ตอนที่ 2 ถึงโอซะกะ ซัดราเม็งโดนใจตอนตี 1

26 พ.ย. 2014 ผมกับพิงจัดกระเป๋าเดินทางกันในตอนเช้า เครื่องออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 15.20 น. เนื่องจากพวกเราใช้บริการ Low cost airline ซึ่งจำกัดน้ำหนักกระเป๋าขึ้นเครื่องเพียงคนละ 7 กิโลกรัมเท่านั้น พิงจึงซื้อน้ำหนักกระเป๋าสำหรับโหลดลงเครื่องอีกคนละ 20 กิโลกรัม โดยทางสายการบินคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม 700 บาทต่อกระเป๋าหนัก 20 กิโลกรัม เราจึงสามารถจัดสัมภาระต่างใส่กระเป๋าได้น้ำหนักรวมคนละ 27 กิโลกรัม อันที่จริงกระเป๋าถือขึ้นเครื่องหนัก 7 กิโลกรัมน่าจะเพียงพอสำหรับใส่ของใช้ส่วนตัวในการเดินทางท่องเที่ยวในระยะเวลาสั้นๆ แต่พวกเรามีญาติอยู่ทางโน้นจึงหอบหิ้วเอาหยุกยา ของใช้ ของกินสารพัดไปฝากคนทางโน้น รวมทั้งหอบเอามะม่วงน้ำดอกไม้รสเลิศไปฝากคนญี่ปุ่นด้วยครับ

พวกเราเดินทางถึงสนามบินดอนเมืองเวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ สภาพสนามบินปัจจุบันทรุดโทรมกว่าแต่ก่อนมากพอสมควร สภาพโดยรวมทั้งหมดคือใช้การได้ แต่ดูจะต่ำกว่ามาตราฐานสนามบินพอสมควร ขั้นตอนการ Check-in ได้ยินมาว่า ทางสายการบินเข้มเรื่องน้ำหนักกระเป๋ามาก เราซื้อน้ำหนักกระเป๋าสำหรับโหลดลงเครื่องไว้คนละ 20 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 2 คนเป็น 40 กิโลกรัม กระเป๋าแต่ละใบสามารถใส่ของหนักเกิน 20 Kg แต่ต้องไม่เกิน 30 Kg และรวมน้ำหนัก 2 ใบของพวกเราต้องหนักไม่เกิน 40 Kg กระเป๋าของผมกับพิงหนัก 24.5 Kg กับ 14.5 Kg น้ำหนักรวมจึงไม่เกิน 40 Kg จึงผ่านขั้นตอนการ Check-in ได้สะดวก สำหรับน้ำหนักของกระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่องนั้น ขณะที่ผมใช้บริการในสนามบินดอนเมือง ทางสายการบินไม่มีการเช็คหรือชั่งน้ำหนักกระเป๋าในสนามบินแต่อย่างใดครับ


รูปที่ 1 : สภาพสนามบินดอนเมืองเหมือนกับ 20 ปีก่อน ยังไงยังงั้น

รูปที่ 2 : บรรยากาศในห้องรอก่อนขึ้นเครื่องขนาด A300-A330 ผู้โดยสารน่าจะเต็มหรือเกือบเต็มลำ

Check-in เสร็จ พวกเราเดินเข้ามาด้านในสนามบินผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ก็จะเป็นร้านค้า DutyFree และร้านอาหารต่างๆ เราแวะซื้อแซนวิช และน้ำเปล่าเอาใส่กระเป๋าหิ้วไปกินบนเครื่อง บริเวณนั้นพอจะหาซื้อน้ำเปล่าราคาขวดละ 20 บาทได้บ้าง ราคาแซนวิชของ S&P ที่ซื้อมาราคา 95 บาทกับ 135 บาท (ราคาเท่ากับที่วางขายข้างนอกทั่วไป) เที่ยวบินที่พวกเราเดินทางมีผู้โดยสารเกือบจะเต็มลำอย่างที่คาดกาลไว้ คนรอที่ห้อง Boarding เต็มทะลักจนเก้าอี้ไม่พอ พิงทักทายน้องคนนึงเป็นหลานของเพื่อนน้าปานขึ้นเครื่อง Flight เดียวกัน เพียงแต่เรา Check-in ไม่พร้อมกัน ทางสายการบินจึงจัดที่นั่งไว้คนละที่กัน ช่วงเวลานี้คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะจริงๆ อาจเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่ตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดในรอบปีด้วยครับ ผมได้เจอน้องจากที่ทำงานเก่าโดยบังเอิญนั่งติดกับพิงพอดี น้องเค้าไปเที่ยวเกียวโตและโอซาก้ากับแฟนเหมือนกัน

บรรยากาศการซื้ออาหารในรถไฟ บนสายการบิน Low cost

เครื่องออกจากสนามบินเวลา 14.40 น.ช้ากว่ากำหนด 20 นาที แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เครื่องน่าจะถึงที่สนามบินคันไซใกล้เคียงกับเวลาเดิม ช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดบนเครื่องบิน Low cost airline คือช่วงที่เสริฟ์อาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้สั่งซื้ออาหารล่วงหน้า ทำให้แอร์โฮสเตจและสจ๊วตต้องเดินหอบหิ้วอาหารและน้ำกันหลายรอบ นอกจากจะต้องเสริฟ์อาหารแล้วยังต้องเก็บเงินทอนเงินอีก ทำให้ช่วงเวลาในการเสริฟ์อาหารยาวนานกว่าปกติ ไฟต์นี้ผู้โดยสารสั่งอาหารกันกระจาย แอร์เสริฟ์อาหารมาได้ครึ่งลำ บอกว่าอาหารที่เตรียมมาหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่มาม่าอย่างเดียว (มาม่าคัพใส่น้ำร้อน) โชคดีที่เราซื้อแซนวิชตุนเอาไว้แล้ว ไม่งั้นต้องกินมาม่าคัพถ้วยละ 60 บาท น้ำเปล่าอีกขวดละ 60 บาทแทน

บนเครื่องไฟต์นี้ไม่มีการประกาศ ห้ามนำอาหารจากข้างนอกมากินบนเครื่องแต่อย่างใด เราจึงกินแซนวิชที่ซื้อจากสนามบินได้ สำหรับผู้โดยสารที่ได้ที่นั่งแถวหลังๆ ก็โชคร้ายหน่อยที่ต้องรออาหารนาน และจำเป็นต้องประทังความหิวด้วยมาม่า น่าสงสารมาก บรรยากาศช่วงนี้บนเครื่องคล้ายกับบรรยากาศการขายอาหารบนรถไฟเมื่อรถจอดตามสถานี ต่างกันที่บนเครื่องจะตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นของมาม่าคัพ ผมจึงรู้สึกแปลกๆ งงๆ กับการใช้บริการ Low cost airline ครั้งแรกครับ

Low cost airline ถีงจะบรรยากาศไม่ดี แต่ก็ลงตรงเวลา

หลังจากกินอิ่ม หลับไปได้งีบนึง ก็ถึงสนามบินคันไซ รวมระยะเวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง เครื่องลงจอดเวลาประมาณ 22.40 น. ตามกำหนดการ ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมืองในสนามบิน ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เพียงแค่ยื่น Passport ของไทยให้เท่านั้น เจ้าหน้าที่ไม่ว่า ไม่พูด ไม่ถามอะไรเหมือนเคย สแตมป์หน้า Passport ของเราแล้วยื่นกลับมาให้ด้วยความนอบน้อมเหมือนเดิม ผมคิดว่า อันนี้เป็นเหตุผลนึ่งที่คนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะ ผ่านเจ้าหน้าที่ตม. เสร็จ เราไปเอากระเป๋าที่สายพานลำเลียงใส่รถเข็นคนละคัน เราทั้งคู่มีกระเป๋าคนละ 2 ใบคือกระเป๋าโหลดลงเครื่อง 1 ใบและกระเป๋าถือขึ้นเครื่องอีก 1 ใบ แล้วจึงแยกกันเข็นรถเข็นเดินออกช่องตรวจด่านสุดท้าย น้าปานเคยแนะนำว่า ให้เดินออกทางช่องที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ชายจะไม่ค่อยตรวจอะไรมาก ผมยื่น Passport และเอกสารตรวจคนเข้าเมืองให้ เจ้าหน้าที่มองที่กระเป๋าของผมแล้วบอกให้ผมหยุด แล้วถามว่า "มากับใคร" ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่า "มากับแฟน(My wife)" เจ้าหน้าที่จึงเรียกพิงซึ่งกำลังจะเดินออกอีกช่องนึงมารวมด้วยกันแล้วเอา Passport ของพิงไปตรวจดู เจ้าหน้าที่มองกระเป๋าของพวกเรา 2 คนรวม 4 ใบ คงสงสัยว่า ทำไมถึงเอากระเป๋ามาเยอะจัง เลยถามขึ้นว่า "มาทำอะไรในญี่ปุ่น" ผมตอบไปว่า "มาเที่ยว(Tourism)" เจ้าหน้าที่จึงถามต่อว่า "มาเที่ยวทั้งหมดกี่วัน" ผมตอบไปว่า "9 วัน(Nine days)" เจ้าหน้าที่ถือ Passport ของเราไว้แล้วยื่นนี่งๆ เหมือนจะครุ่นคิดว่า กูจะเปิดกระเป๋าตรวจดีมั้ยเนี้ย ดูลักษณะสีหน้าเค้าดูซีเรียสพอสมควร ผมเองยื่นนึ่งๆ เฉยๆ เก็บอาการไม่แสดงออกถึงความตื่นกลัว หรือเครียดกับการตรวจของเจ้าหน้าที่ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยื่น Passport ของพวกเราคืนมาด้วยความนอบน้อม ยอมให้พวกเราเดินผ่านออกจากสนามบินมาโดยไม่เปิดกระเป๋าตรวจ นี่เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเมื่อมาถึงญี่ปุ่นในครั้งนี้ ผมคิดไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าเจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าพวกเราแล้วพบกับไส้อั่ว ผัดเผ็ดปลาดุกเกือบ 30 ถุง ปลาสลิด หมูกรอบแผ่นขนาดที่แขวนในตู้ร้านบะหมี่เกี้ยว และมะม่วงน้ำดอกไม้ลูกใหญ่ 3 ลูกหนัก 2 กิโลกรัม แล้วจะทำหน้ายังไง และผมจะต้องอธิบายกับเค้ายังไง คิดไม่ออกจริงๆ

ผมลองคิดหาเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ทำท่าเหมือนจะตรวจกระเป๋าเดินทางของพวกเรา แต่สุดท้ายก็ไม่เปิดกระเป๋าตรวจ ให้พวกเราผ่านออกมาได้ ดังนี้
- นิสัยของคนญี่ปุ่นเป็นคนละเอียดอ่อน และเป็นคนสำนึกในความรับผิดชอบสูง เค้าจึงเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกยุ่งยากในการมาเที่ยวญี่ปุ่น
- พวกเราเดินทางมาถึงเวลาประมาณ 5 ทุ่ม เจ้าหน้าที่คงจะเกรงใจนักท่องเที่ยวพอสมควร ว่าคงอยากเดินทางกลับเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนให้เร็วที่สุด
- ขณะที่เราเดินออก ยังมีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ยืนรอต่อคิวอีกพอสมควร หากเปิดกระเป๋าตรวจจะทำให้นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ต้องรอนานมากขึ้นด้วย
- การเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองกำลังจะหมดแล้ว รถไฟเข้าเมืองจะหมดเวลาให้บริการแล้ว
- เราไม่ได้ตื่นเต้นตกใจหรือแสดงออกว่า เครียดกับการตรวจกระเป๋า ให้เจ้าหน้าที่เห็นหรือสงสัย


รูปที่ 3 : น้าปานกับโอนิซังอุตส่าห์อดหลับอดนอน ขับรถมารับถึง Kansai airport

รูปที่ 4 : คิจัง เจ้าของรถตัวจริงค่อยสั่งโชเฟอร์ตลอดทาง

ผ่านออกมาจากตม.ด่านสุดท้าย ก็เจอน้าปานกับน้าเตี้ย(โอนิซัง) แฟนน้าปานพร้อมกับเพื่อนของน้าปานมารอรับหลานมาเที่ยวจังหวัดวะคะยะมะ (Wakayama) พวกเราทักทายกันตามประสาคนรู้จักกัน และต้องแยกย้ายกันขับรถกลับเพราะดึกมากแล้ว โดยน้าเตี้ยขับรถขึ้นทางด่วนมาลงย่านนัมบะ(Namba) ในโอซาก้า เที่ยงคืนกว่าแล้ว น้าเตี้ยขับรถบนทางด่วนเร็วพอสมควร บางช่วงบางตอนขับเร็วเกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นช่วงสั้นๆ แล้วจึงตบเข้าซ้ายลดความเร็วลงมาอยู่ที่ 100-110 km/hr ใครเผลอขับชิดขวาลากความเร็วสัก 120 km/hr สัก 10-15 นาที รับรองได้ว่าจะมีรถตำรวจตามตูดมาแน่นอน ที่นี่มีระบบตรวจจับความเร็วบนทางด่วนเต็มไปหมด น้าเตี้ยขับรถมาส่งเราที่ร้านสุโขทัย ซึ่งอยู่ใกล้ย่าน Namba แล้วขับรถกลับบ้านอยู่ระหว่างเมืองโอซะกะกับเมืองนะระ พรุ่งนี้น้าเตี้ยต้องตื่นตี 5 เพื่อไปทำงานที่เมืองซาไก (Sakai) ตามปกติ เราจึงจากลาน้าเตี้ยโดยลืมให้เม็ดมะม่วงหินมะพาน เป็นของฝากเอาไว้ทานเล่น ผมรู้สึกเกรงใจจริงๆ ต้องขอขอบคุณน้าเตี้ย โอนิซังไว้ตรงนี้ด้วยครับ

หากใครต้องนั่งรถไฟออกจากสนามบิน ต้องรีบเดินออกจากสนามบินพอสมควรเพราะต้องจับรถไฟขบวนสุดท้ายซึ่งออกจากสนามบินเวลา 23.42 น. ให้ทัน น้องจากที่ทำงานเก่าเล่าให้ฟังว่า มีคนรู้จักบินมาไฟต์นี้ส่วนใหญ่บอกว่า เครื่องบินมักจะลงช้ากว่ากำหนด (Delay) ทำให้ขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายไม่ทัน จึงต้องใช้บริการรถ Limousine Bus ออกจากสนามบินคันไซเวลาเที่ยงคืนครึ่ง นั่งไปลงย่าน Namba หรือย่าน Umeda ใน Osaka แทน โดยมีค่าใช้จ่าย 1,550 เยนต่อคน (ดูรายละเอียดได้ที่เว็บ http://www.okkbus.co.jp/en/index.html)

สำหรับใครที่ต้องการประหยัดค่าเดินทางและค่าที่พักในคืนแรกที่ไปถึง สามารถจับจองเก้าอี้บริเวณชั้น 2 ของสนามบิน ใกล้ๆ กับเคาว์เตอร์ Check-in สายการบิน ANA บินภายในประเทศญี่ปุ่น (Domestic) ได้ ทั้งยังสามารถขอยืมผ้าห่มจากสำนักงานที่อยู่ใกล้ๆ ได้ฟรีอีกด้วย เดิมทีเราวางแผนเที่ยวแบบลุยๆ นอนในสนามบินคันไซเหมือนกัน อยากรู้ว่า สนามบินคันไซกับสนามบินสุวรรณภูมิที่ไหนแอร์เย็นกว่ากัน พอดีญาติผู้ใหญ่ของพวกเรารู้เรื่องเข้า เลยจัดการขับรถมารับพวกเราที่สนามบินและจัดหาที่พัก ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายให้เราเสร็จสรรพ


รูปที่ 5 : เพื่อนของน้าปาน ชื่อน้าโม่ กำลังชำแหล่ะหมูกรอบที่พวกเราหอบหิ้วไป

ยังไงเนี้ยบินออกจากดอนเมืองมาสุโขทัยในย่าน Namba คือ สุโขทัย เป็นชื่อของร้านนวดแผนไทย ตั้งอยู่ในย่านนิปปองบาชิ (Nippombashi) อยู่ติดกับย่านนัมบะ (Namba) โดยมีหมอนวดเป็นคนไทย เปิดกิจการมาได้ 10 กว่าปีแล้ว ที่นี่ไม่มี Pretty เด็กๆ เกลื่อนเหมือนในบ้านเราหรอกครับ หมอแต่ละคนที่นี่อายุราวๆ 35-50 กว่าปีเห็นจะได้ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นใหญ่ระดับ สว. กันครับ เจ้าของร้านเป็นคนสุโขทัย ก็เลยใช้ชื่อสุโขทัยเป็นชื่อร้าน เพื่อให้ลูกค้าคนญี่ปุ่นรู้ได้เลยว่า ร้านนี้เป็นร้านนวดแผนโบราณแบบไทย แต่ป้ายหน้าร้านเป็นป้ายภาษาญี่ปุ่นนะครับ ผมเห็นป้ายร้านแล้วไม่เข้าใจเป็นอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็งงๆ ว่ามันสุโขทัยยังไง แต่ก็กลับมาคิดได้ว่า แล้วจะทำป้ายภาษาไทยให้คนญี่ปุ่นอ่านไม่ออกไปทำไมกัน

เนื่องจากพนักงานของร้านเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย ร้านจึงเหมือนเป็นชุมชนคนไทยเล็กๆ อยู่รวมกันอย่างพี่อย่างน้อง มีอะไรก็แบ่งปันคอยช่วยเหลือกัน ภายในห้องพักพนักงานมีโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ อุปกรณ์ทำครัวประมาณว่าเปิดร้านอาหารได้เลย มีอาหารไทยนานาๆ ชนิดเพียบพร้อม ดูแล้วเหมือนกับอยู่ในเมืองไทยเลย เวลาพักทุกคนก็จะมานั่งพักกินข้าว คุยกันสัพเพเหระ ดูข่าวหรือละครทีวีจากเมืองไทย หรือนั่งก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์ตัวเองเหมือนคนญี่ปุ่นที่เห็นทั่วไปบนรถไฟ อาจเป็นเพราะแต่ละคนอยู่ที่นี่กันนานเลยติดนิสัยคนญี่ปุ่นมาก็เป็นได้ครับ คืนนี้เราพักหลับที่นี่ประมาณ 5-6 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางกันต่อในตอนเช้า โดยน้าปานขออนุญาติน้ารัดเจ้าของร้านเอาไว้แล้ว คืนนี้เราจึงได้นอนในห้องพักว่าง มีเตียงและผ้าห่มพร้อม ฟรีอีกต่างหาก อยู่ใจกลางเมืองติดกับย่านนัมบะในโอซะกะด้วยครับ

ยังครับ ยังนอนไม่ได้ หลังจากเดินทางมาเหนื่อยๆ แต่ท้องมันว่าง นอนไม่หลับหรอกครับ เก็บกระเป๋าเข้าที่พักเสร็จ น้าปานก็พาไปกินราเม็งร้านใกล้ๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่แน่ใจว่าร้านนี้เปิดกี่โมง (น่าจะเป็นช่วงบ่ายๆ ) แต่ปิด 6 โมงเช้าเลย ร้านนี้ได้ลงหนังสือด้วย บรรยากาศของร้านแต่งสไตล์ญี่ปุ่น หน้าตาของราเม็งร้านนี้ไม่ค่อยเหมือนในบ้านเราเท่าไหร่ แต่พอได้ชิมน้ำซุปเท่านั้นแหล่ะ ตาโตเลย อร่อยมากกก หม้อน้ำชุปร้านราเม็งในญี่ปุ่นแต่ละร้านนี่ ใบเบอเริ่มเทิ่ม ต้มกันเป็น 10 ชั่วโมงถึงได้รสชาติอุมาหมิ และที่ผมชอบร้านราเม็งร้านนี้อีกอย่าง คือ ทางร้านมีเครื่องปรุงพวกพริก กระเทียมเจียว หอมเจียวให้ตักตามสบายตามใจชอบ กินพร้อมกับเบียร์ Asahi แล้วรู้สึกฟิน บินมาถึงโอซาก้าจริงๆ ชามเดียวจอด อิ่มมากเลย รู้และว่าทำไมผู้หญิงญี่ปุ่นไม่ค่อยกินราเม็งกัน เพราะมันเยอะจนกินหมดนี่เอง ตรงนี้ต้องขอขอบคุณน้าปานด้วยครับ นอกจากไปรับพวกเราถึงสนามบิน จัดหาที่พักให้ แล้วยังมาเลี้ยงราเม็งสุดยอดโดนใจกับเบียร์อาซาฮีอีก ทำให้การเดินทางในคืนแรกของเรา สะดวกและอิ่มสบายท้องอีกด้วย


รูปที่ 6 : หน้าร้านราเม็งโดนใจ ใกล้กับสถานีรถไฟ Nippombashi

รูปที่ 7 : คนขายกำลังทำราเม็งให้พวกเรา มีหม้อน้ำชุปใบโตอยู่ข้างหลัง

รูปที่ 8 : หน้าตาราเม็งที่น้าปานสั่งให้ น่ากินมั้ย

รูปที่ 9 : กินอะไรก็ไม่อร่อย ถ้าไม่ได้กินกับเจ้านี่

กินเสร็จประมาณเกือบตีสอง เดินกลับห้องพักที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อากาศหนาวเย็นสบายๆ เราอาบน้ำ นอนหลับสนิทเลยครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง