย์น้ำมันเต็มถังพอดีจึงขับรถไปทางเมืองใหม่โตเกียว นั่นคือเมืองโอไดบะ (Odaiba) ซึ่งเกิดจากการถมดินลงในทะเลเพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น เราแวะไปเพื่อขับรถข้ามสะพานสายรุ้ง (Rainbow bridge) ดูวิว Tokyo และ Odaiba ในตอนกลางคืนเท่านั้น โดยเราจ่ายค่าทางด่วน 900 เยนเพื่อขึ้นสะพานข้ามไปที่ Odaiba และขึ้นสะพานสายรุ้งกลับมาฝั่งโตเกียว วิวตอนกลางคืนที่นี่สวยดีครับ ที่สะพานสายรุ้งเปิดไฟหลากหลายสีซึ่งมองไม่เห็นสีต่างๆ ได้ในตอนกลางวัน

หลังจากข้ามสะพานสายรุ้งกลับมายังฝั่งโตเกียว เราต้องจอดรถเพื่อเซ็ต GPS ไปยังโรงแรมที่พักของเรา คือ โรงแรม Toyoko Inn Tokyo Ikebukuro Kita-guchi No.1 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟไอคิบูคูโละ (Ikebukuro) เราเลี่ยงที่จะขึ้นทางด่วนเพื่อขับรถผ่านใจกลางเมือง Tokyo ดูวิวย่านชิบูญ่า (Shibuya)และย่านชินจูกุ (Shinjuku) การขับรถในใจกลางเมืองโตเกียวนั่นยากพอสมควร เนื่องจากถนนค่อนข้างซับซ้อนมีหลายชั้น รถก็เยอะ แต่ก็ยังดีกว่าบ้านเราเพราะคนที่นี่เค้ามีมารยาทในการขับรถมากกกว่าบ้านเราเยอะครับ

พวกเรามาถึงโรงแรม Toyoko Inn Tokyo Ikebukuro Kita-guchi No.1 ประมาณ 3 ทุ่ม โชคดีที่ที่จอดรถอยู่หน้าโรงแรม ซึ่งสามารถจอดได้เพียง 1 คันว่างพอดี เราจอดรถแล้วขนของลงพร้อมกับ Check-in เข้าห้องพักเรียบร้อย ผมขับรถไปคืนที่ Tokyo Rent a Car สาขา Ikebukuro RR East ซึ่งเปิดบริการถึง 4 ทุ่ม ผมเช็คดูที่เกย์น้ำมันยังเต็มถังอยู่จึงขับรถจากโรงแรมประมาณ 3 นาทีก็ถึง ผมคืนรถเวลาประมาณ 3 ทุ่ม 15 นาที ในอ๊อฟฟิตมีเจ้าหน้าที่ยังทำงานอยู่หลายคน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหารอยเฉี่ยวชนและเช็คน้ำมัน ทุกอย่างเรียบร้อยใช้เวลาในการคืนรถไม่ถึง 3 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย

ผมเดินออกจากอ๊อฟฟิตของ Toyota Rent a Car กลับไปยังโรงแรม บริเวณนี้เรียกว่าย่าน Ikebukuro ร้านค้าเปิดบริการกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายของใช้ ร้านมินิมาร์ท แถวนี้มีร้านโชว์สาวนุ่งน้อยห่มน้อยอยู่เยอะพอสมควร สังเกตุดูได้จากป้ายที่ติดหน้าร้าน ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไร รีบเดินกลับโรงแรมเพื่อชวนกันออกไปกินข้าวเย็นกัน ระหว่างที่เดินๆ อยู่ก็มีคนญี่ปุ่น ในใจผมคิดว่าคงเป็นเด็กเชียร์แขก เข้ามาคุยภาษาญี่ปุ่นกับผม ผมไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจว่าเค้าคุยอะไร จึงไม่สนใจทำเฉยๆ ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ ไอนี่ก็เดินมาตื้ออยู่อีก ผมก็เฉยๆ ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือน ผมกำลังเดินแถวโซนขายหนังสือในสวนจตุจัส (นานมาแล้ว) แล้วมีคนมาถามว่า “โป๊มั้ยๆ” แล้วถ้าไม่ตอบมันจะเดินตามคอยถามตลอด กัดไม่ปล่อย ในย่าน Ikebukuro นี่ก็เหมือนกันเลย แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า เค้าถามว่าอะไรเพราะผมไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น สักพักผมก็เดินกลับถึงโรงแรม

เนตรพาทัวร์และกินข้าวย่าน Ikebukuro

คืนนี้เรามีนัดกับเนตร (ลูกของน้าปาน) จะพาพวกเราไปหาอะไรกินในย่านนี้กัน เนตรพักอยู่ในย่าน Shibuya ซึ่งไม่ไกลจาก Ikebukuro นัก เรารอสักพักเนตรก็นั่ง Taxi มาถึงหน้าโรงแรม พวกเราจึงเดินออกไปหาร้านอาหารกินในย่านแสงสีของ Ikebukuro กัน ผมจึงเดินกลับมาย่านแสงสีใกล้ๆ กับอ๊อฟฟิต Toyota ที่ผมมาส่งรถคืนเมื่อตะกี้ อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ว่า แถวนี้มีร้านเยอะแยะ แต่ละร้านจึงแข่งกันเยอะ เนตรบอกว่า ชั้นบนของตึกแถวนี้ ชั้น 3-8 บ้าง ก็เป็นร้านเหมือนกันและไม่มีหน้าร้านในชั้นล่าง ถ้าลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวเดินผ่านไป ผ่านมาจึงไม่รู้ว่ามีร้านอยู่ชั้นบน ที่นี่จึงมีเด็กเชียร์แขก หรือคนที่คอยจับแขก ยืนอยู่บริเวณหน้าร้าน หรือบนถนน เค้าจะคอยแนะนำหรือเรียกแขกเข้าร้าน อันนี้เป็นปกติธรรมดาของธุระกิจที่นี่ รวมไปถึงร้านอาหารด้วย


รูปที่ 29 : ออเดริฟ์เป็นเนื้อย่าง ถ้วยเล็กเป็นเนื้อเป็ด

รูปที่ 30 : ต้มอะไรไม่รู้เหมือนสุกี้ หรือจิ้มจุ่มบ้านเรา

รูปที่ 31 : เช็คบิลมา โตะจัยหมกเลย มื้อนี้ค่าเสียหายทั้งหมด 17,028 เยน

เราเดินตามเนตรขึ้นลิฟต์ไปบนชั้น 5 ของตึก ที่นี่เป็นร้านอาหาร ตกแต่งลักษณะกึ่งร้านอาหารกึ่งผับ หรือร้านเหล้า เนตรบอกว่าที่นี่เป็นร้านอาหารปกติสำหรับคนวัยทำงาน อายุ 20 กว่าๆ มาสังสรรค์กินกัน ร้านตกแต่งด้วยสีดำเปิดโคมไฟตามโต๊ะเหมือนกับในร้าน 13 เหรียญบ้านเรา แต่ขายอาหารญี่ปุ่น เราสั่งอาหารมากินประมาณ 10 อย่าง ช่วงนั้นหิวมาก เพิ่งจะกินข้าวเย็นตอน 4 ทุ่ม กินกันเสร็จเช็คบิล ยอดทั้งหมดประมาณ 17,000 เยน ตกใจเลยไม่คิดว่าคนวัยเพิ่งทำงานในญี่ปุ่นกินกันแพงอย่างนี้ เราจ่ายตังค์แล้วออกจากร้าน เดินลงจากตึกเพื่อเดินกลับโรงแรม Toyoko Inn ผมกับอ้อมขึ้นห้องพักไปอาบน้ำนอน แต่คืนนี้ยังไม่จบแค่นี้ครับ เนตรพาพิงไปช็อปปิ้งตอนเที่ยงคืนกันต่อ เพราะว่าพิงมีรายการของฝากซื้อจากเพื่อนที่ทำงานเพียบเลย พอดีร้านค้าบางร้านในโตเกียวเปิด 24 ชั่วโมงจึงออกไปซื้อให้เสร็จ พรุ่งนี้จะได้มีเวลาเที่ยวในวันสุดท้ายของทริปนี้เยอะขึ้นหน่อยครับ


รูปที่ 32 : ครีมกันแดดของ Shiseido เป็นสินค้ายอดนิยมของการฝากซื้อ

รูปที่ 33 : ของดียอดนิยมอีกอย่างของคนไทยคือ ครีมทาหน้าฮาดะลาโบะ

รูปที่ 34 : มาร์คเต้าหู้ อันนี้ขายดีจนต้องติดป้ายเป็นภาษาไทยบนชั้นวางสินค้า

------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง