ตอนที่ 4 เที่ยวฮิเมจิ อะริมะออนเซ็น นอนบ้านอายุ 100 กว่าปีในเมืองนะระ

เราตื่นกันประมาณ 7 โมงเช้า เมื่อคืนหลับยาวหลังจากเหนื่อยและเพลียสะสมตั้งแต่ลงเครื่องมา เช้าวันนี้เราพร้อมลุยกันต่อ โปรแกรมวันนี้หลักๆ คือเดินเที่ยวปราสาทฮิเมจิกับเมืองอะริมะออนเซ็น ที่ยกยอดมาจากเมื่อวานนี้ แล้วไปเดินในย่านช้อปปิ้งในเมืองนะระในตอนเย็น ทางโรงแรมมีบริการอาหารเช้าบุฟเฟ่ให้ในเวลา 7.00 – 9.00 น. มื้อเช้าของโรงแรม ABest ที่นี่มีสลัดมันฝรั่ง ข้าว ผงโรยข้าว ผัดผักใส่เต้าหู้ ผักดอง ซุปมิโซะ ขนมปังแผ่นและขนมปังก้อน ครัวซอง เนยและแยมรสต่างๆ พร้อมกับน้ำส้ม ชา กาแฟ อาหารทั้งหมดก็พอใช้ได้ สมกับราคาห้องพัก 7,800 เยน/คืน (รวมอาหารเย็นและอาหารเช้า) หลังจากทานอาหารเสร็จ เราเก็บกระเป๋าและ Check-out โดยฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมไว้ เราไปเดินเที่ยวชมปราสาทฮิเมจิกันก่อน


รูปที่ 1 : ภายในโรงเรียนที่อยู่ภายในกำแพงชั้นนอกของบริเวณปราสาทฮิเมจิ

รูปที่ 2 : คูน้ำล้อมรอบตัวปราสาทชั้นในเอาไว้

รูปที่ 3 : ต้นเมเปิ้ลข้างปราสาทกับโคมไฟญี่ปุ่น ถ่ายวันที่ 28 พ.ย. 2014

รูปที่ 4 : ต้นเมเปิ้ลสีสวยเรียงเป็นแถวบนถนนข้างปราสาท

พวกเราเดินจากโรงแรมประมาณ 10 นาทีก็ถึงบริเวณปราสาทฮิเมจิ โดยมีกำแพงเมืองขนาดใหญ่ล้อมรอบเอาไว้ ภายในกำแพงเมืองพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นตัวปราสาทซึ่งมีกำแพงอีกชั้นหนึ่งพร้อมกับคูน้ำล้อมรอบ อีกส่วนหนึ่งมีโรงเรียน ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ถนนสัญจรและพื้นที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้คนที่นี่ยังคงขับขี่จักรยานภายในบริเวณนี้เป็นกิจวัตร ผมเห็นหลายคนรวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่เข้ามาเดินพักผ่อนและออกกำลังในตอนเช้า พวกเราเดินเล่นบนถนนข้างปราสาท ชมต้นเมเปิ้ล(Maple) เปลี่ยนเป็นสีส้ม สีเหลือง สีแดงไปเรื่อยๆ และสูดอากาศสดชื่นในตอนเช้า อากาศตอนเช้าเย็น เดินกำลังสบาย ไม่มีเหงื่อออก


รูปที่ 5 : พวกเด็กๆ ดูพร้อมสำหรับทัศนศึกษานอกโรงเรียนมาก

รูปที่ 6 : มุมด้านหน้าประตูทางเข้าประสาทด้านนอก

รูปที่ 7 : มุมด้านหน้า อีกรูปนึง

รูปที่ 8 : ปราสาทฮิเมจิแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1993

เด็กนักเรียนญี่ปุ่นเค้าทัศนศึกษานอกสถานที่ตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก

ขณะที่เรากำลังเดินไปยังประตูทางเข้าด้านหน้าปราสาท เราเจอคุณครูกำลังพาพวกเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษาภายในปราสาทกัน เด็กทุกคนแต่งตัวกันมาพร้อมมาก ใส่หมวก สะพานเป้ใบเล็กพร้อมกับกระติ๊กน้ำคนละใบ ดูเหมือนพวกเด็กๆ จะตื่นเต้นกับการออกมาเดินนอกโรงเรียนเยื่ยมชมปราสาทไม่น้อยทีเดียว เราแวะถ่ายรูปด้านหน้าปราสาทฮิเมจิ โดยไม่ได้ขึ้นไปข้างบนชมภายในปราสาทมรดกโลก เพราะไม่มีเวลา เราต้องออกเดินทางไปเมืองอะริมะออนเซ็น (Arimaonsen) กันต่อ จึงเดินกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมเพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานี Sanyohimeji กลับไปยังเมืองโกเบ โดยใช้บัตร Kansai Thru Pass เหมือนเดิม

ระหว่างเดินเข้าภายในสถานี Sanyohimeji พิงพบว่า บัตร Kansai thru pass ของเธอนั้นหายไป ตอนนั้นยังไงไม่รู้ผมนึกถึงเพลง “ฟักทอง” ของอัสนี-วสันต์ ขึ้นมาทันทีเลย “รับรู้มาเมื่อวานนี้ ว่าบัดนี้ของดีๆ จากเราไป ของนั้นเคยอยู่ตรงนี้ แต่บัดนี้ของดีๆ จากเราไป ตืด...ตืด” ว่าแล้วพิงลองค้นกระเป๋าเป้หาดู แต่เธอจำได้ว่า เอาไว้ในกระเป๋า Jacket ตอนถ่ายรูปแถวปราสาทฮิเมจิก็เห็นอยู่ในกระเป๋าเสื้อ มันคงตกหล่นระหว่างหยิบ iPhone มาถ่ายรูปแถวปราสาทฮิเมจิ งานเข้าเลย ผมคิดว่าที่นี่คงไม่มีสำนักงานขายตั๋ว Kansai Thru Pass แน่ๆ เพราะว่าเป็นสถานีเล็กๆ จึงเดินไปถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ในห้องข้างๆ ประตูเข้าออกสถานี คุยกันคนละภาษาก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม ผมจึงควักตั๋ว Kansai Thru Pass ของผมพร้อมกับเงินให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “This ticket for 2 days” คือว่า ตั๋วของที่ผมใช้เป็นตั๋วแบบ 3 วันแต่ผมอยากซื้อตั๋วแบบ 2 วันเพื่อให้ตั๋วที่จะซื้อใหม่หมดอายุพร้อมกับตั๋วที่มีอยู่ เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มี แต่… เค้าบอกว่า เค้ามีตั๋ว Kansai Thru Pass แบบ 3 วันแต่เป็นตั๋วภาษาญี่ปุ่นสำหรับขายให้คนญี่ปุ่นทั่วไป ใช้ได้ 3 วันเหมือนกัน ราคาใบละ 5,200 เยนเท่ากัน ก็เลยซื้อตั๋วนี้มาใช้แทนตั๋วที่หายไป

ได้ตั๋วแล้ว เรารีบสอดตั๋วเข้าไปภายในสถานี เพื่อขึ้นรถด่วนขบวน Limited Express ไปยังสถานี Sannomiya ในโกเบ ที่กำลังจะออกในไม่กี่นาที รถไฟวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงสถานี Sannomiya (Hanshn) เราลงจากรถไฟเพื่อต่อรถขบวนอื่นไปเมือง Arimaonsen ที่จริงเราสามารถใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass นั่งรถไฟไปยัง Arimaonsen ได้หลายขบวน แต่ผมเลือกนั่งรถไฟโดยใช้เวลาเดินทางสั้นที่สุด โดยขึ้นรถไฟจากสถานี Sannomiya ทั้งหมด 4 ต่อ ดังนี้
-สถานี Sannomiya (Subway) ขึ้นรถ Kobe City Subway Seishin-Yamate Line 1 ป้ายลงสถานี Shin-Kobe ใช้เวลา 3 นาที
-สถานี Shin-Kobe ต่อรถไฟ Hokushinkyuko Railway อีก 1 ป้ายลงสถานี Tanigami ใช้เวลา 4 นาที
-สถานี Tanigami ขึ้นรถขบวน Shintetsu Arima/Sanda Line 5 ป้ายลงสถานี Arimaguchi ใช้เวลา 11 นาที
-สถานี Arimaguchi ต่อรถขบวน Shintetsu Arima Line ลงสถานี Arimaonsen ใช้เวลา 4 นาที
โดยรถไฟ 2 ขบวนแรกเป็นรถไฟใต้ดิน ส่วน 2 ขบวนหลังเป็นรถไฟบนดินซึ่งสามารถเห็นใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขา วิวข้างทางสวยทีเดียวครับ


รูปที่ 9 : บรรยากาศบนท้องถนนในเมืองอริมะออนเซ็น ใกล้กับสถานีรถไฟ

รูปที่ 10 : แม่น้ำธรรมดาๆ แต่ทำให้เด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้

รูปที่ 11 : สะพานแดงโค้ง (Nene Bridge) สัญลักษณ์ของเมืองนี้อีกอันนึง อยู่ใกล้ๆ Information center

เรามาถึงเมือง Arimaonsen ประมาณเที่ยงครึ่ง ผมเดินลากกระเป๋าไปด้วยเพราะคิดว่าคงเดินที่นี่ไม่เยอะ ก่อนอื่นพวกเราต้องเดินหาอะไรกินกันก่อนเพราะได้เวลาอาหารกลางวันแล้วครับ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงเดินตามคนอื่นๆ ไปแล้วมองหาร้านอาหารและ Information center ไปด้วย เราเดินออกจากสถานีมาทางขวามาไม่ไกลก็จะเจอแม่น้ำ Arima สัญลักษณ์ของเมืองนี้ เดินถัดมาอีกไม่ไกลก็จะเห็นสะพานแดงโค้ง ชื่อว่า Nene Bridge ใกล้ๆ กับสะพานแดงนี้เองมีสำนักงาน Information center ซึ่งสามารถเข้าไปขอแผนที่ สอบถามแหล่งออนเซ็นที่ต่างๆ พร้อมราคาได้

ออนเซ็นในแถบคันไซ ต้องไปอะริมะออนเซ็น

เมืองอะริมะออนเซ็น (Arimaonsen) เป็นเมืองที่เป็นแหล่งออนเซ็นติดอันดับ 1 ใน 3 อันดับที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ที่นี่จะมีทั้งบ่อน้ำแร่สีทองและสีเงินให้เลือกแช่ตามใจชอบ ที่จริงแล้วนอกจาก Gin no Yu และ Kin no Yu ที่เป็นอาคารเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการออนเซ็นแล้ว ยังมีเอกชนและโรงแรมต่างๆ เปิดรับให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการออนเซ็นได้ อีกหลายที่ เช่น Arima Gyoen, Koki, Arima Royal Hotel, Kampo no yado Arima, Taiko no Yu, Maple Arima, Miyukiso Hanasubi และอื่นๆ โดยแต่ละที่จะมีเวลาเปิด-ปิดต่างกัน สงนราคาค่าออนเซ็นอยู่ระหว่าง 500-3000 กว่าเยน บางที่มีส่วนออนเซ็นแบบส่วนตัวก็จะแพงหน่อย อยากแนะนำให้สอบถามที่ Information center เมื่อมาถึง หรืออาจจะเข้าไปดูในเว็บของ Information center ของเมือง (http://arima-onsen.com) ก็ได้ครับ


รูปที่ 12 : พิพิธภัณฑ์ของเล่นอยู่ต้นๆ ในย่าน City center ของเมือง

รูปที่ 13 : ภายในร้านอาหารมื้อบ่าย

รูปที่ 14 : ท่าทางคนที่นี่เค้าไม่กินเนื้อสัตว์กัน ว่าม่ะ

รูปที่ 15 : บนถนนคนเดินของเมือง แต่รถวิ่งได้ด้วยนะ

เจ้าหน้าที่ใน Information center บอกว่า Gin no Yu ไม่เปิดให้บริการ ผมกับพิงเดินหาร้านอาหารจากสะพานแดงมาในเขต city center ของเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกล ข้างทางเดินจะเป็นร้านขายขนมและของที่ระลึกเป็นส่วนใหญ่ พอเดินมาถึง Kin no Yu เห็นนั่งท่องเที่ยวกำลังนั่งแช่เท้าออนเซ็นกันอยู่ แล้วเดินไปเห็นร้านราเม็งเลยเข้าร้านไปหาอะไรกินกันก่อน บ่ายโมงกว่าแล้วหิวจะแย่ หลังจากกินเสร็จเราก็เดินแถวๆ Kin no Yu ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ค่อยมีอะไร แต่เราไม่ได้เดินไปถึง Gin no Yu ซึ่งระหว่างทางมีวัดอยู่หลายวัดเหมือนกัน เพราะว่าเมืองนี้เป็นแหล่งออนเซ็น ทำให้เราจะลืมเดินเที่ยวชมวัดต่างๆ ของที่นี่ไปเลย


รูปที่ 16 : วิธีสังเกตุคนญี่ปุ่นกับคนจีน คือ คนญี่ปุ่นจะต่อแถว คนจีนไม่รู้จักเข้าคิว

รูปที่ 17 : ทางออกของคินโนยุ จะพบเห็นคนเดินออกมาพร้อมกับในหน้าอิ่มเอิบ มีความสุข

ที่จริงเราตั้งใจจะมาออนเซ็นกันที่ไหนก็ได้ดีๆ สักที่นึง ไหนๆ ก็มาแล้ว และจะเป็นที่ออนเซ็นที่เดียวของพวกเราในทริปนี้ด้วย ตอนแรก Plan ไว้ว่าถ้าหาที่อื่นไม่ได้ก็ไปที่ Gin no Yu ก็ยังดี แต่ดันปิดซะหนิ ออนเซ็นในโรงแรม Arima Royal ราคา 1200 เยนก็เปิดเวลา 15.30-21.00 น. สุดท้ายเราไม่ได้ออนเซ็นอ่ะ เสียใจและเสียดายจริงๆ เป็นเพราะว่าเราแบ่งเวลาเที่ยวที่นี่น้อยเกินไป พอมาถึงพวกเราเสียเวลาไปกับการชื่นชมธรรมชาติ สอบถามข้อมูลและทานอาหารกลางวัน โน่นนิดนี่หน่อย อีกอย่างคือ เราไม่อยากเดินทางออกจากอะริมะออนเซ็นไปเมืองนะระเย็นเกินไป เพราะต้องเบียดในคนญี่ปุ่นบนรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วน สรุปว่า ครั้งนี้พวกเรามา Survey ใน Arimaonsen ก่อนแล้วกันครับ (เสียจายยย)

ทำไมไปญี่ปุ่นแล้วต้องออนเซ็น

อ้อม พี่สาวของผมเป็นคนบอกว่า “ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องหาที่ออนเซ็นสักที่นึง” ครั้งที่แล้วเราออนเซ็นในโรงแรมที่พักแถบภูเขาไฟฟูจิ ผมเองไม่ค่อยซีเรียสเรื่องออนเซ็นเท่าไหร่ ตอนออนเซ็นครั้งแรกผมนึกในใจว่า “คนญี่ปุ่นนี่มันแช่น้ำร้อนขนาดนี้กันได้ยังไง” ยิ่งถ้าออนเซ็นแบบ Outdoor คือในน้ำร้อนแต่เหนือน้ำอากาศหนาว อันนี้มันสุดติ่งอ่ะ แต่หลังจากออนเซ็นเสร็จเราจะรู้สึกตัวเบาโล่ง สบาย กระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที ผมยังจำภาพของหญิงสูงอายุหน่อย คนเอเชียที่เดินออกจาก Kin no Yu ซึ่งเป็นที่ออนเซ็นราคาถูกสุดใน Arimaonsen หลังจากออนเซ็นเสร็จ เราจะสามารถสังเกตจากใบหน้าได้ว่า เค้ารู้สึกสบายตัว สดชื่น กระปรี่กระเปร่า ดู Active ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงอยากแนะนำให้ออนเซ็นกัน ถ้ามีโอกาสครับ

สำหรับใครที่ต้องการมาออนเซ็นและพักค้างคืนด้วย ลองหาข้อมูลที่พักทั้งหมดในเว็บที่ให้ไปดูแล้วกันครับ แต่ถ้าถามความเห็น ผมว่าราคาที่พัก(รวมออนเซ็น) ที่นี่ค่อนข้างแพงครับ อีกอย่างคือเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ อาจจะมาออนเซ็นอย่างเดียวแล้วไปหาอะไรทานในโกเบหรือโอซะกะก็ได้ จะรู้สึกแปลกๆ หน่อย เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักจะชอบออนเซ็นให้สบายตัวแล้วนอนหลับพักผ่อนเลย อันนี้ก็แล้วสไตล์การเที่ยวของแต่ละคน สำหรับใครที่ขับรถมาเที่ยว อาจจะแวะมาขับรถตะเวนรอบเมือง บรรยากาศน่าจะดีไม่น้อย และมีอะไรน่าสนใจพอสมควร นอกจากนั้นยังสามารถไปออนเซ็นในที่ๆ ไกลจาก City center เช่น Miyukiso Hanamusubi หรือ Maple Arima เป็นต้น


รูปที่ 18 : บัตร Kansai Thru Pass ใช้งานได้ถึงเมืองอริมะออนเซ็น

รูปที่ 19 : ใบไม้เปลี่ยนสีรูปสุดท้ายก่อนออกจากอริมะออนเซ็น

รูปที่ 20 : มีแต่พวกโรคจิตเท่านั้นที่ขึ้นรถไฟโบกี้สตรี อิอิ

กลับมาที่การเดินทางของพวกเราต่อครับ ผมกับพิงออกจากสถานีรถไฟ Arimaonsen โดยใช้เส้นทางเดิมเหมือนกับขามา นั่งรถไฟ 4 ต่อไปลงที่สถานี Sannomiya (Subway) ที่เดิม ระหว่างทางบังเอิญไปเจอโบกี้รถไฟสำหรับสตรีเข้าให้ ตอนแรกผมได้ใช้สิทธิ์เข้าไปนั่งในโบกี้สตรี ผมสังเกตุเห็นอะไรแปลกๆ ทำไมตู้นี้ถึงไม่มีผู้ชายสักคน พิงเห็นป้ายภาษาอังกฤษเข้า จึงรีบบอกผม ผมจึงต้องรีบเดินตัวลีบออกจากโบกี้ไป ผู้หญิงญี่ปุ่นในโบกี้สตรีก็ไม่ได้แสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม หรือรังเกียจนะ เธอจะเฉยๆ นิ่งๆ คงเห็นว่า ผมเป็นนักท่องเที่ยวอ่ะครับ ใครขึ้นรถไฟในญี่ปุ่นก็สังเกตุเอาไว้นิดนึงนะครับ

พอถึงสถานี Sannomiya (Subway) เราจึงเดินไปที่สถานี Kobe-Sannomiya (Hanshin) ใช้ตั๋ว Kansai Thru Pass ขึ้นรถไฟ Limited Express ไปลงสุดสายที่สถานี Kintetsunara ต่อเดียวถึงเลย ใช้เวลาประมาณ 90 นาที เรามาถึงประมาณ 5 โมงเย็น ท้องฟ้ากำลังจะมืดแล้ว พวกเราเดินจากสถานีรถไฟขึ้นมาบนถนน แล้วมองหาร้านสะดวกซื้อ เพื่อต่อ Wifi เปิดแผนที่เหมือนเดิม แล้วจึงเดินลากกระเป๋าไปยังที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกล คืนนี้เราพักกันที่ Guesthouse Nara Backpackers

Guesthouse บ้านไม้หลังเก่าอายุมากกว่า 100 ปี

พวกเราเดินลากกระเป๋าประมาณ 15 นาทีจากสถานี ถึงที่พัก ตอนแรกเราไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า ทางเข้าของ Guesthouse เป็นสวนเล็กๆ สไตล์ญี่ปุ่น ที่นี่มีลักษณะเหมือนบ้านเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่นโบราณดัดแปลงเป็นที่พักแบบ Guesthouse แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือ บ้านไม้หลังนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว คืนนี้พวกนอนในโบราณสถานซึ่งอยู่ในเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นกัน บ้านหลังเก่าแต่พนักงานที่นี่เป็นเด็กรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษคล่องมาก ยิ้มแย้มอัธยาศัยดี ให้การต้อนรับและแนะนำที่พักให้กับพวกเรา ผมจองเตียง 2 ชั้นในห้องพักรวมเอาไว้ ห้องพักของพวกเราอยู่บ้านชั้นสองของบ้าน ต้องขึ้นบันไดโบราณชันมาก พื้นที่ส่วนกลางของที่นี่มีห้องนั่งเล่นตั้งอยู่กลางบ้าน ติดกับสวนญี่ปุ่นได้บรรยากาศมาก มีห้องครัวมีชากาแฟวางไว้ให้บริการตัวเอง รวมทั้งมีเครื่องครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัวทุกอย่างให้ แขกสามารถทำอาหารกินกันเองเหมือนอยู่บ้านตัวเองได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่ซื้อวัสถุดิบทั้งหมดเข้ามา ที่นี่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำอย่างละ 2 ห้อง ใช้รวมกันไม่แยกชายหญิง ห้องอาบน้ำมีฝักบัวปรับน้ำอุ่นด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนชักโครกก็เป็นระบบไฟฟ้าฝารองนั่งอุ่นนั่งสบาย ห้องนอนมีแอร์และฮีดเตอร์ในตัวเดียวกัน บ้านหลังนี้จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมทั้ง Wifi ด้วยครับ


รูปที่ 21 : ทางเข้า Guesthouse บ้านไม้หลังเก่าอายุมากกว่า 100 ปี

รูปที่ 22 : ภายในบ้านไม้หลังเก่าสไตล์ญี่ปุ่นคลาสสิก

รูปที่ 23 : Staff บอกให้พวกเรานั่งพักก่อน ใต้โต๊ะมีฮีตเตอร์อุ่นๆ

รูปที่ 24 : กลางบ้านเป็นสวนญี่ปุ่นขนาดกำลังดี

เก็บของกันเสร็จ ผมกับพิงก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟ Kintetsunara เดิมทีตั้งใจจะใช้ตั๋วรถไฟ Kansai Thru Pass นั่งไปเดินเล่นที่เมือง Nabari ซึ่งอยู่ในจังหวัดมิเอะ (Mie) แล้วหาเนื้อวัวอีงะ (Iga) หรือเนื้อมัสซึซะกะ (Matzusaka) กินกัน แต่เราไม่มีเวลาพอจึงต้องตัดโปรแกรมนั้นออกไป มานะระครั้งนี้เราต้องเดินบนถนน Higashi-muki Shopping Street และ Mochiidono Shopping Street ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟกันก่อน และต้องแวะชิมโมจิร้าน Nakatanidou เจ้าของแชมป์ร้านการ TV Champion


รูปที่ 25 : ถนนช้อปปิ้งในเมืองนะระ ใกล้กับสถานีรถไฟ Kintetsunara

รูปที่ 26 : ร้านชื่อ Nakatanidou เจ้าของแชมป์โมจิรายการ TV Champion

รูปที่ 27 : โมจิขึ้นชื่อของทางร้านเป็นโมจิชาเขียวไส้ถั่งแดง

บรรยากาศบนถนนช้อปปิ้งสว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟ ต่างจากบริเวณที่พักอย่างสิ้นเชิง ที่นี่มีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านขายของที่ระลึก และของจิปาถะ เต็มไปหมด เราเดินเพลินๆ มองหาร้านอาหารมื้อเย็นไปเรื่อยๆ เดินไปจนสุดถนนช้อปปิ้งก็เจอร้านโมจิ Nakatanidou มีลูกค้ายืนรอซื้อที่หน้าร้านไม่เยอะ แต่ก็มีคนเดินมาซื้อเรื่อยๆ ดูคล่าวๆ ภายในร้านมีคนทำและคนขายอยู่ 5-6 คน แต่ละคนวุ่นกันทีเดียว เราซื้อโมจิชาเชียวใส้ถั่วแดงมาชิมกันคนละชิ้น (ผมจำราคาไม่ได้ รู้สึกว่า ราคาลูกละ 100-120 เยน) ถึงแม้จะเป็นร้านดัง ร้านใหญ่แต่ซื้อเพียงชิ้นเดียว เค้าก็ขายนะ ขายอย่างสุภาพน้อบน้อมด้วยครับ (ไม่เหมือนบ้านเรา 10 ปีก่อน ผมเจอรถเข็นขายกล้วยแขกเลยบอกแม่ค้าเอา 10 บาท คนขายบอกไม่หยิบ งงเลย เออดี ไม่หยิบตูไม่ซื้อก็ได้) ขนมโมจิร้านนี้ ความอร่อยคงเป็นเพราะเนื้อแป้งจะนุ่มมาก รสของใส้ถั่วแดงคงไม่ค่อยต่างกับที่อื่น รสไม่หวานมาก อร่อยพอดี


รูปที่ 28 : ทาโกยากิ ร้อนๆ ราคาไม่แพง 6 ลูก 180 เยน

รูปที่ 29 : ข้าวหน้าเนื้อ ในร้านแฟรนไชน์ ราคาไม่แพง

รูปที่ 30 : ข้าวหน้าหมูญี่ปุ่นมื้อแรกของพวกเรา มัวแต่กินราเม็งกัน

ข้างร้านโมจิ มีร้านขายขนมครก ทาโกยากิ ร้านเล็กๆ แต่มีคนยืนกินหน้าร้านและมีคนมาซื้อเรื่อยๆ เลยไปต่อคิวซื้อบ้าง ร้านนี้ขายถูกครับ แบบธรรมดาราคา 6 ลูก 180 เยน (ปกติเห็นในโอซะกะขาย 6 ลูก 400-500 เยน) คนขายเป็น สว. แต่พูดภาษาอังกฤษคล่องด้วย ตักทาโกยากิขึ้นจากเตาใส่กล่องพลาสติกให้ผม แล้วบอกว่า “Be careful, it’s very hot” อืม! ร้อนมากจริงๆ ผมรับทาโกยากิมาแล้วงงๆ ว่า คนที่นี่เค้ายืนกินหรือนั่งกินทาโกยากิหน้าร้านได้ยังไง มันร้อนมาก ลิ้นพวกเค้าทำจากอะไรอ่ะ พิงบอกว่า “คนญี่ปุ่นเค้าไม่เดินกินกัน” พวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ ไปทางสถานีรถไฟ JR Nara พร้อมตากทาโกยากิให้สัมผัสกับอากาศหนาวไปด้วย ประมาณ 10-15 นาที พวกเราเดินถึงสถานีรถไฟ JR ทาโกยากิก็หมดลงพอดี จึงเดินวนกลับเจอร้านอาหารร้านนึง ดูเมนูอาหารหน้าร้านแล้วโอเค จึงเข้าไปกินข้าวกัน โมจิกับทาโกยากิเรียกน้ำย่อยออกมาพอดี

กินเสร็จพวกเราเดินกลับจากสถานีรถไฟ JR ไปยังสถานี Kintetsunara เราแวะร้านสะดวกซื้อเพื่อหาซื้อ Adapter ปลั๊กไฟ พอดีลืมเอาไป ที่ญี่ปุ่นจะใช้ปลั๊ก 2 ขาแบนๆ เหมือนกับปลั๊กพัดลมบ้านเราเท่านั้น ที่ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นจะวางขายหนังสือ XXX นางแบบน่ารักๆ วางขายกันบนชั้นหนังสือเป็นปกติ ผมเลยไปเปิดดูกะว่าจะ ซื้อกลับไปฝากเพื่อนสักเล่ม 2 เล่ม ระหว่างที่เลือกๆ อยู่ก็ไม่ได้สังเกตุอะไร ตาจดจ้องอยู่กับเหล่าหนังสือที่มีให้เลือกบนชั้นเพียบ เปิดๆ ดูสักพัก หันไปเห็นคนที่ยืนข้างๆ โดยบังเอิญ เจอเด็กคนญี่ปุ่นแกกำลังเปิดหนังสือแต่ละหน้าแล้วเอาหนังสือมาจ่อที่ตาแกในระยะห่างประมาณ 5 เซนติเมตร เลื่อนหนังสือจากด้านล่างไปด้านบน โดยที่หน้าแกอยู่เฉยๆ ผมอึ้งเลย รีบวางหนังสือแล้วค่อยๆ ถอยออกมา กลัวอ่ะ ผมชี้ให้พิงดู เธอบอกว่า “โอ่ น่ากลัวอ่ะ”


รูปที่ 31 : แวะซื้อผลไม้เมืองหนาวใน Super ราคาถูกกว่าบ้านเรา แถมอร่อยกว่าด้วย

รูปที่ 32 : พิงสำรวจตลาดนิดหน่อย ไปพักผ่อนยังคิดเรื่องงานอีก

พวกเราเดินออกจากร้านสะดวกซื้อแล้วเดินไปอีกไม่ไกล เจอ Supermarket จึงเดินเข้าไปดู เนื่องจากพิงทำงานบริษัททางด้านอาหาร จึงแอบถ่ายรูปอาหารที่วางขายบนชั้นเก็บเอาไว้ เราเดินดูของในซุปเปอร์อยู่นานพอสมควร และเลือกซื้อผลไม้เอากลับไปกินในที่พักด้วย จ่ายตังค์เสร็จพวกเราจึงเดินกลับเข้าที่พัก โดยผ่านร้านสะดวกซื้อร้านเดิม เราสังเกตุเห็นน้องคนนั้นก็ยังยื่นดูหนังสืออยู่ที่เดิม เป็นการยืนยันได้ว่า “ใช่แล้ว คนนี้ตัวจริง”

พอถึงที่พัก พวกเรานั่งพักกันในห้องครัว ห้องครัวที่นี่มีเก้าอี้สำหรับ 8-10 คน มีแก๊งค์หญิงคนจีนประมาณ 5-6 คนนั่งกินขนมกันอยู่ เราล้างผลไม้กินกับชาร้อน ระหว่างที่นั่งอัฟเฟสกัน พอกินเสร็จก็ขึ้นไปบนห้องนอนเอาอุปกรณ์มาอาบน้ำในห้องอาบน้ำชั้นล่าง จึงรู้ว่าแก๊งค์คนจีนนั้นนอนห้องเดียวกันเรา ใครที่เคยนอนในที่พักพวก Youth Hostel คงจะพอรู้ว่า แต่ละคนที่ไปพักจะไม่ค่อยสุงสิงกัน ต่างคนต่างอยู่ ห้องพักเอาไว้ซุกหัวนอนเท่านั้น ผมกับพิงทะยอยกันอาบน้ำแล้วเข้านอน เรานอนเตียง 2 ชั้น พิงนอนชั้นล่าง ผมนอนชั้นบน ผมเพลียหลับไปได้งีบนึง สะดุ้งตื่นตอนดึก เนื่องจากหญิงชาวจีนเพื่อนร่วมห้องของพวกเรา เธอนอนกรน เสียงดังมาก ประมาณว่า “เธอกำลังบิดรถมอเตอร์ไซด์เล่นอยู่” ผมหล่ะเซ็งเลย เสียงดัง นอนไม่หลับ จึงค่อยๆ เดินลงบันไดไปเข้าห้องน้ำข้างล่าง พอลงมาบุ๊ป นึกได้เลยว่า บ้านหลังนี้อายุ 100 กว่าปีแล้ว ชั้นล่างเปิดไฟเฉพาะห้องน้ำ ส่วนอื่นปิดไฟมืดหมดเลย แถมเงียบมากด้วย ขนลุกเลย เลยรีบๆ เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วไปฟังเค้าบิดมอไซด์ในห้องดีกว่า


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง