ตอนที่ 5 ธรรมชาติทำให้เมืองนะระและเกียวโตเปลี่ยนไป

เช้าซะที เมื่อคืนตื่นขึ้นมา 2-3 ครั้งเพราะได้ยินซือเจ๊แกบิดมอไซด์ทั้งคืน พอเราสะดุ้งตื่นขึ้นมา แกเปิ้ลคันเร่งด้วย ผมหล่ะเซ็งเลย แล้วแถมแกนอนเตียงที่อยู่กลางห้องอีก เสียงแกเซอราวน์ทั่วทิศทุกทางเลย ทั้งคืนด้วย ผมตื่นสักพัก แกก็ตื่นแล้วลุกออกจากเตียง หัวแกยุ่งไปหมดเลย เหมือนไอน์สตายแป๊ะ ก็เจ๊แกนอนบิดมอไซด์ทั้งคืนขนาดนั้นหน่ะ ที่จริงเมื่อคืนตื่นหลายครั้งอาจเป็นเพราะว่าเตียงผมอยู่ใกล้กับฮีตเตอร์มากที่สุดด้วย อยู่ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร เซ็งเลย ผมเป็นคนไม่กลัวหนาว แต่ไม่ชอบนอนร้อนๆ เลยตื่นบ่อย พอตื่นแล้วเจอเสียงกรนดังอีก เลยป๊อก 2 เด้งเลย ทั้งคืน


รูปที่ 1 : สวนกลางบ้านของ Guesthouse Nara Backpackers

รูปที่ 2 : นอนเตียง 2 ชั้นในห้องเล็กๆ บ้านหลังเก่า อบอุ่นมาก พอดีนอนติดฮีตเตอร์

รูปที่ 3 : โบวชัวร์ที่วางไว้หน้าบ้าน พอจะบอกจำนวนแขกที่มาพักที่นี่ได้

รูปที่ 4 : สวนญี่ปุ่นกลางบ้านติดกับห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น

รูปที่ 5 : บริเวณรอบๆ ไม่มีอาหารเช้าขาย หาซื้ออะไรไว้กินรองท้องมื้อเช้าด้วยครับ

วันนี้โปรแกรมที่วางไว้ ไม่ได้เร่งรีบอะไร คือไปเดินเล่นใน Nara Park และเที่ยวในเกียวโต เราจัดการทำธุระส่วนตัวและเก็บกระเป๋าสัมภาระเสร็จ แล้วจึงเข้าห้องครัว ชงกาแฟกินกับขนมปังและผลไม้ที่ซื้อจาก Super เมื่อวาน ผมเอาวางไว้ที่ระเบียงทั้งคืน ยังสดเสมือนแช่ไว้ในตู้เย็นยังไงยังงั้นเลย ที่พักที่นี่อยู่แล้วผมมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านตัวเอง เรานั่งดื่มชากาแฟในห้องครัวเล็กๆ กินเสร็จก็ล้างถ้วยล้างจานเอง ถึงแม้จะไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่โรงแรม แต่ก็รู้สึกอบอุ่นดี น้องๆ Staff ก็ Friendly ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนคนไทย ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเอง ก็เลยรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน พวกเรากินกันเสร็จก็มานั่งเล่นเน็ตในห้องนั่งเล่นพักนึงแล้วจึง Check-out พร้อมกับฝากกระเป๋าของเราไว้ เพื่อไปเดินเล่นในสวนสาธารณะของเมืองนะระ น้อง Staff เอากระเป๋าของพวกเราไปเก็บไว้อย่างดีในห้อง Office เล็กๆ ที่อยู่ด้านใน


รูปที่ 6 : เก็บภาพทางเดินเข้าไปยังบ้านอายุ 100 กว่าปี

รูปที่ 7 : ท้องถนนในญี่ปุ่นสีเข้มตัดกับสีขาว ไม่ได้เรียบมากมาย แต่สะอาด

รูปที่ 8 : ก่อนจะเข้า Nara Park เราจังงังกับบรรยากาศตรงนี้ร่วม 15 นาที

รูปที่ 9 : รูป Panorama อีกรูประหว่างเดินจากที่พักเข้า Nara Park

พวกเราเดินออกมาจากที่พักมาไม่ถึง 100 เมตรก็เริ่มเข้าเขต Nara park เราแวะดูบรรยากาศและถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีไปเรื่อย ใช้เวลาประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึงหน้าวัดโทไดจิ (วัดหลวงพ่อโต) เราไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะว่าเมื่อต้นปีเราได้เข้าไปนมัสกาลแล้ว ผมกับพิงตั้งใจจะเข้ามาดูและสัมผัสบรรยากาศของ Nara park ว่าใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่เป็นยังไง เพราะว่าสิ่งก่อสร้างทั้งหมดเหมือนเดิม มีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่เปลี่ยนไป มันทำให้รู้สึกได้ว่า “บรรยากาศมันไม่เหมือนกัน” อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การมาครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ก็คือ ฝน


รูปที่ 10 : สีสรรของสวนด้านนอกวันโทไดจิ (หลวงพ่อโต)

รูปที่ 11 : ช่วงกำลังหลบฝนใต้ต้นไม้ภายในสวน Nara Park

รูปที่ 12 : สวนของวัดที่อยู่ใน Nara Park ระหว่างทางเดินกลับที่พัก

เมื่อเช้านี้พวกเราเช็คข่าวพยากรณ์อากาศ ทำให้รู้ว่าวันนี้ในเมืองนะระมีโอกาสเจอฝน 80% แต่เนื่องจากที่พักเราอยู่ใกล้กับ Nara park มาก เลยไม่ได้เอาเสื้อกันฝนที่อุตส่าห์หอบมาจากเมืองไทย เอาติดตัวระหว่างไปเดินเล่นด้วย เราเอาร่มพับติดตัวไปเพียงคันเดียว พอเดินมาถึงด้านหน้าวัดโทไดจิ ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ หลอมแหลมๆ เราจึงเดินเล่นบริเวณสวนด้านหน้าวัดแล้วเดินกลับที่พัก ระหว่างทางเดินกลับเราเดินผ่านซอยคนเดิน บริเวณที่อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวที่อยู่ติดกับ Nara park ฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก ผมกับพิงจึงหยุดพักอยู่ใต้ร่มไม้เตี้ยๆ ริมรั้วบ้านคนแถวนั้น เรายืนหลบฝนใต้ร่มคันเล็กด้วยกัน คุยเล่นระหว่างรอฝนซา สักพักมีชายสูงวัยคนนึงเดินกางร่มผ่านมา ลักษณะเหมือนว่าเค้ากำลังเดินกลับบ้าน เค้าหยุดเดินแล้วพูดกับเราด้วยหน้าตาเฉยเมยเหมือนกันคนญี่ปุ่นทั่วๆ ไป พูดภาษาญี่ปุ่นอะไรก็ไม่รู้ ระหว่างที่ผมงงอยู่ๆ พิงก็พูดภาษาญี่ปุ่นกลับไปว่า “เราไม่ใช่คนญี่ปุ่นค่ะ” เพื่อจะบอกเค้าว่า เราไม่เข้าใจที่คุณพูดมาค่ะ เค้าเลยบ่นๆ อะไรต่อก็ไม่รู้แล้วเดินจากพวกเราไป

ฝนยังตกอยู่ พวกเรายังยืนรอฝนซาใต้ร่มไม้ที่เดิม พิงจับใจความที่ชายคนนั้นพูดกับเราเนื่องจากพอรู้ภาษาญี่ปุ่นบ้าง แล้วบอกผมว่า “เหมือนเค้าจะเอาร่มมาให้เรา” สักพักชายคนเดิมก็กลับมาพร้อมกับยื่นร่มให้ผม เค้าคงสงสารเห็นเรา 2 คนยืนกางร่มคันเล็กๆ คงกันฝนไม่ได้ เลยเดินกลับไปเอาร่มที่บ้านมาให้พวกเรา ยื่นร่มให้เราอย่างเต็มใจแต่สีหน้ายังเฉยเมยตามสไตล์คนญี่ปุ่น แล้วพูดว่า “Gift” ผมรับร่มมา เพราะว่าจะไม่รับก็ไม่ได้ เพราะเค้าใจดีขนาดนั้น แต่พวกเราก็ยื่นนิ่งๆ พักนึง เนื่องจากเจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามกับบ้านที่เรายืนอยู่เปิดประตูบ้านออกมา แล้วยืนคุยกับชายที่ให้ร่มกับเรา เค้าคุยอะไรกันไม่รู้เราไม่เข้าใจได้ ผมเห็นฝนเริ่มซาๆ แล้ว ผมก็เลยยื่นร่มคืนเค้าไป พร้อมกับยิ้มๆ พูดภาษาอังกฤษขอบคุณเค้าแล้วบอกว่า พวกเรากำลังจะเดินทางออกจากเมืองนี้เพื่อไปเกียวโตกันต่อแล้ว “Thank you very much” เค้าก็ยังบอกกับพวกเราว่า “Gift, gift” ผมกับพิงซึ้งในน้ำใจคนที่นี่จริงๆ เรารู้สึกได้ว่า คนญี่ปุ่นเค้าเป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งๆ ที่เราคุยกันไม่รู้เรื่องยังอุตส่าห์เดินกลับไปเอาร่มที่บ้าน มาให้เราอีก แต่เราก็ไม่อยากรับร่มไว้ พร้อมกับขอบคุณและโค้งคำนับตามธรรมเนียมญี่ปุ่น นี่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อันนึงที่ทำให้ประทับใจในการมาเที่ยวญี่ปุ่น


รูปที่ 13 : เรามาถึงเมืองของ “หญิงสาวหน้าขาวในชุดกิโมโน” ย่านจิออนในโตเกียว

รูปที่ 14 : ทางออกหมายเลข 1 ของสถานี Gion-Shijo เดินไกลหน่อย แต่อยู่ใกล้ Bakpak Kyoto Hostel นิดเดียว

ฝนเริ่มซาแล้ว เราเดินจากลุงทั้งสองคนกลับไปยังที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกล เดินอีก 5 นาทีก็ถึง พวกเราเอากระเป่าที่ฝากไว้ แล้วออกเดินทางไปขึ้นรถไฟที่สถานี Kintetsunara ที่เดิมโดยใช้ตั๋วรถไฟ Kansai Thru Pass ไปลงที่สถานี Kintetsutambabashi แล้วเดินไปที่สถานี Tambabashi ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อต่อรถไฟอีกขบวนไปลงที่สถานี Gion-Shijo ซึ่งเป็นสถานีย่านใจกลางเมืองเกียวโต (Kyoto) พอเดินออกจากสถานี Gion-Shijo พวกเราเดินหาที่พักในคืนนี้ คือ Bakpak Kyoto Hostel อยู่พักนึง ต้องพึ่ง Free Wifi ร้านสะดวกซื้อเหมือนเดิม สุดท้ายเราจึงรู้ว่า ที่พักอยู่ห่างจากทางออกหมายเลข 1 ของสถานี Gion-Shijo เพียง 30 เมตรเอง

อาคาร Hostel แห่งนี้มีลักษณะเหมือนตึกแถว 4 ชั้นคือด้านข้างทั้งสองเป็นตึก ด้านหน้าเป็นถนนใหญ่ริมแม่น้ำ ด้านหลังติดถนนซอยเล็กๆ มีบันไดอยู่กลางบ้าน ไม่มีลิฟท์ ชั้นลอยจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องน้ำและห้องอาบน้ำ ส่วนห้องพักจะอยู่ชั้น 2- 4 โดยแต่ละชั้นจะมีห้องพักด้านหน้าตึก 1 ห้องและด้านหลังอีก 1 ห้อง โดยมีห้องน้ำอยู่ตรงกลาง ผมเห็นหลายคนคอมเม้นต์ว่า ห้องนอนจะได้ยินเสียงรถวิ่งรบกวนทั้งคืน จึงจองห้องพักที่อยู่ด้านหลังตึกแทน พวกเรา Check-in จ่ายเงินค่าเตียง 2 ชั้นในห้องพักรวม (Mixed Domitory) เป็นเงิน 5,000 เยนสำหรับ 2 คน 1 คืน แล้วฝากกระเป๋าวางไว้ที่ห้องนั่งเล่น ปกติช่วงเวลากลางวัน ถึงบ่าย 3 โมงที่นี่จะไม่เปิดให้บริการ มีเฉพาะพนักงานคอยต้อนรับและเก็บเงินนักท่องเที่ยวที่มาใหม่เท่านั้น

ปกติแล้ว บริเวณสำนักงาน หรืออ๊อฟฟิตของที่พักต่างๆ มักจะมีแผนที่ของเมืองนั้นๆ ซึ่งเป็นแผนที่ค่อนข้างละเอียด มีบริการให้กับนักท่องเที่ยว หยิบฟรี หลังจากเข้าที่พักแล้วลองมองหา หรือติดต่อสอบถามจากพนักงาน ปกติแผนที่ที่ขอได้จากการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) ในบ้านเรา มักจะเป็นแผ่นที่คล่าวๆ ไม่ค่อยมีรายละเอียดมากสักเท่าไหร่

วันนี้ผมวางโปรแกรมเที่ยวในเกียวโตโดยขึ้นรถไฟทั้งหมด เนื่องจากต้องการใช้บัตร Kansai Thru Pass ในการขึ้นรถไฟ ให้คุ้ม เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ที่จริงบัตรนี้สามารถใช้ขึ้น Kyoto Bus และ Kyoto Heihan Bus ได้ด้วย แต่ผมขอข้ามรายละเอียดการขึ้นรถบัสไว้ละกันครับ ท่านสามารถดูรายละเอียดของรถบัสทั้งสองเพิ่มเติมได้ที่ เว็บ ”http://www.arukumachikyoto.jp/static.php?page=bus_guide&lang=en”

ผมกับพิงเริ่มการเที่ยวเกียวโตจากสถานีรถไฟ Kawaramachi ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานี Gion-Shijo โดยขึ้นรถไฟ Hankyu Kyoto Line ไปลงที่สถานี Katsura แล้วต่อรถไฟอีกขบวนนึงไปลงที่สถานี Arashiyama(Hankyu) พวกเรามาถึงอะราชิยาม่าประมาณบ่ายโมง หิวจะแย่แล้วหล่ะ ที่จริงเราเดินออกจากที่พักมาสถานีรถไฟ หาร้านอาหารมาตลอด แต่ไม่เจอร้านถูกใจเลยครับ ย่านจิออนในเกียวโตนี่มีแต่ร้านขนมทั้งนั้นเลยครับ อะไรจะขายขนมกันจริงจังขนาดนั้น ผมก็งงเหมือนกัน แล้วแต่ละร้านจะทำเองขายเองด้วย สูตรใครสูตรมัน แข่งขันกันดุเดือดพอสมควร แต่ร้านต่างๆ ก็อยู่กันได้ ขายดีซะด้วยสิ ขนมขึ้นชื่อของเมืองเกียวโต ผมจำชื่อไม่ได้ มีลักษณะเป็นแป้งสามเหลี่ยมนิ่มๆ ห่อไส้ถั่วแดง รสออกหวาน อร่อยดีแต่ก็ไม่ถึงกับถูกปากผมเท่าไหร่ ถ้ามาแล้วลองแวะชิมดูครับ มันเป็นขนมขึ้นชื่อของเกียวโต บางทีท่านอาจจะชอบก็ได้ครับ

ออกจากสถานีอะราชิยาม่าแล้ว พวกเราก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ เลยครับ คนเยอะเป็นปกติเพราะแหล่งท่องเที่ยวและตรงกับวันเสาร์ด้วย ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของเกียวโตและมีวัดดังอยู่วัดนึงตั้งอยู่ที่นี่ แต่ก่อนอื่นเราแวะหาอะไรหนักๆ รองท้องกันก่อน พอดีเดินมาเจอร้านอาหาร บรรยากาศดี ดูเมนูอาหารที่ตั้งไว้หน้าร้านโอเค ราคาไม่แพงเกินไป ขอตัวไปกินก่อนแล้วค่อยลุยต่อครับ


รูปที่ 15 : แวะกินคาโบนาร่ารสชาติญี่ปุ่น ริมคลองใกล้กับแม่น้ำ Hozu-Gawa

รูปที่ 16 : สะพานข้ามแม่น้ำ Hozu-Gawa สัญลักษณ์ของ Arashiyama

รูปที่ 17 : แผงลอยขายอาหารริมแม่น้ำ ดูลักษณะคล้ายๆ บ้านเราเหมือนกัน

รูปที่ 18 : มุม 180 องศาในย่านอะราชิยาม่า ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2014

กินอื่มแล้วเดินอีกไม่ไกล เราก็เจอสะพานข้ามแม่น้ำ Hozu-Gawa ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Arashiyama คนเยอะมากจนต้องมีเจ้าหน้าที่จัดระเบียบการเดินบนสะพานแบบ One way ไม่อย่างนั้นมันจะชุลมุนวุ่นวายกันหมด บรรยากาศที่นี่ดูเป็นธรรมชาติเหมือนที่เห็นรูปในเว็บต่างๆ แม่น้ำที่นี่ดูเหมือนจะตื้นๆ ไม่ลึกมาก ความกว้างพอๆ กับแม่น้ำท่าจีน ตรงอ.นครชัยศรี จ.นครปฐมบ้านเรา แต่เนื่องจากมีคนมาเที่ยวที่นี่เยอะ เลยทำให้มันดูคึกคัก ช่วยดึงดูดคนให้อยากมาเที่ยวกัน สำหรับวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ จะเป็นลักษณะธรรมชาติ มีต้นเมเปิ้ลขึ้นบนภูเขาสลับกับต้นไม้อื่นๆ ไม่พรึ่งพรั่บเหมือนในเมืองที่คนตั้งใจปลูกเป็นแถวเป็นแนวสีเดียวกัน ดูเป็นระเบียบ


รูปที่ 19 : คือแบบว่า รีบควักกล้องออกมาถ่ายเร็วไปหน่อยอ่ะ ขาเลยหายไปนิดนึง

รูปที่ 20 : บรรยากาศบริเวณด้านนอกของวัด Tenryuji

รูปที่ 21 : อันนี้คงจะเกี่ยวกับความเชื่อสักอย่าง ระหว่างทางเดินไปวัด Tenryuji

พวกเรานั่งชมวิวอยู่ริมแม่น้ำพักนึง แล้วเดินข้ามแม่น้ำจากฝั่งภูเขาไปยังฝั่งในเมือง เจอกับร้านขายของ ขายขนมและอาหารเยอะไปหมด ได้ยินว่าที่นี่มีร้านขนมดังอยู่ ผมจำไม่ได้ว่ามันคือขนมอะไร แต่พอเราเห็นคนที่เข้าคิวต่อแถวรอซื้อขนมร้านนึง เข้าใจว่าเป็นร้านดัง เราขอบายดีกว่า ขืนรอต่อคิวซื้อจะเสียเวลาเดินเที่ยวอีกนานเลย เราจึงเดินกันต่อ ผมหาทางเดินไปดูป่าไผ่ ที่นี่ไม่มีป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษ จึงต้องมั่วไป โดยเราเดินเรียบแม่น้ำไป ดูบรรยากาศข้างทางไปเรื่อยๆ อากาศดีหนาวสบาย แล้วเราเดินมาเจอวัด Tenryuji ซึ่งเป็นวัดดังของที่นี่ คุ้นๆ ว่าจะได้มรดกโลกด้วย แต่ตอนนั้นพวกเราไม่ได้เข้าไป เพราะกำลังยุ่งกับการหาทางไปป่าไผ่อยู่ อีกอย่างคือ ถ้าจะเดินเข้าไปดูในวัดต้องจ่ายตังค์กันอีกแล้ว รู้สึกจะเก็บตังค์ค่าเข้าชมวัดคนละ 500 เยน ค่าเข้าชมสวนอีก 500 เยน เที่ยววัดในญี่ปุ่นเสียตังค์ทั้งนั้นครับ ถ้าจะแวะเข้าหลายวัดต้องเผื่อตังค์ไว้ด้วยครับ ตอนนั้นพวกเรารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้อยากเข้าไปดูภายในวัด เพราะเคยเข้ามาหลายวัดแล้วข้างในก็คล้ายๆ กัน ผมกับพิงคุยกันแล้วว่า เราจะไม่เข้าวัดที่เข้าไปเพื่อดูสวนเรียงหิน ถึงแม้คนญี่ปุ่นเค้าจะชอบกันก็เถอะ เอาไว้กลับไปเที่ยวองค์พระประปฐมเจดีย์บ้านเราดีกว่า ฟรี! ด้วย


รูปที่ 22 : ธรรมชาติริมแม่น้ำ Hozu-Gawa ใกล้กับทางออกด้านหลังของป่าไผ่

รูปที่ 23 : วิวใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างจะเข้าเขตป่าไผ่จากริมแม่น้ำ

รูปที่ 24 : ถึงป่าไผ่ในอะราชิยาม่า คนเยอะแต่บรรยากาศธรรมชาติดี

เราเดินหาทางไปป่าไผ่กันต่อ โดยเดินจากทางเดินเรียบแม่น้ำ แล้วไปยังป่าไผ่โดยเดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ระหว่างทางเดินมีป้ายบอกทางแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมด เดินมาได้สัก 20 นาทีจากริมแม่น้ำก็ถึงป่าไผ่ สองข้างทางเดินเต็มไปด้วยต้นไผ่สูง สีเขียวเต็มไปหมด ทางเดินทั้งหมดยาวประมาณ 300-500 เมตรเท่านั้น ดูเหมือนเรากำลังเดินย้อนจากทางด้านหลังไปออกด้านหน้า เพราะเราเดินในทิศตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะทางเดินในป่าไผ่ไม่มีการจัดการจราจรให้ต้องเดินแบบ One way จึงเดินได้ฟรีสไตล์ มีคนประมาณ 20% เดินทางเดียวกับเรา ขณะที่คนอีก 80% เดินจากทางเข้าด้านหน้าไปยังทางออกที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำ Hozu-Gawa

หลังจากเดินออกจากป่าไผ่มาสักพัก เราก็เจอกับทางเดินเข้าวัด Tenryuji เส้นทางหลัก เส้นทางเดินในเขตป่าไผ่นั้นอยู่ติดกับพื้นที่บริเวณวัด Tenryuji นั่นเอง ผมไม่แน่ใจว่าเราสามารถเดินจากภายในบริเวณวัดไปยังบริเวณทางเข้าป่าไผ่ได้หรือเปล่า ใครรู้ช่วยให้คำแนะนำด้วยละกันครับ ผมกับพิงเดินออกจากป่าไผ่ประมาณ บ่ายสามกว่าๆ ฟ้ายังสว่างแจ้งอยู่เลย แต่จะให้เดินเที่ยวที่อื่นไกลๆ ไม่ไหวแล้วหล่ะ เพราะตั้งแต่ลงรถไฟที่สถานี Arashiyama(Hankyu) เดินมาจนถึงทางเข้าวัด Tenryuji ระยะทางทั้งหมดประมาณ 6 กิโลเห็นจะได้ ผมพยายามเดินหาสถานีรถไฟ Arashiyama (คนละสถานีกับ Arashiyama(Hankyu) นะครับ) ด้วยความเหนื่อยล้าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เดินยังไงก็ไม่ถึงซักที แล้วเราก็เดินมาเจอลักษณะเหมือนป้ายหยุดรถไฟ ดูไปดูมามันคือสถานีรถไฟเล็กๆ ชื่อว่าสถานี Randen-Saga ซึ่งอยู่ถัดจากสถานี Arashiyama นั่นเอง โอ่ ถึงว่าทำไมสถานีมันถึงอยู่ไกลจัง เราเดินผิดนั่นเอง ดันเดินมาที่สถานี Renden-Saga ซึ่งอยู่ไกลกว่า แถมรถไฟขบวนที่มาถึงก็รับคนจากสถานี Arashiyama มาเกือบเต็มขบวนอีก ป๊อก 2 เด้งอีกแล้ววันนี้ พวกเราลากขาขึ้นไปยืนบนรถไฟสาย Randen Arashiyama Line

ตอนแรกว่าจะนั่งรถไฟกลับ Gion-Shijo เพื่อไปนั่งพักยกใน Hostel แต่ผมเห็นว่ามันยังไม่ 4 โมงเย็นเลย ก็เลยชวนเปลี่ยนรถไฟไปดูทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa) กัน โดยเรานั่งรถไฟสาย Randen Arashiyama Line ประมาณ 7 ป้ายลงที่สถานี Randen-Tenjingawga แล้วเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินต้นสายที่สถานี Uzumasa-Tenjingawga ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ไปลงที่สถานี Misasagi แล้วต่อรถไฟสาย Keishin Line จากสถานี Misasagi ไปลงที่สถานี Hamaotsu จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟ Ishiyamasakamoto Line นั่งอีก 2 ป้ายลงที่สถานี Ishiba ดูเหมือนจะขึ้นรถไฟเยอะ แต่ที่จริงการต่อรถไฟสะดวกมาก ไม่ต้องรอนานเพราะญี่ปุ่นเค้าจัดตารางเวลารถไฟได้ดี ทำให้เสียเวลาในการเปลี่ยนขบวนไม่ถึง 5 นาที


รูปที่ 25 : บิวะ (Biwa) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

รูปที่ 26 : ริมทะเลสาบน่าจะไม่เกิน 10 องศา ท้องฟ้ากำลังจะมืด

รูปที่ 27 : ริมทะเลสาบใกล้สถานี Ishiba ในเมืองโอสึ (Otsu) เมืองหลวงของจังหวัดชิงะ (Shiga)

รูปที่ 28 : ห้องน้ำสาธารณะริมทะเลสาบ สะอาดและไม่มีตู้บริจาคหรือพนักงานเก็บเงิน

รถไฟสาย Ishiyamasakamoto Line เป็นขบวนรถไฟท้องถิ่น ทางเดินเข้าออกสถานีไม่มีเครื่องเสียบบัตร เราเพียงยื่นบัตร Kansai Thru Pass ให้กับเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟดูเท่านั้นเป็นอันใช้ได้ครับ หลังจากเราลงรถไฟที่สถานี Ishiba เราก็เดินไปยังทางเดินริมทะเลสาบ Biwa ฟ้ายังไม่มึดครับ บรรยากาศกำลังดี ลมหนาวเย็นสบาย ที่นี่เหมือนเป็นสวนสาธารณะไปในตัว มีคนมาตกปลา วิ่งจ๊อกกิ้ง พ่อแม่พาเด็กๆ มาขี่จักรยานเล่น บางคนมานั่งชิวๆ อ่านหนังสือพิมพ์ ทะเลสาบบิวะเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีเรือลำใหญ่แล่นไปยังเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ เราเดินไปนั่งพักกันริมทะเลสาบจนเริ่มค่ำมึดจึงเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานี Shimanoseki ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานี Ishiba เพื่อเดินทางกลับกัน

ขากลับเราขึ้นรถไฟขบวนเดียววิ่งมาลงที่สถานี Sanjo Keihan เลยครับ ไม่ต้องเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Misasagi เหมือนกับขามา จากนั้นก็ขึ้นรถไฟ 1 ป้ายจากสถานี Sanjo มาลงที่สถานี Gion-Shijo สรุปตลอดการเดินทางทั้ง 3 วันที่ผมใช้บัตร Kansai Thru Pass ราคา 5,120 เยน ผมใช้ขึ้นรถไฟทั้งหมดประมาณ 8,000 เยนได้ ถือว่าเป็นบัตรที่ใช้ได้คุ้มครับ

ยังครับวันนี้ยังไม่จบ ถึงแม้จะมึดแล้วแต่ดูเวลาแค่ 1 ทุ่มเอง เราเดินออกจากสถานี Gion-Shijo อ้อมไปยังแถบ Gion Corner ซึ่งเป็นถนนเส้นเล็กๆ รถยนต์วิ่งแบบ One way ได้ ที่นี่เป็นที่เที่ยวที่ต้องมาตอนกลางคืน เพราะทั้งสองฝั่งถนนจะมีร้านอาหาร (ราคาค่อนข้างแพงถึงแพงมาก) เรียงรายตลอดทั้งเส้น หลายคนมาที่นี่เพื่อเดินหาร้านอาหารดีๆ บรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ แต่มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยยืนรอข้างถนนเพื่อรอดู “หญิงสาวหน้าขาวในชุดกิโมโน” อันนี้เป็นศัพท์ที่ผมเพิ่งตั้งขึ้นเองนะ ที่จริงเค้าเรียกกันว่า “เกอิชา (Geisha)” ซึ่งถือได้ว่าเป็นศิลปิน หรือเป็นอาชีพของคนที่เป็นผู้ชำนาญทางศิลปะ เค้าจะคอยให้การต้อนรับลูกค้าตามร้านอาหาร เค้าจะมักทำงานหลายร้านจึงต้องเดินเปลี่ยนร้าน ช่วงเวลาที่เกอิชาเดินบนถนนจะเป็นอารมณ์ว่า เอ้ย! ซุปเปอร์สตาร์มา ผู้คนที่ยื่นรอดูอยู่ก็จะจับจ้องสายตาไปที่เกอิชาคนนั้น พวกเกอิชาฝึกหัดหรือหญิงสามหน้าขาวในชุดกิโมโนที่อยู่ระหว่างฝึกฝนด้านศิลปะต่างๆ เพื่อจะเป็นเกอิชา จะเรียกว่า “ไมโกะ (Maiko)”


รูปที่ 29 : บนถนนย่าน Gion Corner หลายคนกำลังเดิน แต่หญิงสาวหน้าขาวในชุดกิโมโน เธอกำลังหายตัว

ผมไม่แน่ใจครับว่า ศิลปะที่เหล่าเกอิชาหรือไมโกะฝึกมีอะไรบ้าง แต่เท่าที่เจอในย่าน Gion Corner เธออาจจะฝึกวิชากึ่งๆ หายตัวมาด้วย เพราะระหว่างที่เจอเธอเหล่านั้น ขณะที่เรากำลังอยู่ในภวังค์ พอรู้ตัวอีกทีเธอเดินหายไปแล้ว พวกนี้จะเดินไวจริงๆ ครับ งงจริงๆ เห็นแปล๊บเดียวหายไปแล้ว เราเดินไปจะเกือบสุดถนนแล้วเลี้ยวเข้าซอยข้างวัด Kenninji เพื่อเดินกลับไปยังที่พักของเรา ระหว่างที่เดินมาตลอดทางในย่าน Gion Corner เราดูเมนูหน้าร้านอาหารทั้ง 2 ฝั่งถนน ราคาแต่ละร้านก็แพงเอาเรื่องอยู่ครับ ราวๆ 3,000-10,000 เยน ซึ่งคงไม่เหมาะกับ Backpacker อย่างเรา พอเดินมาใกล้กับที่พักของเราในคืนนี้ คือ Bakpak Kyoto Hostel เราเจอร้านราเม็งราคาประมาณ 700-800 เยนต่อชาม เหมาะกับกระเป๋าของเรา จึงขอแวะเข้าไปซดราเม็งร้อนๆ สักคนละชามก่อนจะเข้าที่พักครับ

ราเม็งร้านที่พวกเรากินนี้รสชาติอร่อยดี แต่ยังไม่เข้มข้นเท่ากับร้านที่น้าปานพาไปกินในวันที่เดินทางมาถึง ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Nipponbashi ใน Osaka ว่าแล้วก่อนกลับต้องหาทางไปซัดอีกให้ได้เชียว เรากินกันเสร็จเราแวะซื้อน้ำผลไม้และขนมกุ๊บกิ๊บใน 7/11 ที่อยู่ใกล้กับที่พัก เอาขึ้นไปกินในห้องนั่งเล่นของ Hostel

คืนนี้พวกเรานอนเตียง 2 ชั้น(อีกแล้ว) ในห้องรวมอยู่บนชั้น 3 ห้องทางด้านหลังของตึก ในห้องนี้มีทั้งหมด 4 เตียง นอนได้ 8 คน ผมกับพิงได้เตียงนอนอยู่ด้านในสุดริมหน้าต่าง เราเปิดหน้าต่างแง้มเสมือนเปิดแอร์ ไม่ได้ยินเสียงรถวิ่งบนถนนใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าตึกรบกวนแต่อย่างใด เพื่อนร่วมห้องของเราวันนี้มีทั้งหญิงและชาย ดูเหมือนจะเป็นคนญี่ปุ่นกับคนเอเชียวัยหนุ่มสาว ชาติอะไรไม่แน่ใจ แต่มีหญิงฝรั่งคนนึงเธอเป็นชาวออสซี่มาเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว สุดยอดมาก ผมมีโอกาสได้คุยกับเธอนิดหน่อย เธอเคยมาเที่ยวเมืองไทย 2 ครั้งและเธอมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 พักอยู่ที่นี่ได้ 2 คืนแล้ว เธอบอกว่า เธอต้องเก็บเกี่ยวความสุข เที่ยวให้คุ้มก่อนที่จะตายเพราะเธออยู่ในวัยเกษียณ อายุจะ 70 แล้ว เธออัธยาศัยดีคุยสนุก ผมเองไม่ค่อยเจอคนแก่พักใน Hostel สักเท่าไหร่ แล้วนี่เธอมาเที่ยวคนเดียวด้วย สุดยอดจริงๆ มันทำให้ผมรู้ว่า “คนเราแต่ละคนนั้นสามารถที่จะเลือกหาความสุขตามความพอดี ความพอเพียงของแต่ละคนได้ จริงมั้ย” คืนนี้ขออาบน้ำ นอนก่อนครับ ไว้เจอกันในวันต่อไปครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง