ตอนที่ 1 หาข้อมูลเพื่อวางโปรแกรมเที่ยวเอง

กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง จะว่าเป็นเหตุบังเอิญก็ไม่ใช่ หรือจะเป็นความตั้งใจก็ไม่เชิง คือ แรกเริ่มเดิมที ผมตั้งใจว่าทริปต่อไป วางแผนคล่าวๆ ว่าจะไปเที่ยวที่มิวนิค เจอมันนี ช่วงเทศกาลเบียร์เดือนตุลาคม Oktober Festival เพื่อดื่มด่ำกับเสียงเพลงและบรรยากาศสไตล์บาวาเรีย (Bavaria) แล้วจะไปเที่ยวในออสเตรียและประเทศสาธารณรัฐเชค กันต่อ อย่างที่เกริ่นไว้ในทริปหลังสุด แต่คงจะไม่ได้ไปในปี 2014 นี้หรอกครับ คงต้องทำงานเก็บตังค์กันก่อน แต่แล้วก็มีหลักการและเหตุผลหลายอย่าง(ตามหลักคนเรียนวิทยาศาสตร์) ทำให้เราตัดสินใจกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นกันอีกครั้งนึง เท่ากับว่าปี 2014 นี้เรามาเที่ยวญี่ปุ่นหัวปีท้ายปีเลย


รูปที่ 1 : ส่วนหนึ่งของความคลาสิกของญี่ปุ่น

รูปที่ 2 : ความสวยงามที่พบเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น

รูปที่ 3 : บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีข้างทางเดิน

รูปที่ 4 : ลองนอนในโรงแรมแคปซูลสักคืนนึงให้รู้ว่า คนญี่ปุ่นเค้านอนกันยังไง

เหตุผลหลายอย่างที่กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีก

หลังจากที่ผมเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2014 ครั้งนั้นได้ไปเที่ยวที่หลักๆ คือเมืองนะระ เกียวโต หมู่บ้านชิราคาวาโกะ เมืองทากายาม่า ภูเขาไฟฟูจิและทะเลสาบทั้ง 5 และเมืองโตเกียว เที่ยวเยอะมากเวลาน้อย แต่ก็ประทับใจอะไรหลายๆ อย่างในญี่ปุ่น ทำให้ตัดสินใจกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2014 อีกครั้งนึง เนื่องจากเหตุผล ดังต่อไปนี้

1. ญี่ปุ่น ประเทศผู้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างย่อยยับ แต่กลับพัฒนาบ้านเมืองฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วและยังคงรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติไว้อย่างลงตัว ผู้คนยังคงสืบทอดวัฒนธรรมดั่งเดิมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ทำให้เราอยากมาเก็บรายละเอียดและหาโอกาสมาเปิดหูเปิดตาในประเทศที่พัฒนาแล้วลำดับต้นๆ ของเอเชียแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

2. ความสะดวกในการเดินทาง ไม่ว่าจะเที่ยวคนเดียว เที่ยวกับเพื่อน หรือเที่ยวกับครอบครัว ก็สามารถเที่ยวในญี่ปุ่นด้วยตัวเองได้สะดวก จะใช้บริการรถไฟก็สะดวก หรือเช่ารถขับก็สบาย ไร้ความกังวล ไม่แน่ใจว่าเหตุผลนี่หรือเปล่าที่ทำให้ ความเจริญของชุมชนกระจายออกไปทั่วประเทศ ไม่กระจุกอยู่แต่เฉพาะในเมืองหลวง หรือเมืองใหญ่

3. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถึงแม้ว่าเราจะพูดคุยกับคนญี่ปุ่นที่เดินอยู่ทั่วไป ไม่รู้เรื่อง แต่การเดินเที่ยวในญี่ปุ่นโดยทั่วไปนั้นปลอดภัยมาก ไม่แน่ใจว่าจะใช้อะไรเป็นตัววัดหรืออธิบายถึงความปลอดภัยในประเทศนี้ดี เอาเป็นว่า ผมรู้สึกปลอดภัยกว่าการเดินเล่นบนถนนในกรุงเทพเสียอีก และไม่รู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะรู้สึกปลอดภัยเวลาเดินตามท้องถนนในบ้านเรา เท่ากับการเดินเที่ยวในญี่ปุ่นในตอนนี้หรือเปล่า (ตรงไปมั้ยเนี้ย)

4. อาหารการกิน รสชาติอาหารญี่ปุ่นนั้นถูกปากคนไทยอยู่แล้ว เที่ยวญี่ปุ่นกินอะไรก็อร่อย อุมามิไปหมด ถึงแม้ว่าราคาอาหารโดยรวมจะแพงกว่าบ้านเรา แต่ก็มีอาหารให้เลือกกินมากมายหลายระดับ หลายราคา ทำให้ง่ายในการกำหนด Budget ทางด้านการกิน อาหารราคาประหยัดมีขายกระจายอยู่ทั่วไป แม้แต่ข้าวปั้นห่อสาหร่ายสามเหลี่ยม ที่ขายใน 7Eleven ราคาประมาณ 30 บาท ไม่แพงเลย แถมอุมามิด้วย

5. ไม่ต้องขอวีซ่า ความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นโดยใช้เพียง Passport อย่างเดียวนั้น ทำให้เราไม่อยากกลับไปนั่งเตรียมเอกสารต่างๆ และเดินทางไปยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวที่สถานทูตอีก (ถ้าไม่อยากไปเที่ยวประเทศนั้นจริงๆ) เหตุผลนี้จึงเป็นโอกาสดีในการเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้งนึง ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะกลับมาประกาศให้คนไทยที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวในญี่ปุ่นต้องกลับมายื่นขอวีซ่ากันอีก

6. เหตุผลสำคัญข้อสุดท้าย คือ ทนข้อเสนอที่เย้ายวนของสายการบินนึง ที่เสนอขายตั๋วเครื่องบินแบบบินตรงไปกลับ กรุงเทพ-โอซาก้า ราคาโปรโมชั่นไม่ถึง 1 หมื่นบาทไม่ไหว ซึ่งราคามันถูกกว่าครึ่งราคาของตั๋วเครื่องบินที่ผมซื้อเมื่อต้นปีในราคาใบละ 25,000 บาทเสียอีก

เขียนมาตั้งเยอะให้ดูดีมีหลักการและเหตุผล แต่ที่จริงแล้ว อยากจะบอกว่า ทริปนี้เกิดจากอารมณ์และกิเลสล้วนๆ เลยครับ เรื่องจริงมีอยู่ว่า วันหนึ่งช่วงต้นเดือนกันยายน 2014 พิง (แฟนผม) เกิดไปเห็นโฆษณาของสายการบินนึง เสนอขายตั๋วไปกลับญี่ปุ่น ราคาพิเศษไม่ถึง 10,000 บาท จึงมาปรึกษาผม ผมก็บอกไปว่า “อืม น่าสนใจอ่ะ เราไปเที่ยวแบบไม่ต้องเดินทางไกลเหมือนกับคราวที่แล้ว เที่ยวเฉพาะในเขตคันไซ ก็เที่ยวไม่หมดแล้ว เที่ยวแบบประหยัดหน่อย ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะแพง” วันรุ่งขึ้นเธอจัดการจองตั๋วเครื่องบินสร็จสรรพ จึงสรุปสุดท้ายว่า ทริปนี้เราจะไปดูใบไม้เปลี่ยนสีในเขตคันไซกัน


รูปที่ 5 : เสน่ห์ของอาคารสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ในวันคิงคะกูจิ ในเมืองเกียวโต

รูปที่ 6 : วิวของเมืองนะระ ถ่ายจากศาลเจ้า Nigatsu-do Hall

รูปที่ 7 : แวะชิมโมจิ เจ้าของแชมป์รายการ TV Champion สุดถนน Shopping ในเมืองนะระ

รูปที่ 8 : โกเบ เมืองท่ารสชาติญี่ปุ่น แต่บรรยากาศสไตล์ยุโรป

รูปที่ 9 : ย่าน Dotonbori หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า ดงธนบุรี เป็นศูนย์กลางของเมืองโอซะกะ

เขตคันไซ มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง

เหตุผลที่เราเลือกไม่เที่ยวในเมืองหลวงโตเกียว เพราะชีวิตในโตเกียวดูวุ่นวาย แออัด คนเยอะ เดินไปทางไหนมีแต่คนเดินเต็มไปหมด เมืองเต็มไปด้วยตึกและห้างร้านสำหรับเดิน Shopping จึงตกลงกับแฟนเลือกที่จะเที่ยวในเขตคันไซอย่างเดียว ครั้งก่อนเราจัดเวลาเที่ยวในคันไซเพียง 1 วันครึ่งซึ่งไม่พอสำหรับเที่ยวในเมืองเกียวโตเมืองเดียวด้วยซ้ำ คราวนี้พวกเราจึงวางแผนเที่ยวเฉพาะในเขตคันไซเท่านั้น ผมว่าที่นี่มีครบนะ เราสามารถชมธรรมชาติใน Nara park ในเมืองนะระ หรือดูบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นในย่านเมืองเก่าในเมืองเกียวโต ถ้าจะเที่ยวเมืองสมัยใหม่หน่อยก็ไปเมืองโกเบ หรือถ้าอยากออนเซ็นก็มีเมืองเล็กๆ ใกล้ๆ กับเมืองโกเบ ชื่อว่า อริมะออนเซ็น (Arima Onsen) ซึ่งเป็นแหล่งออนเซ็นอันดับ 1 ใน 3 อันดับที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นเลยนะ


รูปที่ 10 : ไปโอซะกะ อย่าลืมแวะกินปูนะ

หลายๆ คนอาจจะชอบเดิน Shopping ในเมืองโอซาก้า เนื่องจากมีห้างและร้านค้าให้ขาช็อปเลือกมากมาย แต่เมืองโอซะก้ายังเมืองที่เรียกว่าเป็น “Kitchen of Japan” คือเป็นห้องครัวของประเทศญี่ปุ่น เราจึงเตรียมตัวลดน้ำหนักให้เรียบร้อย พอไปถึงก็ต้องจัดอาหารต้นตำรับของโอซะก้าให้สมใจ เมนูอาหารที่ไม่ควรพลาดในการตะเวนหา คือ

1. ปู

2. โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki) หรือ พิซซ่าญี่ปุ่นนั่นเอง

3. ทาโกยากิ (Takoyaki) บางคนอาจเรียกว่า ขนมครกญี่ปุ่น

4. ยากิโซบะ (Yakisoba) ขอเรียกว่า ก๋วยเตี๋ยวผัดญี่ปุ่นละกัน

5. คูชิกัสซึ (Kushikatsu) เป็นอาหารเสียบไม้ชุบแป้งทอด

คันไซ เป็นชื่อเรียกภูมิภาคของญี่ปุ่น เหมือนกับที่บ้านเราเรียก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ ประมาณนั้น ภูมิภาคคันไซ หรือเขตคันไซ ประกอบไปด้วยจังหวัดทั้งหมด 7 จังหวัด ดังต่อไปนี้

1. จังหวัดมิเอะ (Mie) ประกอบไปด้วยเมือง 14 เมือง เมืองที่หลายคนรู้จักดี เช่น เมืองมะสึซะกะ (Matsusaka) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเนื้อวัวคุณภาพดี ราคาแพงอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น หรือเมืองอิงะ (Iga) ซึ่งเป็นเมืองของเหล่านินจา เหมือนในการ์ตูนเรื่องฮาโตริ

2. จังหวัดชิงะ (Shiga) เป็นจังหวัดมีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นั่นคือทะเลสาบบิวะ (Biwa) เมืองส่วนใหญ่ในจังหวัดชิงะจึงอยู่รอบๆ ทะเลสาบบิวะ เช่นเมืองฮิโคะเนะ (Hikone) เมืองทะคะชิมะ (Takashima) โดยมีเมืองโอสึ (Otsu) เป็นเมืองหลวงของจังหวัด

3. จังหวัดเกียวโต (Kyoto) มีพื้นที่ทางทิศเหนือไปถึงเมืองเคียวตัวโงะ (Kyotango) และเมืองมิยะซุ (Miyazu) ซึ่งอยู่ติดกับทะเลญี่ปุ่น แต่เรามักจะเที่ยวกันเฉพาะในเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจังหวัดและเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น

4. จังหวัดโอซาก้า (Osaka) ประกอบไปด้วย 33 เมือง มีพื้นที่เลยทางทิศไต้สนามบินคันไซ ไปถึงเมืองเซนนัง (Sennan) และเมืองฮันนัง (Hannan) ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) มีเมืองโอซะกะ เป็นเมืองหลวงของจังหวัด ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น รองจากเมืองโตเกียว (Tokyo) และเมืองโยะโกะฮะมะ (Yokohama)

5. จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) ประกอบไปด้วย 29 เมือง ทางด้านทิศเหนือมีเมืองเด่นๆ คือเมือง Kinosakionsen เป็นเมืองออนเซ็นเก่าแก่เมืองหนึ่งที่อยู่ติดกับทะเลญี่ปุ่น เมืองโคเบะ หรือ โกเบ (Kobe) เป็นเมืองหลวงของจังหวัด ด้านใต้ของเมืองโกเบ มีเมืองฮิเมะจิ (Himeji) เป็นเมืองที่ตั้งของปราสาท ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

6. จังหวัดนะระ (Nara) เป็นจังหวัดที่อยู่ตอนกลางของเขตคันไซ ประกอบด้วย 12 เมือง มีเมืองนะระ เป็นเมืองหลวงของจังหวัดและเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น

7. จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) อยู่ทางใต้ของจังหวัดโอซะกะและจังหวัดนะระ มีเมืองวะกะยะมะ เป็นเมืองหลวงของจังหวัด จังหวัดวะกะยะมะเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงทางด้านผลไม้ มีบ่อน้ำร้อนออนเซ็นธรรมชาติริมมหาสุมทรแปซิฟิก และมีเส้นทางแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก Unesco ด้วย


รูปที่ 11 : มีผู้ใหญ่พาออกนอกลู่นอกทาง ทำให้หลง(ใหล)ในดอกไม้และแสงไฟที่ Nabana No Sato

รูปที่ 12 : งานเทศกาลดอกไม้และแสงไฟที่ Nabana No Sato จัดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น

รูปที่ 13 : อุโมงค์ไฟภายในงาน ทำให้ตื่นตาตื่นใจ

การวางแผนการเดินทางเที่ยวเมืองต่างๆ ในเขตคันไซ

หลังจากซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-โอซาก้าได้ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2014 แล้ว ผมก็เริ่มหาข้อมูลว่า จะเดินทางเที่ยวในคันไซอย่างไรดี และจะเที่ยวที่ไหนบ้าง ผมจะขอตั้งต้นการเดินทางท่องเที่ยวในคันไซ เริ่มจากสนามบินคันไซละกัน ทริปนี้ผมเดินทางไปกับแฟน เพียง 2 คน จึงเลือกเดินทางโดยใช้บริการรถไฟเป็นหลัก สำหรับตั๋วรถไฟที่ให้บริการให้เขตคันไซ หลักๆ มีให้เลือก 3 ทาง ดังนี้

1. Kansai Area Pass (JR-West Rail Pass) เป็นบัตรโดยสารใช้สำหรับนั่งรถไฟ JR หรือรถไฟของรัฐบาล ซึ่งเป็นรถไฟที่วิ่งบนพื้นดิน ที่ให้บริการในเขตคันไซได้เกือบทุกจังหวัด (ยกเว้นจังหวัด Mie) มีตั๋วให้เลือกตามจำนวนวันที่ใช้ต่อเนื่องกัน 4 แบบ คือ ตั๋ว 1 วัน ราคา 2,060 เยน, 2 วัน ราคา 4,110 เยน, 3 วัน ราคา 5,140 เยน และตั๋ว 4 วัน ราคา 6,170 เยน ตั๋วทั้ง 4 แบบนี้สามารถหาซื้อกับบริษัทท่องเที่ยวในบ้านเราได้ สำหรับในญี่ปุ่นจะขายตั๋วให้กับนักท่องเที่ยวเฉพาะตั๋วแบบ 1 วันเท่านั้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.westjr.co.jp/global/en/travel-information/pass/kansai/)

ข้อดี :
- ใช้ขึ้นรถไฟด่วนขบวน Haruka ซึ่งวิ่งระหว่าง สนามบิน Kansai – Osaka – Kyoto ได้
- การเดินทางระหว่างเมืองในคันไซ ไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟบ่อย
- สะดวกในการใช้งาน เนื่องจากสามารถใช้ขึ้นรถไฟ JR ทั้งหมดที่ให้บริการในใจกลางของเขตคันไซ

ข้อเสีย :
- ตั๋วที่ซื้อในบ้านเรา ไม่สามารถใช้ขึ้นรถไฟได้ทันทีที่ไปถึงญี่ปุ่น เราต้องไปติดต่อที่สำนักงานขอบบริษัท JR เพื่อเปลี่ยนเป็นตั๋วที่สามารถใช้งานได้ก่อน จึงจะสามารถใช้ยื่นตั๋วให้กับเจ้าหน้าที่ในสถานีรถไฟเพื่อเข้าไปใช้บริการรถไฟในสถานีได้
- ตั๋วที่มีอายุมากกว่า 1 วัน ต้องใช้ต่อเนื่องกัน โดยอายุของตั๋วเริ่มนับจากวันที่ใช้วันแรกจนถึง 24.00 น.นับเป็น 1 วัน
- ไม่สามารถใช้กับรถไฟใต้ดินในเมืองโอซะก้าได้
- ไม่สามารถใช้ขึ้นรถเมล์ได้
- สถานีในบางเมือง เช่น เมืองเกียวโต นะระ ไม่ได้อยู่ในย่านแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับใช้บริการรถเมล์ของเมืองนั้นๆ เพิ่ม

2. JR Kansai Wide Area Pass เป็นบัตรโดยสารที่เหมือนกับ Kansai Area Pass แต่สามารถเดินทางในเขตคันไซได้กว้างมากขึ้น และสามารถใช้ขึ้นรถด่วนขบวน Limited Express ได้หลายขบวน นอกจากนั้นยังสามารถขึ้นรถไฟหัวจรวดชินคันเซ็นระหว่างเมืองโอซะกะ (Osaka) ไปจนถึงเมืองโอะกะยะมะ (Okayama) ซึ่งอยู่นอกเขตคันไซได้อีกด้วย โดยมีตั๋วจำหน่ายเฉพาะตั๋ว 4 วันราคา 7,200 เยนเท่านั้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.westjr.co.jp/global/en/travel-information/pass/kansai_wide)

ข้อดี :
- ใช้ขึ้นรถไฟชินคันเซ็นระหว่างเมือง Osaka และเมือง Okayama ได้ไม่จำกัด
- ใช้ขึ้นรถด่วนขบวน Limited Express ได้หลายขบวน มีให้เลือกหลายเส้นทาง ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดในเขตคันไซ

ข้อเสีย :
- มีจำหน่ายเฉพาะตั๋วแบบ 4 วัน โดยอายุของตั๋วนับต่อเนื่องกัน 4 วันหลังจากเริ่มใช้วันแรก
- ไม่สามารถใช้เดินทางไปยังจังหวัดมิเอะ (Mie) ได้

3. Kansai Thru Pass เป็นบัตรโดยสารสำหรับใช้นั่งรถไฟเอกชนหลายๆ บริษัท ทั้งรถไฟบนพื้นดินและรถไฟใต้ดิน เส้นทางที่ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดในเขตคันไซ และยังสามารถใช้ขึ้นรถเมล์บางสายในบางเมืองได้ด้วย มีตั๋วให้เลือก 2 แบบคือ ตั๋ว 2 วัน ราคา ราคา 4,000 เยน และตั๋ว 3 วัน ราคา 5,200 เยน ซึ่งสามารถซื้อกับบริษัทท่องเที่ยวในบ้านเราหรือซื้อที่สำนักงานในญี่ปุ่นเมื่อเดินทางไปถึงก็ได้ ทั้งนี้เราสามารถเลือกใช้ตั๋วในวันทีต้องการโดยไม่ต่อเนื่องกันได้ อายุของตั๋วจะนับเฉพาะวันที่ใช้งาน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_english.html)

ข้อดี :
- เส้นทางและสถานีรถไฟกว้างครอบคลุมทุกจังหวัดในคันไซมากกว่ารถไฟ JR รวมทั้งมีสถานีใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละเมืองมากกว่า ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขึ้นรถเมล์
- ใช้ขึ้นรถไฟใต้ดินในเมืองโอซะก้าได้
- บัตรโดยสารมีลักษณะเหมือนกับบัตรรถไฟ BTS บ้านเรา ซึ่งสามารถนำไปสอดกับประตูเข้าออกสถานีรถไฟได้เลย โดยไม่เสียเวลาเปลี่ยนตั๋ว
- เราสามารถใช้ตั๋วเฉพาะวันที่ต้องการใช้บริการรถไฟ โดยไม่ต่อเนื่องกันก็ได้
- เราสามารถใช้ตั๋วขึ้นรถเมล์บางสายในของบางเมืองได้ เช่นเมืองโกเบ เกียวโต วะคะยะม่ะ เป็นต้น
- สามารถแสดงบัตรเพื่อได้ส่วนลดในการซื้อตั๋วสถานที่ต่างๆ บางแห่งได้

ข้อเสีย :
- ไม่สามารถใช้บริการรถไฟ JR ได้
- หากต้องการขึ้นรถไฟขบวน Limted Express แบบจองที่นั่ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม (ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับที่นั่งแบบไม่ต้องจองหรือ non-reserved ในรถไฟขบวน Limited Express)
- ไม่มีตั๋วแบบใช้วันเดียว

นอกจากนั้น ยังมีตั๋วอื่นๆ อีก เช่น
- Hankyu Tourist Pass ใช้ขึ้นรถไฟสาย Hankyu ระหว่างเมืองโกเบ โอซะกะ และเกียวโต
- Osaka Amazing Pass ใช้ขึ้นรถไฟในโอซะกะได้ไม่จำกัด

จะเลือกซื้อตั๋วแบบไหนดีหล่ะ

บางคนอาจบอกว่า ตั๋วทีเขียนมาข้างต้นทั้งหมดราคาแพง ใช้แล้วไม่คุ้ม สู้ซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ เอาโดยหาเส้นทางรถไฟจาก Hyperdia (เว็บ www.hyperdia.com) จะดีกว่า แต่บางคนซื้อตั๋วไปแล้วบอกว่าใช้คุ้มมาก ใช้ขึ้นรถไฟเกินมูลค่าตั๋วที่จ่ายไปตั้งเยอะ ผมคิดว่า อันนี้มันแล้วแต่การเดินทางของแต่ละท่านแต่ละคนแล้วหล่ะ บางคนใช้เวลาเที่ยวแต่ละที่แต่ละเมืองเป็นวันๆ หรือหลายๆ วัน แต่บางคนเที่ยวแบบลักษณะชโงกทัวร์แล้วจับรถไฟเดินทางกันต่อ อันนี้ก็แล้วแต่สไตล์การเดินทางของแต่ละคนครับ แนะนำให้ ลองศึกษาตั๋วชนิดต่างๆ และวางแผนการเดินทางของท่าน เปรียบเทียบกับราคาซื้อตั๋วเป็นเที่ยวจาก Hyperdia ดู ก็พอจะมองออกว่า เราจะซื้อตั๋วข้างต้นดีมั้ยหรือจะไปซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ ที่หน้าสถานีรถไฟเอา ถ้าจะซื้อตั๋ว ก็พิจารณาดูว่า ตั๋วแบบไหนเหมาะกับเรา ใครจะว่าอย่างไรอย่าไปสนใจครับ หาเหตุผลประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางของตัวเองดีที่สุดครับ การเตรียมตัวศึกษาหาข้อมูลล่วงหน้าเอาไว้ก่อน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้นะครับ


รูปที่ 14 : ตั๋ว Kansai Area Pass ใช้เบ่งเจ้าหน้าที่ตามสถานีรถไฟ JR

รูปที่ 15 : ตั๋ว Kansai Thru Pass พร้อมกับคู่มือและแผนที่

สำหรับการเดินทางไปครั้งนี้ ผมซื้อทั้ง Kansai Area Pass, Kansai Thru Pass และซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ ที่สถานีรถไฟด้วย โดยผมเลือกซื้อตั๋ว Kansai Thru Pass แบบ 3 วันราคา 5,200 เยน เพื่อใช้สำหรับเดินทางระหว่างเมืองเป็นหลัก เนื่องจากครั้งนี้ผมวางแผนเที่ยวในเมืองโอซะก้าเป็นหลัก แต่ก็ไปเที่ยวเมืองโกเบและไปพักค้างคืนที่เมืองฮิเมจิด้วย ซึ่งราคาค่ารถไฟจากโอซาก้าไปเมืองฮิเมจิเป็นเที่ยวๆ ดูจากเว็บ www.hyperdia.com ราคาเที่ยวละ 1,490 เยน ไปกลับรวมก็เกือบ 3,000 เยนแล้ว ราคาตั๋วจากสนามบินคันไซเข้าเมืองโอซาก้า ถูกสุดราคา 1,100 เยน อีกอย่างนึงคือ ผมใช้ตั๋วนี้ขึ้นรถไฟจากโกเบไปยังเมืองอะริมะออนเซ็นได้ด้วย ค่ารถไฟไปกลับโกเบ-อริมะออนเซ็น แม้จะอยู่ไม่ไกลกัน แต่ราคาเกือบๆ 2,000 เยน และผมยังใช้ตั๋วนี้ขึ้นรถไฟไปถึงใจกลางเมืองนาราและเกียวโต โดยไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วรถเมล์อีก ตั๋วนี้จึงช่วยผมประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเกือบครึ่งนึงเลยทีเดียว นอกจากนั้นผมยังจะซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ และซื้อตั๋ว Kansai Area Pass แบบ 1 วัน (ซื้อในญี่ปุ่นได้) เพื่อใช้ขึ้นรถไฟภายในเมืองโอซะก้าและเดินทางจากโอซะก้ากลับมายังสนามบินคันไซด้วยครับ

ที่จริงแล้วในการเลือกลักษณะของการเดินทาง ก็ต้องดูด้วยว่าเราวางโปรแกรมเที่ยวเมืองไหนบ้าง พักค้างคืนในเมืองไหน แล้วจึงสามารถวางโปรแกรมเที่ยวอย่างคล่าวๆ ได้ ครั้งนี้ ผมเริ่มหาข้อมูลที่เที่ยวในเขตคันไซ โดยเข้าไป Search ดูตามเว็บต่างๆ ว่าเค้าเที่ยวอะไรกัน มีที่เที่ยวอะไรบ้าง พอได้ไอเดียแล้ว ผมก็เดินทางไปหยิบโบชัวร์และขอข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ในเขตคันไซทั้งหมดที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JNTO (Japan National Tourism Organization) ในกรุงเทพฯ บ้านเรานี่แหล่ะ ไปที่เดียวได้ครบเลยครับ(ดูรายละเอียดในเว็บ www.yokosojapan.org) หลังจากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อวางโปรแกรมท่องเที่ยวในแบบที่เราชอบได้ครับ

จองที่พักล่วงหน้ามักจะเจอของดี ราคาถูก

สำหรับเรื่องการจองที่พัก เนื่องจากผมอ่านเขียนภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ (ถ้าสามารถอ่านเขียนญี่ปุ่นได้ มีตัวเลือกในการจองที่พักอีกเยอะเลย อันนี้ผมขอข้ามไปนะครับ) หลักๆ จึงจองที่พักในเว็บ booking.com เกือบทั้งหมด เพราะว่าสะดวก ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน ไม่มีมัดจำ จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกก็ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ผมอยากแนะนำให้เข้าไป Search หาที่พักในเว็บอื่นๆ เช่น www.hotels.com, www.agoda.com, www.hostels.com, www.hostelworld.com และเว็บอื่นๆ ด้วยครับ เพราะหลายๆ ครั้งผมเข้าไปเจอที่พักลดราคา 40-50% ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมเจอที่พักแบบแคปซูลในอะโกด้า ลดราคาจาก 3,300 เยน/คน/คืน เหลือเพียง 2,000 เยนเท่านั้น ทั้งนี้ต้องจ่ายเงินทันทีและเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้นะครับ นอกจากนั้น ผมอยากแนะนำให้จองที่พักล่วงหน้าสัก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย จึงได้เจอของดี ราคาถูก ถ้าเป็นช่วงที่คนเที่ยวเยอะ (High season) ควรจองที่พักล่วงอย่างน้อย 3 เดือนก็ดีครับ หากจองที่พักก่อนเดินทางแค่เดือนเดียว สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้ (ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี) ผมลองเข้าไป Search หาที่พักช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2014 พบว่า มีที่พัก 2 แบบที่ยังคงว่างให้เลือกระหว่างโรงแรมราคาแพงกับโรงเตี้ยมราคาแสนถูก(จนคนที่เคยไปพักด่าให้หลัง) การจองที่พักล่วงหน้ามากที่สุด เราจึงมีตัวเลือกมากที่สุดจริงมั้ยครับ

สรุปโปรแกรมเที่ยวและค่าใช้จ่ายคล่าวๆ ในทริปนี้

หลังจากได้ข้อมูลครบทั้งหมดแล้ว ผมก็สามารถทำโปรแกรมเที่ยวในแบบที่ชอบได้ครับ ปกติแล้วผมจะเขียนโปรแกรมเดินทางอย่างรายละเอียดในโปรแกรม(คอมพิวเตอร์) Excel ซึ่งลงรายละเอียดของขบวนรถไฟให้มากที่สุด โดยหาข้อมูลขบวนรถจากเว็บ www.hyperdia.com เพื่อทำให้ง่ายและสะดวกในการใช้งานจริง แต่ผมขอสรุปโปรแกรมให้ดูคล่าวๆ เป็นไอเดียละกันครับ เผื่อว่าจะนำไปประยุกต์เข้ากับโปรแกรมการเดินทางของท่านได้บ้างครับ


รูปที่ 16 : ตัวอย่างรายละเอียดของโปรแกรมเดินทางที่เขียนไว้ใน Excel

26 พ.ย. 2014
เครื่องออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 15:20 น. บินตรงไปลงที่สนามบินคันไซ เมืองโอซาก้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง ถึงเวลาที่ญี่ปุ่น 22.40 น. ถ้าจะจับรถไฟจากสนามบินเข้าเมืองโอซะก้าก็น่าจะทันอยู่ เพราะรถไฟเที่ยวสุดท้ายจะออกจากสนามบินเวลา 23.42 น. เสียค่าตั๋วรถไฟประมาณ 1,100 เยนและยังต้องเสียค่าที่พักอีก เลยหาวิธีประหยัดตังค์โดยจะนอนในสนามบินคันไซซะเลย ฟรีแถมมีผ้าห่มให้ยืมด้วย หรืออีกทางเลือกนึงคือ ไปนอนในเล้าน์ของสนามบิน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kansai-airport.or.jp/en/service/relax/ ) เสียตังค์นิดหน่อย และมีบริการห้องอาบน้ำให้ด้วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของวันแรก มีดังนี้
อาหารเย็น 1000 x 2 = 2000 Yen

27 พ.ย. 2014
เช้าอาบน้ำในเล้าน์ของสนามบิน แล้วใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass เป็นวันแรก ขึ้นรถไฟไปเมืองโกเบ ลงสถานี Kobe-Sannomiya(Hanshin) แล้วฝากกระเป๋าไว้ในสถานีรถไฟ แล้วไปเดินเล่นในเมืองโกเบ ช่วงบ่ายขึ้นรถไฟไปเมือง Arima Onsen แวะเดินเล่นและออนเซ็น แล้วขึ้นรถไฟกลับมาที่สถานี Kobe-Sannomiya(Hanshin) เพื่อเอากระเป๋าแล้วขึ้นรถไฟต่อไปยังเมือง Himeji ลงสถานี Sanyohimeji เดินลากกระเป๋าไปยังโรงแรมที่พัก Hotel Abest Himeji อยู่ใกล้ๆ สถานี จองห้องพักพร้อมอาหารเย็นและอาหารเช้าไว้ Check-in กินข้าวเย็นแล้วเดินเล่นแถวๆ ปราสาทฮิเมจิกับโรงแรม ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
ค่าอาบน้ำในสนามบิน 510 x 2 = 1,020 เยน
ค่าฝากกระเป๋าที่สถานี Kobe-Sannomiya 600 Yen
อาหารเช้า 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
อาหารกลางวัน 2000 x 2 = 4000 Yen
ค่าออนเซ็นในเมือง Arima Onsen 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าทีพัก Hostel Abest Himeji 7800 Yen

28 พ.ย. 2014
ทานอาหารเช้า เดินเล่นในฮิเมจิ แล้ว Check out ออกจากโรงแรม ใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass เป็นวันที่สอง ขึ้นรถไฟไปเมืองนารา ลงสถานี Kintetsunara ถึงประมาณบ่ายโมง เดินลากกระเป๋าเข้าที่พัก Guesthouse Nara Backpackers และเดินเล่นในนารา ช่วงเย็นนั่งรถไฟไปเมือง Nabari เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัด Mie ไปเดินเล่นและหาอาหารเย็น เป็นเนื้อวัวมัสซึซะกะ หรือเนื้อวัวอิงะกินกัน แล้วขึ้นรถไฟกลับเมืองนารา เข้าที่พัก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารกลางวัน 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
อาหารเย็น 2000 x 2 = 4000 Yen
ค่าที่พัก Guesthouse Nara Backpackers 4,800 Yen

29 พ.ย. 2014
เช้าออกมาเดินเล่นแถว Nara Park และหาอาหารเช้ากิน แล้วค่อย Check-out ออกเดินทางกันต่อโดยใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass เป็นวันสุดท้าย ขึ้นรถไฟไปเมืองเกียวโต ลงสถานี Gion-Shijo แล้วเดินลากกระเป๋าไปฝากยังโรงแรมที่พัก Bakpak Kyoto Hostel แล้วขึ้นรถไฟไปเดินเล่นในย่าน Arashiyama เสร็จแล้วขึ้นรถไฟไปเมือง Otsu เมืองหลวงของจังหวัด Shiga เพื่อดูทะเลสาบบิวะ ช่วงค่ำนั่งรถไฟกลับไปย่าน Gion หาอาหารเย็นกินก่อนเข้าที่พัก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารเช้า 800 x 2 = 1600 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
อาหารเย็น 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าที่พัก Bakpak Kyoto Hostel 5,000 Yen

30 พ.ย. 2014
เช้า Check-out แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่ Hostel วันนี้เดินเล่นย่าน Gion และไปวัดคิโยมิซึ ช่วงเย็นกลับมาเอากระเป๋าที่ Hostel แล้วซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวที่สถานี Gion-Shijo ไปเมืองโอซะก้า ลงที่สถานี Namba(Subway) แล้วเดินลากกระเป๋าเข้าโรงแรมที่พักแบบ Capsule ชื่อ Eco Cube Shinsaibashi (Check-in ได้หลัง 5 โมงเย็น) เพื่อฝากกระเป๋า เก็บของแล้วออกไปหาอาหารเย็นกินในย่านโดทงโบริ (Dotonbori) แล้วเดินเล่นในย่านนั้นก่อนเข้าที่พัก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารเช้า 800 x 2 = 1600 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
ค่ารถเมล์ในเกียวโต 500 Yen
ค่ารถไฟ Shinkansen Kyoto - Shinosaka 1420 x 2 = 2,840 Yen
ค่ารถไฟจาก Shinosaka - JR Namba 220 x 2 = 440 Yen
อาหารเย็น 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าโรงแรม 4,000 Yen

1 ธ.ค. 2014
เช้าออกไปเดินและหาอะไรกินแถว America-Mura และย่าน Shisaibashi แล้วกลับไป Chcek out ออกจากโรงแรมให้ทัน 10 โมงเช้า แล้วเดินลากกระเป๋าไปยังโรงแรม Nisshin Namba Inn อยู่ห่างประมาณ 1.2 กิโลเมตร ฝากกระเป๋าไว้ก่อนแล้วไปศาลเจ้าซูมิโยชิไทฉะ (Sumiyoshitaisha) โดยเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานี Nankai Namba ซื้อตั๋วโดยสารเป็นเที่ยว จ่ายค่าตั๋วคนละ 210 เยน ลงที่สถานี Sumiyoshitaisha ขากลับขึ้นรถรางที่สถานี Sumiyoshitoriimae จ่ายค่าตั๋วคนละ 200 เยน ลงสุดสายที่สถานี Minamikasumicho ไปเดินเล่นย่าน Shinsekai, Den-Den Town และ Namba Park ก่อนข้าโรงแรมที่พัก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารเช้า 800 x 2 = 1600 Yen
ค่าตั๋วรถไฟ (210 x 2) + (200 x 2) = 820 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
อาหารเย็น 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าโรงแรม Nisshin Namba Inn 2 คืน 12,616 yen

2 ธ.ค. 2014
เช้ากินอาหารเช้าของโรงแรม แล้วไปเดินเล่นย่านที่ตลาดคุโรมอง (Kuromon) แล้วเดินดูร้านขายเครื่องใช้ในครัวย่าน Sennichimae Doguya-Suji และย่าน Shopping Ebisubashi อยู่ระหว่างสถานี Namba กับ Shinsaibashi ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารกลางวัน 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
อาหารเย็น 1000 x 2 = 2000 Yen

3 ธ.ค. 2014
กินอาหารเช้าของโรงแรม Check-out แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วเดินไปสถานี JR-Namba ซื้อตั๋วรถไฟ JR Kansai Area Pass แบบ 1 วัน ขึ้นรถไฟไปลงที่สถานี Osakajokoen เพื่อไปเที่ยวปราสาทโอซาก้า แล้วขึ้นรถไฟไปลงที่สถานี Osaka เดิน shopping ซื้อของฝากย่าน Umeda แล้วนั่งรถไฟกลับสถานี JR Namba ไปเอากระเป๋าที่โรงแรม ช่วงค่ำขึ้นรถไฟไปสนามบินคันไซ ให้ทัน Check-in เวลา 4 ทุ่ม เครื่องออกเที่ยงคืน ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
ตั๋ว Kansai Area Pass 1 Day 2060 x 2 = 4120 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 2 = 2000 Yen
ค่าขนม+น้ำ 1500 Yen
อาหารเย็น 1000 x 2 = 2000 Yen

รวมทั้งหมด 95,856 Yen หรือประมาณ 27,800 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนตอนแลกเงิน คือ 29 บาท/100 เยน)
คนละ 13,900 บาท
ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-โอซาก้า คนละ 9,020 บาท
ค่าตั๋วรถไฟ Kansai Thru Pass แบบ 3 วัน 5,200 เยน หรือประมาณ 1,600 บาท (Rate 30.90 บาท/100 เยน)
สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกคนละ 24,520 บาท

ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวไปเที่ยวเสร็จแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 05 June 2016]
อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีคะ อยากให้เล่าเส้นทางญี่ปุ่นเส้นอื่นบ้างคะ เช่น คาวาโกเอะ ไซตามะ และจะคอยติดตามนะคะ ขอบคุณคะ
arunphan_nguan

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง