ตอนที่ 3 เดินเล่นในโกเบ เมืองท่าบรรยากาศสไตล์ยุโรป

พวกเราตื่นประมาณ 7 โมง เมื่อคืนผมหลับๆ ตื่นๆ เพราะยังไม่ชินกับสถานที่ และอากาศหนาวเย็นในโอซาก้า อุณหภูมิข้างนอกเมื่อคืนน่าจะประมาณ 10-15 องศา ที่จริงนอนห่มผ้าหนาๆ ก็กำลังเย็นสบาย แต่หัวนอนของเราอยู่ติดกับผนังด้านที่ติดกับนอกอาคาร เลยรู้สึกเย็นหัววาบๆ หมวกไอโม่งก็ไม่เอาไปด้วย ตอนดึกๆ เลยตื่นมาหาผ้าขนหนูมาคลุมหัวแทน พวกเราจัดของใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกเดินทางตาม Plan ที่วางเอาไว้ วันนี้เราจะใช้บัตร Kansai Thru Pass ในการเดินทางไปเที่ยวเมืองโกเบ (Kobe) อะริมะออนเซ็น (Arimaonsen) และเมืองฮีเมจิ (Himeji) กัน

ที่ห้องพักพนักงาน น้าปานนั่งคุยกับเพื่อนๆ ยันเช้า ป้านกเลิกงานได้สักพัก ทั้งคู่จึงรอไปส่งพวกเราขึ้นรถไฟ ก่อนที่จะแยกย้ายกันขึ้นรถไฟกลับบ้านกัน น้าปานอยู่ในญี่ปุ่นมาเกือบ 20 ปี ส่วนป้านกน่าจะนานกว่านั้นอีก ผมไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ รู้แต่ว่าป้านกแต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูก 2 คน คนโตอายุ 18-19 ปีแล้ว อยากรู้อะไรปรึกษาป้านกได้หายห่วง เรื่องภาษาญี่ปุ่นไม่เป็นปัญหาสำหรับป้ากับน้าทั้งสอง รอดตายแล้วเรา ผมเองบอกตามตรงว่า ผมยังไม่คุ้นกับการขึ้นรถไฟในญี่ปุ่นซะเท่าไหร่ คราวที่แล้วที่มาเที่ยวก็ขับรถซะส่วนใหญ่ ขึ้นรถไฟเที่ยวในโตเกียว (Tokyo) ก็เดินตามเนตร(ลูกของน้าปาน) ตลอด ความรู้สึกตอนเห็นป้ายต่างๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นในสถานีรถไฟเต็มไปหมด ประมาณว่า “เอออ…กูจะไปทางไหนดีว่ะเนี้ย” ยิ่งสถานีรถไฟใต้ดินในเมืองโอซะกะ (Osaka) นอกจากมีหลายทิศทางแล้วยังมีหลายชั้นอีกต่างหาก ไปใหม่ๆ เราจะงงๆ กันเกือบทุกคนครับ


รูปที่ 1 : บริเวณชานชลาของสถานี Nippombashi ระหว่างรอรถไฟ Hanshin

รูปที่ 2 : ภายในรถไฟ Hanshin วิ่งระหว่างเมือง Nara กับเมือง Himeji

รูปที่ 3 : ป้ายสถานี Sannomiya สวยงามทีเดียว ท่าทางมีคนแวะมาเที่ยวในเมืองโกเบเยอะ

โชคดีของพวกเราที่น้าปานกับป้านกมาส่งถึงรถไฟ เราขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานีนิปปองบาชิ (Nippombashi) ป้านกบอกว่า สามารถขึ้นรถไฟต่อเดียวไปลงที่สถานีซานโนมิยะ (Sannomiya) ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ของเมืองโกเบ (Kobe) ได้เลย เพราะว่าเค้าเจาะอุโมงค์เชื่อมต่อรางรถไฟของคนละบริษัทเข้าด้วยกัน (ไม่แน่ใจว่าเป็นบริษัท Nankai กับบริษัท Hankyu หรือเปล่า) แต่ว่าเราสามารถใช้บัตร Kansai Thru Pass ขึ้นรถไฟต่อเดียวไปถึงเมืองโกเบ (Kobe) ได้เลย เราลงไปที่สถานีรถไฟโดยใช้ลิฟท์ที่อยู่ข้างถนน ลิฟท์ลงไป 1 ชั้นแล้วประตูเปิดผมจะเดินออกจากลิฟท์ ป้านกบอกว่า “ยัง ชั้นนี้เป็นซับเวย์ (Subway) ต้องลงไปอีกชั้นนึง” สักพักลิฟท์ก็ลงไปอีกชั้นนึง (ชั้นล่างสุด) พวกเราออกจากลิฟท์ ป้านกกับน้าปานเดินพาพวกเรามาที่ชานชลาและส่งพวกเราขึ้นรถไฟขบวนที่จะไปเมือง Kobe เสร็จสรรพ พวกเราขอบคุณและจากลาน้าปานกับป้านอก ไปเที่ยวตาม Plan ที่ได้วางเอาไว้ครับ

นั่งรถไฟประมาณ 30 นาทีก็ถึงสถานีซานโนมิยะ (Sannomiya) ในเมือง Kobe พวกเราลงรถไฟแล้วขึ้นบันไดเลื่อนมาด้านบนของสถานี พอเดินออกจากประตูเสียบบัตรโดยสารออกมาก็งงๆ เงอะๆ ง่ะๆ ว่าจะเดินไปทางไหนดี เพราะเป็นสถานีใหญ่แถมเป็นสถานีรถไฟเอกชนเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟ JR ของรัฐบาลอีก เราไม่มีคนนำทางแล้วด้วย พวกเรามองหาตู้ฝากกระเป๋าหยอดเหรียญ (Coin locker) เพื่อฝากสัมภาระต่างๆ ไว้ในตู้ แล้วเดินตัวเปล่าเที่ยวในเมือง Kobe และเมืองอะริมะออนเซ็นกัน จึงเดินดูป้ายต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อหาทางเดินไปยัง Coin locker เดินหาอยู่นานไม่เจอสักที จึงเดินไปถามเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟที่ยืนอยู่ประจำตรงทางเข้าออกของสถานี เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการเหล่านี้ถ้าเป็นสถานีเมืองใหญ่ๆ จะพอพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าเป็นสถานีเล็กๆ ก็ต้อง Body language เท่านั้น เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า ตู้ฝากกระเป๋าแบบหยอดเหรียญ (Coin locker) อยู่ที่สถานีรถไฟ JR พร้อมกับชี้ทางให้ เราจึงต้องเดินจากสถานีรถไฟเอกชนไปทางสถานีรถไฟ JR ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่สถานี Sannomiya เหมือนกัน โดยสังเกตุป้ายภาษาอังกฤษตามทางเดินไปเรื่อยๆ เดินสัก 5-10 นาทีก็เจอ Coin locker อยู่ใกล้กับทางออกของสถานี JR Sannomiya

คำเตือน เรื่องการฝากกระเป๋าสัมภาระในตู้ฝากกระเป๋าแบบหยอดเหรียญ (Coin locker) ปกติจะฝากกระเป๋าในตู้ได้ถึงเวลา 24 นาฬิกาของวันเดียวกัน ตู้เหล่านี้ต้องหยอดเหรียญเพื่อล็อคตู้และดึงกุญแจออกมาได้ เมื่อล็อคตู้เสร็จแล้วสามารถใช้กุญแจเปิดตู้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทุกครั้งที่ล็อคตู้ต้องหยอดเหรียญชำระค่าบริการเท่านั้น ฉะนั้นก่อนจะล็อคตู้อยากให้สำรวจของในกระเป๋านิดนึง เอาของใช้หรือสิ่งจำเป็นในการเดินทางออกมาก่อน แล้วจึงล๊อคตู้และดึงกุญแจออก เพราะถ้าท่านลืมของใช้ไว้ในกระเป๋าแล้วเผลอล็อคตู้เรียบร้อย ถ้าท่านไขกุญแจเปิดตู้เพื่อเอาของในกระเป๋า ท่านต้องหยอดเหรียญใหม่อีกครั้งเพื่อล็อคตู้ฝากกระเป๋า

พวกเราลองยัดกระเป๋าของพวกเราใส่ตู้ โดยหาตู้ขนาดเล็กที่สุดที่สามารถใส่กระเป๋าของเราทั้งหมดได้ โดยมีตู้ 3 ขนาดคือ
-ขนาดเล็ก มีขนาดกว้างxสูงxลึก = 43x35x57cm อัตราค่าบริการ 300 เยน (ใส่กระเป๋าเอกสาร กระเป๋ากล้องได้)
-ขนาดกลาง มีขนาดกว้างxสูงxลึก = 43x57x57cm อัตราค่าบริการ 500 เยน (ใส่กระเป๋าลากขึ้นเครื่อง hand carry ได้)
-ขนาดใหญ่ มีขนาดกว้างxสูงxลึก = 43x117x57cm อัตราค่าบริการ 600 เยน

ผมมีกระเป๋าลากขึ้นเครื่องใบเล็ก 1 ใบ ส่วนพิงสะพานเป้ขนาดกลาง 1 ใบ จึงต้องใส่ตู้ขนาดใหญ่ ราคา 600 เยน ก่อนหยอดเหรียญเพื่อดึงกุญแจออกล็อคตู้ ผมกับพิงสำรวจกระเป๋าเพื่อเอาของใช้หรือสิ่งจำเป็นในการเดินออก ด้วยความเร่งรีบและตรวจดูไม่ละเอียดผมลืมเอาแผนที่ในเมือง Kobe และคู่มือตั๋วรถไฟ Kansai Thru Pass ออกมา รีบปิดประตูล็อคตู้ดึงกุญแจออก พอเดินออกภายนอกอาคารสถานีรถไฟ Sannomiya ไปไหนไม่เป็นเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเรายืนอยู่ตรงส่วนไหนของเมืองโกเบ จะเดินกลับไปเปิดตู้เอาเอกสารในกระเป๋านอกจากเสียฟอร์มแล้วยังต้องเสียเงินอีก 600 เยน หิวก็หิว 9 โมงกว่าแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย งานเข้าแล้ว งานเข้า!


รูปที่ 4 : มื้อเช้าหาร้านอาหารไม่ได้ ก็ต้องพึ่งอาหารในร้านสะดวกซื้อ ราคาไม่แพง

รูปที่ 5 : ท้องถนนในย่าน Kyu-Kyoryuchi ที่พวกฝรั่งอาศัยอยู่ในสมัยก่อน

อย่างแรกที่ต้องทำคือ เดินหาอะไรกินให้อิ่มท้องก่อน อย่างอื่นค่อยว่าต่อไป กินเรื่องใหญ่ครับ ว่าแล้วก็ชวนพิงข้ามถนนไปหาอะไรกินบริเวณใกล้ๆ สถานีรถไฟ เดินหาอยู่สักพักไม่ค่อยเจอร้านอาหารเลย ร้านที่เปิดก็เป็นพวกร้านแฟรนชายน์ ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ นี่คนญี่ปุ่นมันไม่ค่อยกินข้าวเช้ากันหรือไงเนี้ย สักพักเราก็เจอ 7/11 มีของกินขายเพียบ แถมมี Wifi ฟรีด้วย จึงซื้อของกินพวกแซนวิช ขนม น้ำผลไม้ ไปนั่งกินที่สวนเล็กๆ ที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟกัน

ระหว่างกินแซนวิช ก็เห็นคนกำลังต่อแถวขึ้นรถเมล์ Kobe city loop ซึ่งเป็นรถเมล์วิ่งวนรอบเมืองโกเบ ดูลักษณะเหมือนจะเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกับเรา นอกจากนั้นเรายังเห็นรถเมล์สายอื่นๆ ที่ประตูทางขึ้นมีรูปโลโก้แม่มดในชุดสีเขียวติดอยู่ จึงพอมองเห็นทางไปต่อแล้ว เนื่องจากบัตร Kansai Thru Pass สามารถใช้ขึ้นรถเมล์บางสายในเมืองโกเบได้ฟรี ให้สังเกตุสัญลักษณ์แม่มดสีเขียวที่ประตูทางขึ้น(ประตูกลาง) รถเมล์เอา พอกินแซนวิชเสร็จพวกเราจึงเดินไปดูแผนที่เมือง Kobe พร้อมสถานที่ท่องเที่ยว ที่ป้ายรถเมล์ Kobe city loop จึงพอจำได้ว่าเที่ยวที่ไหนบ้าง ครันจะเดินเข้าไปในสถานีรถไฟเพื่อไปเอาแผนที่เมืองโกเบ ที่ Tourist Information ท่าจะเสียเวลามาก เพราะสถานี Sannomiya นั้นใหญ่มากแถมเราก็ยังไม่รู้ว่า Information อยู่ส่วนไหนของสถานี จึงรอขึ้นรถเมล์ Kobe city loop ไปลงที่ Meriken Park ดีกว่า

ใช้บัตร Kansai Thru Pass ขึ้นรถเมล์ต้องมองหาแม่มดสีเขียวที่ประตู

ระหว่างรอรถเมล์ มีผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัครแจกแผนที่เมืองโกเบเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเดินผ่านมา เราจึงของแผนที่และสอบถามรถเมล์ที่สามารถใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass ไปลงที่ Meriken Park ได้ เราพูดจากันคนละภาษา จึงต้องอาศัย Body language เป็นส่วนใหญ่ แต่คนญี่ปุ่นก็เต็มใจให้คำแนะนำกับเราเป็นอย่างดี โดยสรุป คือ บัตร Kansai Thru Pass นั้นไม่สามารถใช้ขึ้นรถเมล์ Kobe city loop ได้ และไม่มีรถเมล์ที่สามารถใช้บัตร Kansai Thru Pass ขึ้นฟรีจากสถานีรถไฟ Sannomiya ไปลงที่ Meriken Park ได้ พวกเราจึงขึ้นรถเมล์ที่มีรูปแม่มดสีเขียวอยู่ตรงประตูทางขึ้น ไปลงประมาณครึ่งทาง บริเวณหน้าห้างไดมารู (Daimaru) ใกล้ๆ กับ China town การลงรถเมล์ที่ประตูหน้า เราต้องสอดบัตร Kansai Thru Pass เข้าเครื่องสอดบัตรด้านข้างคนขับรถ แล้วดึงบัตรออกเดินลงจากรถเมล์ได้


รูปที่ 6 : แม้แต่ฝาท่อระบายน้ำในเมือง Kobe ยังดีไซน์ออกสไตล์ Western

รูปที่ 7 : เจอปลาตัวใหญ่ระหว่างทางเดินไป Kobe Port Tower

รูปที่ 8 : บริเวณ Kobe Port Tower มีทัวร์ไปลงเรื่อยๆ

รูปที่ 9 : ด้านหน้าของ Kobe Maritime Museum/Kawasaki World

รูปที่ 10 : รูปนี้เป็น Hidden camera แอบถ่ายน้องเค้า (มาเที่ยวคนเดียว)

รูปที่ 11 : ใครอยากชมวิวเมืองโกเบ ก็ตีตั๋วขึ้นไปบน Kobe Port Tower ได้

หลังจากลงจากรถเมล์แล้ว เราก็เดินต่อไปที่ Kobe Port Tower และ Meriken Park ซึ่งอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที บรรยากาศในเมืองโกเบจะไม่เหมือนแนวญี่ปุ่นโบราณ มันจะคล้ายๆ ทางยุโรปมากกว่า อากาศเย็นสบาย มีใบไม้สีเหลืองบ้าง ส้มบ้างตลอดทาง เดินแปล๊บเดียวก็ถึง Kobe Port Tower ใกล้ๆ กันเป็น Kobe Maritime Museum และ Kawasaki World เป็นพิพิธภัณฑ์เรือเดินทะเลและรถคาวาซากิ อยู่ติดกับ Meriken Park บริเวณนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Kobe เราจึงแวะถ่ายรูปแล้วหา Wifi ฟรีแถว Kobe port tower อัฟเฟสกันตามระเบียบ


รูปที่ 12 : บรรยากาศบริเวณอ่าวโกเบ น้ำใสสะอาด

รูปที่ 13 : เรือท่องเที่ยวกำลังแล่นเข้าเทียบท่า

รูปที่ 14 : วิวของเมืองโกเบ ถ่ายจากห้างโมซิก

รูปที่ 15 : ด้านหน้าร้านหมี Rilakkuma บนชั้น 1 ในห้างโมซิก

รูปที่ 16 : พิงเดินวนในร้านอยู่นาน สุดท้ายหยิบของที่ระลึกติดมือมา

รูปที่ 17 : ด้านหน้าร้านขายชีสเค้กร้านดัง Kannonya จากเดนมาร์ก

หลังจากนั้น เราก็เดินเลียบชายไปทางชิงช้าสวรรค์ ผมไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกกันว่าอะไร หรือจะเรียกว่า Kobe Eye หรือเปล่าไม่แน่ใจ เราเดินแวะเข้าไปในห้างโมซิก (Mosaic) ข้างในมี Shop Rilakkuma ขายของที่ระลึก ใกล้ๆ กับร้านอาหารบุฟเฟ่นานาชาติ มีปูตัวใหญ่ๆ ด้วย สนนราคาประมาณคนละ 1,500 เยน แต่เราไม่ได้เข้าไปกิน เพราะยังรู้สึกอิ่มอยู่ กลัวจะกินได้ไม่เยอะไม่คุ้ม เสียดายเหมือนกัน 1500 เยนสำหรับอาหารบุฟเฟ่ถือว่าไม่แพงเลย เหตุที่เรามาห้าง Mosaic เพราะได้ยินว่าแถวนี้มีชีสเค้กร้านอร่อยอยู่ เดินออกมายังด้านนอกของห้างไม่ไกล เราก็เจอร้าน Kannonya ร้านต้นตำรับชีสเค้กตั้งแต่ปี 1975 จึงหลบอากาศหนาวแวะดื่มกาแฟ ชิมชีสเค้กกันก่อน


รูปที่ 18 : จานนี้เป็นเมนูประจำวัน อาหารฝรั่งรสชาติญี่ปุ้นญี่ปุ่น

รูปที่ 19 : จานนี้ช่วยคอนเฟริม์อาหารฝรั่งรสญี่ปุ่น สปาเก็ตตี้ผัดซอสโชยุ

รูปที่ 20 : ชีสเค้กหน้าตาธรรมดา ราคา 350 เยน แต่ลูกค้าในร้านก็สั่งกันเกือบทุกคน

รูปที่ 21 : ป้ายอ่านไม่ออก แต่ชีสเค้กเป็นเมนูชูโรงของร้านนี้

รูปที่ 22 : ทางร้านทำ package ชีสเค้ก ให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านด้วย

รูปที่ 23 : ท้องถนนในเมืองโกเบ ใกล้กับสถานีรถไฟ Harborland

รูปที่ 24 : ภายในสวนสาธารณะของอนุสาวรีย์ระลึกถึงเหตุแผ่นดินไหว

รูปที่ 25 : อนุสาวรีย์นี้อยู่ด้านล่างของน้ำพุ ภายในออกจะวังเวงๆ

รูปที่ 26 : ห้องน้ำในสวนสาธารณะ สวย สะอาด ไร้กลิ่น

ใครแวะมาชิมชีสเค้กร้านนี้ อาจจะชิมฟองดูร์ (Fondue) ต้นตำรับเหมือนในสวิส คือขนมปังจุ่มชีสต้มกับไวน์ด้วยก็ได้ อาหารในร้านนี้จะเป็นอาหารสไตล์ยุโรปแต่รสชาติญี่ปุ่น อร่อย แปลกไปอีกแบบ หลังจากร่างกายเราอุ่นขึ้นแล้ว เราจึงเดินไปที่สถานีฮาเบอร์แลนด์ (Harborland) เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินกลับไปที่สถานี Sannomiya/Hanadokei Mae ตอนแรกเราวางแผนจะไปเที่ยวอริมะออนเซ็น (Arimaonsen) แต่ว่าเรายังเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบินและเมื่อคืนก็นอนน้อย ก็เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยว Arimaonsen ในวันพรุ่งนี้ ส่วนวันนี้เราจึงเดินเที่ยวในเมือง Kobe กันต่อ โดยเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ ไปยังอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงเหตุแผ่นดินไหว (Earquake Momorial Monument) ที่นี่เงียบสงบดี เราจึงแวะนั่งพัก ก่อนไปเดินเล่นในย่าน Kyu-Kyoryuchi ซึ่งเป็นบริเวณที่พวกฝรั่งพักอาศัยอยู่ในสมัยก่อน ย่านนี้จึงมีบรรยากาศออกสไตล์ยุโรปเหมือนกัน


รูปที่ 27 : ภายในถนนคนเดินช้อปปิ้ง Sannomiya Hondori

จากนั้นเราเดินผ่าน Sannomiya Hondori ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งในร่ม มีร้านค้าสองข้างทาง แล้วเดินเข้าสถานี Sannomiya สังเกตุป้ายภาษาอังกฤษ ไปยังสถานีรถไฟ JR เพื่อเดินไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ Coin locker แล้วเดินกลับไปที่สถานีรถไฟของขบวนรถที่มาจากโอซะกะเมื่อเช้า คือสถานี Sannomiya(Hanshin) เพื่อขึ้นรถไฟขบวน Hanshin/Sanyo Through Ltd. Exp. ไปลงสถานี Sanyohimeji ในเมืองฮิเมจิ (Himeji)

หลงที่ไหน มองหาร้านสะดวกซื้อแถวนั้น

รถไฟวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงเมืองฮิเมจิ (Himeji) เรามาถึงเวลาประมาณ 5 โมงนิดๆ ฟ้าใกล้จะมึดแล้ว พอเดินออกจากอาคารสถานี ก็งงๆ เพราะไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของแผนที่ จึงไม่รู้ว่าโรงแรมที่พักของพวกเราอยู่ทางไหน เราจึงเดินหาพวกร้าน Family mart หรือ 7/11 ซึ่งจะให้บริการ Wifi ฟรี เพื่อดูแผนที่ออนไลน์ที่โปรแกรม Map ใน iPhone ได้ ข้อดีของการเที่ยวในญี่ปุ่น นอกจากจะมีห้องน้ำสาธารณะมากมายและสะอาดแล้ว ยังมีร้านสะดวกซื้อพวก Family mart, Lawson หรือ 7/11 อยู่กระจายเกือบทุกที่ Free Wifi ของทางร้านจึงช่วยทำให้เราเดินทางไปไหนมาไหนได้ง่ายขึ้นเยอะครับ

ตามร้านสะดวกซื้อพวก Family Mart หรือ 7/11 จะมี Wifi ให้บริการฟรี เราสามารถใช้มือถือเชื่อมต่อเพื่อดูแผนที่ อัฟเดต facebook หรือคุย Line ได้นะ แต่ไม่สามารถเปิด Browser เพื่อเข้าเว็บต่างๆ ได้ เนื่องจากทางร้านได้ทำการ Block Port เอาไว้

คืนนี้เราจองที่พักที่โรงแรม Hotel Abest Himeji ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Sanyohimeji และไม่ไกลจากปราสาทฮิเมจิ พวกเราเดินลากกระเป๋าประมาณ 15 นาทีก็ถึงโรงแรม โรงแรมนี้เป็นโรงแรมใหม่ ขนาดกลาง มีห้องพักประมาณ 40-50 ห้อง ราคาไม่แพง มีทั้งอาหารเย็นและอาหารเช้าให้ด้วย ภายในห้องพักที่นี่จะเหมือนกับห้องพักโรงแรมทั่วไปในญี่ปุ่น คือเล็กกระทัดรัด ในห้องมีสายแลนสำหรับเสียบเข้า Notebook ต่อ Internet ได้ ข้อเสียของที่นี่ คือ ทั้งโรงแรมไม่มีบริการ Wifi ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ผู้บริหารของโรงแรมหลงยุคหรือว่าทางโรงแรมมีข้อจำกัดอื่นๆ หรือเปล่า


รูปที่ 28 : มื้อเย็นทางโรงแรมจัดข้าวราดแกงกระหรี่รสเผ็ดไว้ให้

พวกเราเก็บของกันเสร็จ จึงต้องเดินออกไปยืนหน้าร้านสะดวกซื้อ เพื่อใช้บริการ Free Wifi อย่างไรก็ดีโรงแรมเริ่มให้บริการอาหารเย็น ตั้งแต่ 1 ทุ่ม เป็นข้าวราดแกงกระหรี่เนื้อวัว พร้อมอูด้งถ้วยเล็ก โดยอาหารมื้อนี้หมดแล้วหมดเลย ใครมาช้าหมดอดกิน มื้อนี้เป็นอาหารประหยัด รสอร่อย เผ็ดพอสมควร แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยมีเนื้อ โดยรวมแล้วพอกินได้ครับ กินเสร็จพวกเราออกไปเดินย่อยใกล้ๆ โรงแรม มีร้านค้า ร้านอาหารอยู่พอสมควร มีบาร์เหล้าสำหรับผู้ชายอยู่บ้าง 6-7 ร้าน โดยมีป้ายรูปเด็กผู้หญิงติดหน้าร้าน ไม่มีเด็กดริ้งมายืนเรียกแขกเหมือนบ้านเรา บรรยากาศรอบๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านอยู่ติดๆ กันแต่ก็สงบเงียบ ธุระกิจให้บริการที่จอดรถในเขตเมือง กิจการดีจริงๆ ผู้คนที่พักอาศัยอยู่แถวนี้มาจอดรถกันเต็ม ผมจะหาร้านเบียร์ก็ไม่มีใครดื่มเป็นเพื่อน จึงต้องอุดหนุน 7/11 (ที่เราแอบใช้ Wifi) ซื้อเบียร์ Sapporo ไปกินบนห้องพัก อากาศตอนดึกหนาวพอสมควร ต้องนั่งยองๆ แช่น้ำอุ่นก่อนนอน

หลายคนอาจจะงงๆ ว่าการนั่งยองๆ แช่น้ำอุ่นมันเป็นยังไง คือว่า อ่างอาบน้ำในญี่ปุ่น มันจะไม่ยาว 1.80-2 เมตรเหมือนกับบ้านเรา อ่างอาบน้ำที่นี่จะยาวประมาณ 1 เมตร ส่วนความลึกประมาณ 2 เท่าของบ้านเรา ทำให้เวลาแช่น้ำอุ่นจะเป็นลักษณะนั่งยองออนเซ็นอ่ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้ต่อครับ

------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 24 November 2015]
อยากทราบจังเลยว่า... น้าปานที่พูดถึงนี้ ชื่อจริงว่าอะไรคะ "วรรณี ชูกุล" หรือป่าว เคยมีเพื่อนเก่าสมัยเรียนชื่อปาน แต่งงานไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนานแล้ว ติดต่อกันไม่ได้ อยากทราบจัง
sarunya_aiko

   ความเห็นที่ 2   [วันที่ 24 November 2015]
น่าจะเป็นคนละคนกันครับ
ศราวุธ

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง