ตอนที่ 7 เที่ยวในโตเกียววันสุดท้ายของการเดินทางทริปนี้

ผมตื่นเวลาประมาณ 7 โมงเช้า ในห้องนอนมีถุงวางกองไว้ 3-4 ใบใหญ่ๆ ใส่พวกเครื่องสำอางและครีมต่างๆ เต็มไปหมด พิงบอกว่า เมื่อคืนไปซื้อที่ร้านขายยาตอนเที่ยงคืนมา ลูกค้าแย่งกันซื้อของกันเต็มร้านเลย (ตอนเที่ยงคืนนะ) กลับมาถึงโรงแรมเกือบตีสอง ผมไม่รู้เรื่องเลยครับ หลับสนิท ห้องนอนในโรงแรม Toyoko Inn นั้นเล็กพอสมควรครับ ขนาดวางเตียงนอนใหญ่ก็เกือบเต็มห้อง มีพื้นที่ทางเดินในห้องอีกนึดนึง มีห้องน้ำอยู่ในห้องขนาดไม่น่าจะเกิน 3 ตร.ม. ถือเป็นขนาดมาตราฐานของที่พักในญี่ปุ่น โดยเฉพาะมหานครโตเกียว ถึงแม้ห้องพักที่นี่จะมีขนาดเล็กกระทัดรัดแต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นแอร์ โคมไฟ ไดร์เป่าผม กาต้มน้ำ ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง และอื่นๆ เราทะยอยกันอาบน้ำและเก็บของใส่กระเป๋าแล้วลงไปทานอาหารเช้าของโรงแรมที่ชั้นล่างครับ

ทางโรงแรมจัดอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ให้กับแขก อาหารมีให้เลือกเยอะพอสมควร เช่น ข้าวปั้น ไส้กรอก ผักดอง สลัดผัก ซุปมิโซ๊ะ ขนมปังต่างๆ ครัวซองค์ ชา กาแฟ น้ำส้ม กินกันอื่มเลยครับ โรงแรมในเครือ Toyoko Inn ถือเป็นโรงแรมที่พักในญี่ปุ่นที่ราคายุติธรรม หรือเรียกอย่างบ้านเรา คือ ของดีราคาถูก จึงมีทั้งคนทำงานของญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักกันเยอะ บริเวณห้องครัวสำหรับทานอาหารเช้า จึงเต็มหาโต๊ะว่างยากพอสมควรครับ พวกเราแยกกันกินข้าวเช้ากันเสร็จแล้วขึ้นไปเก็บกระเป๋ามาไว้ที่ Lobby ของโรงแรมแล้ว Check out กัน ค่าโรงแรมรวมอาหารเช้าที่นี่ตกคนละ 4,000 เยนครับ


รูปที่ 1 : อาหารเช้าในโรงแรม Toyoko Inn Tokyo Ikebukuro Kita-guchi No.1

รูปที่ 2 : คนญีปุ่นนั่งรถไฟไม่สนใจอะไรอ่ะ เอาแต่ดูหน้าจอของตัวเอง

รูปที่ 3 : บรรยากาศบ้านเรือนในโตเกียว หน้าสถานีรถไฟ Shin-Okubo

เดิมทีเราต้องการฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้วซื้อตั๋วรถไฟแบบ One day นั่งรถไฟใต้ดินเที่ยวในเมืองโตเกียว แต่เนตรแนะนำว่า เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนซื้อเป็นเที่ยวๆ จะคุ้มกว่าแล้วให้เอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องพักของเนตรแล้วค่อยไปเที่ยวกัน พวกเราจึงลากกระเป๋าออกจากโรงแรม ไปขึ้นรถไฟที่สถานี Ikebukuro แล้วซื้อตั๋วนั่งรถไฟสาย JR Yamanote Line ไปลงที่สถานี Shin-Okubo แล้วรอเนตรบริเวณทางออกของสถานี สักพักเนตรก็เดินมาพาพวกเราเดินลากกระเป๋าไปไว้ที่ Apartment ของเธอซึ่งอยู่ในย่าน Shibuya พวกเราฝากกระเป๋าไว้ในห้องพักของเธอแล้วออกไปเที่ยวในเมืองโตเกียวกัน

มีเวลาเที่ยวในโตเกียว 4 ชั่วโมง

วันนี้พวกเรามีเวลาเที่ยวในโตเกียวประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนจะขึ้นรถไปที่สนามบินนาริตะ เพื่อเดินทางกลับในตอนเย็น เรานั่งรถไฟสาย Oedo Line ที่สถานี Higashi-shinjuku (E02) ไปลงที่สถานี Ueno-okachimachi (E9) แล้วเปลี่ยนขึ้นรถไฟสาย Ginza Line (G15) ไปลงที่สถานี Asakusa (G19) เดินขึ้นมาจากสถานีก็จะเห็นตึกอุนจิ แล้วเดินต่อมาอีกนึดก็จะเห็นโคมแดงลูกโตตั้งอยู่หน้าวัดเซ็นโซจิหรือวัดอาซากุซะ วัดเก่าแก่ในมหานครโตเกียว


รูปที่ 4 : บรรยากาศหน้าวัดอาซากุซะ วัดเก่าแก่ในมหานครโตเกียว

รูปที่ 5 : ด้านหลังโคมแดงลูกโตที่แขวนอยู่หน้าวัด

คนมาเที่ยวในวัดแห่งนี้เยอะมากทั้งๆ ที่ภายในวัดไม่มีงานหรือเทศกาลอะไรเป็นพิเศษ พวกเราแวะถ่ายรูปโคมแดงสัญลักษณ์ของวัดนี้แล้วเดินเข้าไปไหว้พระในวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล ทางเดินทั้งสองข้างทางเข้าวัดเป็นร้านขายของที่ระลึกบ้าง ขายของกินบ้าง มีเยอะแยะไปหมด แต่ละร้านน่าจะขายดีเพราะมีคนเดินผ่านไป ผ่านมาเยอะจริงๆ พวกเราเดินสำรวจไปเรื่อยๆ เดี๋ยวไหว้พระเสร็จขากลับค่อยแวะกัน อ้อมแนะนำให้แวะซื้อชิมซาลาเปาทอดร้านอร่อย ถึงขนาดที่จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเคยแวะชิม


รูปที่ 6 : ทางเดินเข้าวัดทั้งสองข้างเป็นร้านค้า ขายของที่ระลึกและของกิน

รูปที่ 7 : ด้านหน้าศาลาวัดมีทั้งนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นที่เข้ามานมัสการ กราบไหว้พระ

พวกเราเข้านมัสการกราบไหว้และขอพรพระ ทำบุญบริจาคทานและใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ล้างหน้าล้างตาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง แล้วจึงแวะซื้อของที่ระลึกระหว่างทางเดินออกจากวัด และต่อคิวซื้อซาลาเปาทอด ผมลองซื้อชิมทั้งร้านดังและร้านอื่นๆ รสชาติไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ สำหรับผมแล้วรสชาติซาลาเปาทอดของญี่ปุ่นไม่ค่อยถูกปากผมเท่าไหร่ ผมว่าคนไทยเราจะคุ้นเคยกับรสของซาลาเปาไส้เค็มนึ่งของบ้านมากกว่า แต่ไหนๆ แวะมาแล้วก็ต้องลองชิมขนมท้องถิ่นซะหน่อย


รูปที่ 8 : พวกเราเข้าได้สุดเพียงเท่านี้ ด้านหน้าเป็นรางรับบริจาคทาน

รูปที่ 9 : มีนักท่องเที่ยวแวะมานมัสการ ภายในวัดอาซากุซะเยอะจริงๆ

รูปที่ 10 : ยอดศาลาอะไรก็ไม่รู้ ภายในวัดอาซากุซะครับ

รูปที่ 11 : น้องคนนี้ทำทาโกยากิเยอะมาก สุดยอดเลย

พวกเราออกจากวัดอาซากุซะแล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับ Shinjuku โดยนั่งสายเดิมย้อนกลับของขามา คือนั่งรถไฟสาย Ginza Line ออกจากสถานี Asakusa แล้วไปต่อรถไฟสาย Oedo Line ที่สถานี Ueno-okachimachi เราไปลงแถวๆ ย่าน Shopping ของ Shinjuku แต่สถานีอะไรผมจำไม่ได้แล้ว เนตรพาเราไปเดิน Shopping ก่อนเดินทางกลับ โดยเราหาซื้อร้องเท้า Onitsuka ซื้อครีมต่างๆ (เมื่อวานยังซื้อไม่หมด) และแวะเดินห้างขายของมือสอง อันนี้ไม่ใช่ร้านขายของมือสองเล็กๆ นะครับ มันเป็นห้างเลย มีเกือบ 10 ชั้น แต่พวกเราเดินดูคล่าวๆ ครับ ถ้าจะซื้อกันจริงต้องเผื่อเวลาเลือกสักหน่อยครับ สำหรับร้องเท้า Onitsuka ที่บ้านเรากำลังฮิต แต่ที่ญี่ปุ่นมันค่อนข้างจะ Out ซะแล้วหล่ะครับ แฟชั่นที่โน้นตอนนี้ต้อง New Balance พิงจัดการสอยมา 1 คู่ราคาพอๆ กับบ้านเราแต่ร้านที่โน้นมีสีให้เลือกมากกว่า


รูปที่ 12 : ผมหล่ะงง กับห้างขายของมือสอง อย่างหรูอ่ะ

รูปที่ 13 : รองเท้า New Balance ถูกสอยมาคู่นึง หลังจากเดิน Shopping อยู่หลายชั่วโมง เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว

พวกเราเดิน Shopping กันเพลิน เราต้องขึ้นเครื่องกลับที่สนามบิน Narita เครื่องออกเวลา 18.05 น. เดิมทีพวกเราแพลนไว้ว่าจะนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่ Ueno แล้วขึ้นรถไฟ Keisei Skyliner ไปลงสนามบิน Narita Terminal 2 ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที โดยจ่ายค่ารถไฟ Skyliner ประมาณ 1,250 เยน แต่เรา Shopping กันจนถึงบ่าย 3 โมง เนตรจึงแนะนำให้พวกเราขึ้น Limosine bus หรือรถทัวร์บ้านเรานั่นแหล่ะ ซึ่งออกจาก Shinjuku วิ่งไปลงที่สนามบิน Narita Terminal 2 ใช้เวลาประมาณ 90 นาที ไม่ต้องลากกระเป๋าสัมภาระขึ้นลงรถไฟให้เหนื่อย โดยจ่ายค่าตั๋วรถบัสคนละ 3,000 เยน พวกเราจึงขึ้นรถบัสตามที่เนตรแนะนำ โดยเราเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ Apartment ของเนตรแล้วเดินลากไปที่ตึก (ผมไม่รู้ว่าชื่ออะไร) แล้วตีตั๋วขึ้นรถบัสจาก Shinjuku นั่งไปลงที่สนามบิน Narita Terminal 2 บริเวณใกล้ๆ กับ Check-in Counter เลย เวลาขึ้นลงรถบัสก็มีพนักงานยกกระเป๋าให้เสร็จ สบายจริงๆ ครับ


รูปที่ 14 : บรรยากาศบริเวณที่พักย่าน Shinjuku เป็นระเบียบเรียบร้อย น่าอยู่มากครับ

พวกเราไปถึงสนามบินประมาณ 5 โมงกว่าๆ จึงรีบ Check-in แล้วรีบเดินไปยัง Gate เพื่อขึ้นเครื่อง สนามบินนาริตะไม่ใหญ่อย่างที่คิดครับ เดินไปนานก็ถึง Gate เพื่อขึ้นเครื่อง เนตรซึ่งบินไปกลับญี่ปุ่นเมืองไทยบ่อยๆ บอกกับพวกเราว่า ที่สนามบินนาริตะสามารถ Check-in ก่อนเครื่องออก 1 ชั่วโมงได้สบายๆ ไม่ต้องรีบไปสนามบินล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมง เสียเวลา Shopping หมด อ้อมแวะซื้อขนมขบเคี้ยวฝากเพื่อนที่ทำงานแล้ว พวกเรามานั่งรอที่ Gate เพื่อขึ้นเครื่องประมาณ 5 นาที เจ้าหน้าที่จึงเปิดประตูให้ขึ้นเครื่องได้ ทันเวลาจริงๆ ตอนแรกนึกว่าจะตกเครื่องซะแล้ว


รูปที่ 15 : ได้เวลาต้องกลับเมืองไทยแล้ว คิดถึงผัดกระเพราแซ้บแซ่บจริงๆ

รูปที่ 16 : ต้องขอโทษด้วยครับ ลืมถ่ายกระเป๋าเดินทาง ของในกระเป๋ามีแต่ครีมครับ

เครื่องลงที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 5 ทุ่มโดยสวัสดิภาพ พวกเรารีบรับกระเป๋าเดินทางแล้วเดินทางกลับบ้านเพื่อทำงานต่อในเช้าวันจันทร์ต่อไป ทริปนี้จึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในทริปต่อไปนะครับ คาดว่า ทริปหน้าพวกเราจะไปสัมผัสบรรยากาศในงานเทศกาลเบียร์ Oktober Festival ในมิวนิค (Munich) หรือมุนเช่น (München) ในภาษาเยอรมัน พร้อมกับเที่ยวในประเทศ Austria และสาธารณรัฐเชคกันครับ


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 15 April 2014]
มีรายละเอียดเยอะดีมากเลยครับ รอรีวิวทริปหน้าอยู่นะครับ คงได้เมากันหลายแน่ๆ เลยครับ
นายแม้น

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง