ตอนที่ 6 เที่ยวถนนคนเดินย่านเมืองเก่าเกียวโตและวัดคิโยมิสึ

เมื่อคืนเรานอนเป็นคนแรกๆ จากทั้งหมด 8 คนที่นอนห้องเดียวกัน ผมแง้มหน้าต่างไว้ให้อากาศเย็นเข้ามาแล้วซุกตัวอยู่ในผ้าห่มหนาๆ หลับสนิทเลย ห้องเงียบไม่มีเสียงจากภายนอกรบกวนการนอน เช้านี้ผมตื่นประมาณ 7 โมงเช้า มีบางคนลากกระเป๋า Checkout ออกไปแล้ว ส่วนที่เหลือยังไม่มีทีท่าจะลุกจากเตียงเลย อย่างไรก็ตามทุกคนต้องออกจากที่พักก่อน 11 โมงเพื่อให้คนเข้ามาทำความสะอาด


รูปที่ 1 : ป้ายเตือนติดไว้ที่ประตูห้องสุขา(ทุกห้อง) ใน Bakpak Kyoto Hostel

ผมเดินลงไปดื่มน้ำในห้องครัวที่ชั้นลอย แล้วไปนั่งทำสมาธิเงียบๆ ในห้องสุขาต่อ ห้องสุขาที่นี่มีอยู่ทุกชั้นๆ ละ 1 ห้อง ผมสำรวจมาหมดแล้วทุกห้องแล้ว แต่ละห้องจะเล็กกระทัดรัด นั่งหันหน้ามาที่ประตูซึ่งมีป้ายติดว่า “กรุณาตรวจสอบมากกว่า 1 ครั้งให้แน่ใจว่าประตูล๊อคเรียบร้อยแล้ว” ผมอ่านป้ายหลังจากจัดท่านั่งเสร็จ อ่านแล้วผมก็คิดในใจว่า มันจะติดป้ายนี้ไว้ทำไมกันว่ะเนี้ย ประตูผมก็มั่นใจว่าล๊อคแล้ว แต่เพื่อให้แน่ใจก็ยื่นมือเช็คอีก 2 ครั้งว่ามันล๊อคแน่ๆ และยังล๊อคอยู่ ระหว่างที่กำลังมีความสุขก็นั่งมองโน่นนี่นั่นให้ห้องแคบๆ ไปเรื่อย แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่ข้างนอก ก็คิดในใจว่า “มึงไปชั้นอื่นเหอะห้องนี้กูใช้อยู่” คิดเสร็จปุ๊บก็ได้ยินเสียงลูกบิดประตูแล้วประตูห้องสุขาของผมก็เปิดออก ผู้โชคดีเป็นน้องผู้ชายวัยรุ่นๆ หน่อยกำลังงัวเงียเพิ่งตื่น ตกใจเหมือนเจอผีเลย ไม่แน่ใจว่าตกใจเพราะเห็นผมนั่งอยู่ข้างในหรือว่าตกใจเพราะกลิ่นมันลอยเข้าไปแตะจมูกน้องเค้า ส่วนผมตอนนั้นระหว่างที่กำลังฟินอยู่ เจอเหตุการณ์นี้เข้าไปตกใจหดหมดเลย แล้วก็งงๆ ไม่เข้าใจว่าประตูมันเปิดได้ไง เลยต้องจบ Mission completed ไป ออกจากห้องมา ผมเลยเดินเช็คห้องน้ำทุกชั้นเลยว่ามีป้ายติดอยู่มั้ย และก็เข้าใจแล้วว่า ป้ายนี้มันมีไว้ทำไม ประเทศนี้เมืองนี้มันพัฒนาอะไรไปตั้งเยอะแยะ แต่ลูกบิดประตูมันก็ยังมี Bugs (ข้อผิดพลาด) อยู่อ่ะ

หลังจากขวัญกลับมาแล้วจึงอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเก็บกระเป๋าไปวางไว้ที่ห้องนั่งเล่นแล้วออกไปซื้ออาหารเช้าที่ 7/11 ที่อยู่ใกล้ๆ มานั่งกินในห้องครัวของ Hostel กับพิง ห้องครัวที่นี่เป็นห้องเล็กๆ มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับ 4 คนเท่านั้น มีชากาแฟให้ชงกินเอง ส่วนใหญ่คนจะเข้ามาดื่มน้ำหรือชงกาแฟกิน ไม่เหมือนพวกเราที่ซื้อข้าวกล่องมานั่งกินมื้อเช้ากัน กินเสร็จแล้วพวกเราฝากกระเป๋าเอาไว้ในห้องนั่งเล่น แล้ว Check-out โดยหย่อนกุญแจไว้ในกล่องที่ตั้งอยู่ด้านหน้าห้องสำนักงานเล็กๆ วันนี้เราวางโปรแกรมไปไหว้พระในวัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera Temple) หรือวัดน้ำใส และเดินเที่ยวบนถนนคนเดินใกล้ๆ กับวัด


รูปที่ 2 : อาคารหลังใหญ่ในบริเวณวัดเคนนินจิ

รูปที่ 3 : ทางเดินภายในบริเวณวัด 10 วัดในย่าน Gion

รูปที่ 4 : วัดเล็กๆ วัดนึงไม่อนุญาติให้เข้าไปภายใน

รูปที่ 5 : ต้นสนกับอาคารวัดเล็กๆ อีกวันนึงในบริเวณวัดเคนนินจิ

รูปที่ 6 : บ้านโบราณดูแปลกตา อยู่ด้านข้างวัดเคนนินจิ

ระหว่างทางเดินไปวัด Kiyomizu เราแวะเข้าไปเดินดูภายในบริเวณวัดเคนนินจิ (Kennin-ji Temple) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ภายในบริเวณนี้ถือเป็นแหล่งวัดในย่านจิออนก็ว่าได้ มีวัดเล็กวัดน้อยอยู่ 10 กว่าวัดได้ครับ ส่วนใหญ่จะไม่อนุญาติให้เข้าไปเดินภายในวัด หรือถ้าเข้าไปดูอาคารภายในวัดต้องเสียค่าธรรมเนียมตามระเบียบ เราจึงเดินดูผ่านๆ เดินเล่นภายในสวนบริเวณนี้มากกว่า เนื่องจากบริเวณนี้มีเนื้อที่กว้างพอสมควรตั้งอยู่ใจกลางเมืองเกียวโต่ใกล้กับย่าน Gion ด้วยครับ


รูปที่ 7 : บรรยากาศบนทางเดินใกล้วัด Hokan-ji ย่านเมืองเก่าเกียวโต

รูปที่ 8 : ศาลาวัด Hokan-ji สูงเด่นดึงดูดนักท่องเที่ยวมาก

รูปที่ 9 : บรรยากาศบนถนนคนเดินย่านเมืองเก่า คนเยอะคึกคักมาก

จากนั้นพวกเราก็เดินข้ามถนน(รถวิ่ง) เข้าสู่เขตถนนคนเดินไปสู่วัด Kiyomizu ถนนบริเวณนี้ดูจะคึกคักตลอดทั้งวัน เนื่องจากมีคนมาเดินเที่ยววัด Kiyomizu เยอะตลอดทั้งปี สองข้างทางมีร้านขายของที่ระลึกและร้านขายขนมเต็มไปหมด บรรยากาศของเมืองหลวงเก่ากรุงเกียวโตบริเวณนี้ประทับใจตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว แต่ครั้งนั้นพวกเรามาเย็นไปหน่อยร้านส่วนใหญ่ปิดซะก่อน ครั้งนี้เลยไม่ผิดหวัง นักท่องเที่ยวเดินกันเยอะจนทำให้บรรยากาศของเมืองเก่ากลับดูคึกคัก พวกเราเดินเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงหน้าวัด Kiyomizu


รูปที่ 10 : ทางเดินภายในวัดคิโยมิสึ ระหว่างหาทางขึ้นไปบนอาคารไม้หลังเก่า

รูปที่ 11 : อาคารหลังเล็ก หลังงามภายในวัด

รูปที่ 12 : ซุ้มประตูวัด Kiyomizu และวิวเมือง Kyoto

รูปที่ 13 : ภายในมีพระพุทธรูปที่นักท่องเที่ยวรอเข้าคิวกราบไหว้

รูปที่ 14 : วัฒนธรรมการยืนต่อคิวของญี่ปุ่นทำให้การกราบไหว้พระดูสงบ ไม่วุ่นวาย

รูปที่ 15 : ธรรมเนียมของวัดคิโยมิสึเค้าตีก่อนแล้วค่อยไหว้พระ

รูปที่ 16 : พระประธานของวัดองค์ไม่ใหญ่ อยู่ด้านในครับ

บนถนนคนเดินที่พวกเราเห็นคนเยอะแล้ว บริเวณหน้าวัด Kiyomizu คนเยอะกว่าอีก มีทั้งคนญี่ปุ่น คนจีน คนไทย ส่วนใหญ่จะเป็นคนเอเชีย ไม่ค่อยมีฝรั่งเท่าไหร่ ผมกับพิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินหาทางขึ้นอาคารไม้หลังเก่าเพื่อขึ้นไปกราบไหว้พระเก่าแก่ของวัดนี้กัน โดยเสียค่าขึ้นไปบนอาคารคนละ 300 เยน การกราบไหว้พระของวัดนี้จะต้องต่อคิวเพื่อกราบไหว้พระทีละคนนะครับ ผมกับพิงยืนต่อคิวประมาณ 20 นาทีถึงได้กราบไหว้พระกัน จากนั้นก็เข้าคิวเพื่อถ่ายรูปอาคารไม้หลังเก่าของวัด Kiyomizu กับวิวของเมืองเกียวโต จุดนี้เป็นจุดชมวิว Hilight ของวัดในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็ว่าได้ครับ


รูปที่ 17 : ด้านนอกของอาคารจุดธูปไหว้ได้ ธรรมเนียมเค้าจะโกยควันธูปเข้าตัวเพื่อเป็นสิริมงคล

รูปที่ 18 : คนกำลังยืนมุงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้านล่าง ส่วนอาคารต่างๆ นั้นเป็นร้านขายราเม็งครับ

รูปที่ 19 : มุมกล้องด้านข้างของอาคารไม้หลังเก่า ไม่ค่อยเห็นในเว็บต่างๆ สักเท่าไหร่

รูปที่ 20 : View point ของวัด Kiyomizu วันที่ 30 พ.ย. 2014 ตลาดใบไม้เปลี่ยนสีใกล้จะวาย

รูปที่ 21 : คนญี่ปุ่นเค้ามีขั้นตอนการตักน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยนะ ลองสังเกตุคนข้างหน้าดูว่าเค้าทำอย่างไร

รูปที่ 22 : ผมเห็นเสาของอาคารหลังเก่าครั้งแรกแล้วตกใจ ว่ามีต้นไม้ที่ใหญ่และยาวขนาดนี้อยู่ด้วยเหรอ

ผมคิดว่านอกเหนือจากความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนญี่ปุ่นเลื่อมใสศรัทธา สถานที่ตั้งของวัดซึ่งอยู่บนเขาสูงเป็นทำเลที่ดีและยังอยู่ใกล้กับย่านเมืองเก่าอีก ทำให้วัด Kiyomizu แห่งนี้เป็นสถานที่เที่ยวอันดับ 1 ของเมืองเกียวโตมายาวนาน พวกเราใช้เวลาอยู่บนอาคารไม้หลังเก่ารวมๆ แล้วไม่ถึงชั่วโมง เสียค่าเข้าชม 300 เยนถือว่าไม่แพงเลย คุ้มเกินคุ้มเสียด้วยซ้ำไป ถ่ายรูปกันเสร็จแล้วเราเดินลงจากอาคารไม้หลังเก่าก็เจอกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของวัด มีคนต่อคิวรอตักน้ำมาชำระล้าง ดื่มกินเพื่อความเป็นสิริมงคล แถวยาวพอสมควร แต่ผมกับพิงไม่ได้ต่อคิวเนื่องจากคราวที่แล้วเราได้ตักน้ำล้างมือล้างหน้าแล้ว ญาติคนญี่ปุ่นของพวกเรา แนะนำว่าอย่าดื่มกินน้ำนี้เพราะว่ามันไม่สะอาดพอสำหรับดื่มกิน ให้ตักน้ำมาล้างมือ ล้างหน้า พรมศีรษะก็พอครับ


รูปที่ 23 : บรรยากาศระหว่างทางเดินออกจากวัด Kiyomizu

รูปที่ 24 : พระพุทธรูปองค์เล็ก ระหว่างทางเดินออกจากวัด

รูปที่ 25 : เก็บภาพซุ้มประตูวัดสูงใหญ่ สีสวยก่อนออกจากวัด

รูปที่ 26 : คนต่อคิวซื้อไอติมร้านนี้กันจัง มีทั้งรสน้ำเต้าหู้ รสวานิลลาและชาเขียว

รูปที่ 27 : สาวก Kitty อย่าพลาดจับจอง Kitty ในชุดกิโมโน มีเพียงร้านเดียวในย่านเมืองเก่าเกียวโต

เดินออกจากวัดมา พวกเราก็เดินตามไปบนถนนคนเดินกันต่อ แวะเข้าร้านต่างๆ เลือกดูสินค้าอย่างสบายใจเพราะได้ไหว้พระเสร็จแล้ว ผมมาสะดุดใจที่ร้านเก่าแก่โบราณร้านนึง (ระหว่างยืนแทะไอติมชาเขียว) ร้านนี้มีคนเข้าไปซื้อของในร้านเรื่อยๆ ไม่ขาดสายเลย คนขายในร้านมีเกือบ 10 คนทางร้านเค้าขายชา ผงโรยข้าว กระปุกเครื่องปรุงต่างๆ (เห็นตอนไปกินราเม็ง) เหมือนกับพวกพริกน้ำส้มน้ำตาลบ้านเรา ด้วยความอยากรู้ว่าเค้าเข้าไปซื้ออะไรกันในร้านเก่าแก่ร้านนี้ ผมไปเห็นราคาของกระปุกใส่พริกป่น กระปุกเล็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ ตกใจอย่างแรง กระปุกเหล่านี้เค้าขายกันกระปุกละ 1000-2000 เยน กระปุกเดียวมันแพงกว่าราเม็งพิเศษชามใหญ่ชามนึงเสียอีก มันเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างจาก (พวกพริกน้ำส้ม) บ้านเราเหลือเกิน


รูปที่ 28 : เราเดินมาเจอศาลเจ้าแห่งนี้อีกที ครั้งก่อนลุงทาเกะพามาเจอตอนมืด

รูปที่ 29 : ผู้หญิงเข้าคิวยาวรอลอดช่องกลมๆ นี้ เป็นความเชื่ออะไรสักอย่าง

รูปที่ 30 : ผ่านหน้าร้านราเม็งที่พวกเรากินเมื่อคืน ข้างในคนเต็มร้านเลย

พิงกับผมเดินจนสุดถนนคนเดินอย่างที่ตั้งใจไว้ ขาลากเลย จากนั้นก็ค่อยๆ ลากขาเดินในซอยเล็กๆ ข้างวัด Kennin-ji ที่เราแวะเมื่อเช้าเพื่อกลับไปที่ Hostel เรามาถึงประมาณบ่าย 2 กว่าๆ ที่นี่มีพนักงานอยู่คนเดียว ปกติช่วงกลางวันถึงบ่ายสามจะไม่ให้แขกอยู่ภายในตึก เราจึงเอากระเป๋าที่ฝากไว้มานั่งพักที่สวนเล็กๆ ใกล้ๆ และต่อ Wifi ของ Hostel เพื่อเล่นเน็ตไปด้วย เรากำลังจะนั่งรถไฟไปย่าน Namba ในเมืองโอซาก้า คืนนี้พวกเราจะพักในโรงแรมแคปซูลกัน แต่ทางโรงแรมเปิดให้ Check-in หลัง 5 โมงเย็น พวกเราจึงไม่รีบลากกระเป๋าขึ้นรถไฟ ถือโอกาสนั่งพักชิวๆ เล่นเน็ต รอเวลาก่อน อากาศกำลังดี เย็นสบาย


รูปที่ 31 : เพื่อนพิงฝากซื้อ เลยลองชิมแกล้มกับเบียร์จนหมด สุดท้ายลืมซื้อมาฝากเพื่อนพิง

รูปที่ 32 : ซื้อแก้วแรกลองชิม กินหมดซื้อแก้วสองต่อ ราคาไม่แพง ร้านอยู่ตามสถานีรถไฟใต้ดิน

บ่าย 3 โมงกว่าพวกเราจึงเดินไปขึ้นรถไฟไปโอซาก้าที่สถานี Gion-shijo โดยขึ้นรถไฟไปลงที่สถานี Yodoyabashi แล้วเปลี่ยนรถไฟอีกขบวนนึงไปลงสถานี Namba (Subway) เราหยอดเงินซื้อตั๋วเที่ยวเดียวจ่ายค่าตั๋วคนละ 590 เยน พอถึงสถานี Namba ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ก็จะเหมือนกับพวกบ้านนอกเข้ากรุง เราจะงงๆ ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ทางออกก็มีเยอะ วิธีที่ดีและสะดวกที่สุดคือ สอบถามกับเจ้าหน้าที่ที่ยื่นตรงประตูทางออก บริเวณใกล้ๆ กับเครื่องสอดบัตรโดยสาร ตัวอย่างของผมคือ ผมต้องการลากกระเป๋าไปไว้ที่โรงแรมแคปซูล ที่เราจะพักค้างกันวันนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างสถานี Shisaibashi กับสถานี Namba ผมลงรถไฟที่สถานี Namba จึงถามเจ้าหน้าที่ว่าทางออกที่จะเดินไปทางสถานี Shisaibashi ออกทางออกที่เท่าไหร่ เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะให้คำแนะนำที่ดีและสุภาพกับเราตามสไตล์คนญี่ปุ่นเสมอ เราจึงเดินขึ้นจากสถานีรถไฟไปบนท้องถนนย่าน Namba ทางไปโรงแรมได้ถูกต้อง


รูปที่ 33 : บรรยากาศริมถนนใหญ่ย่าน Namba ใจกลางเมือง Osaka

Osaka เป็นเมืองใหญ่ต่างจากเมือง Kobe, Nara และเมือง Kyoto ที่เราเพิ่งเที่ยวผ่านมาจริงๆ แต่คนในเมืองนี้ก็ไม่เยอะถึงกับแออัดเหมือนใน Tokyo บ้านเรือนในโอซาก้าดูเจริญ ทันสมัย พวกเราเดินลากกระเป๋าบนถนนสายหลักจากสถานี Namba ไปสถานี Shisaibashi ต้นไม้ข้างถนนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งหมด ข้างทางเป็นห้างร้านขายของ คนกำลังช็อปปิ้งกันเยอะพอสมควร นี่ขนาดประเทศญี่ปุ่นอยู่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีนะ ตรงข้ามกับบ้านเรา คนปกครองหรือนักการเมืองบอกว่า เศรษฐกิจดีหรือกำลังจะดี แต่ร้านค้าต่างๆ เดี๋ยวนี้ 5 โมงเย็นก็ทะยอยปิดร้านกันแล้ว ทั้งๆ ที่แต่ก่อนปิดร้าน 1-2 ทุ่มกัน เออ..ไม่รู้เป็นไร มาเที่ยวเมืองนอกแล้วชอบบ่นบ้านเมืองตัวเอง เอ้า! ผมกับพิงเดินหาโรงแรมกันอยู่พักนึง เดินเลยไป 2-3 ช่วงตึก สุดท้ายมาเจอโรงแรมอยู่ด้านหลัง Apple shop เราไปถึงหน้าโรงแรมอีก 10 นาที 5 โมงเย็น โรงแรมยังไม่เปิด มีคนนั่งรอหน้าโรงแรมประมาณ 10 คน พอโรงแรมเปิดเราก็เข้าไป Check-in กัน

นี่เป็นครั้งแรกของพวกเราที่เข้าพักโรงแรมแคปซูล โรงแรมชื่อว่า Eco Cube Shinsaibashi เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้ย่าน Dotonbori ที่ราคาไม่แพง ปกติที่นี่ราคา 3,300 เยนต่อคนต่อคืน (ไม่มีอาหาร) ผมจองโรงนอน (ขอเรียกแทนโรงแรม) ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน ในราคา 1,900 เยนได้ส่วนลดประมาณ 40% โรงแรมนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น ชั้น 1 เป็น Reception มีพนักงาน 4-5 คน มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับวางกระเป๋า มีเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ให้ใช้ 4-5 เครื่องและมี Locker สำหรับใส่รองเท้าให้คนละ 1 ตู้ เวลาเดินภายในโรงแรมต้องถอดรองเท้าเดิน ไม่ต้องกังวลครับเพราะโรงแรมสะอาดมากทีเดียว ชั้น 2 เป็นโรงนอนสำหรับผู้หญิงเท่านั้น ออกจากลิฟท์ไปมีประตูทึบอีกชั้นนึงต้องใช้คีย์การ์ดเปิด ส่วนชั้น 3-5 เป็นโรงนอนสำหรับผู้ชาย (รวมเก้งกว้างด้วย) ประตูลิฟท์เปิดก็จะเป็นตู้ล๊อกเกอร์ใส่เสื้อผ้า ทางโรงแรมมีให้อีกคนละ 1 ตู้ รวมแล้วเราได้ตู้ Locker ใส่สัมภาระคนละ 2 ตู้ โดยโรงแรมเตรียมผ้าเช็ดตัวและชุดคลุมหลังอาบน้ำไว้ให้ในตู้ Locker หากใครมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ (Luggage) ไปด้วย แนะนำให้เอาของมีค่าออกมาใส่ในตู้ Locker แล้วนำกระเป๋าไปวางไว้ในที่ว่างใกล้ๆ กับ Reception ซึ่งทางโรงแรมให้วางกระเป๋าแบบไม่เสียตังค์ แต่ถ้ากลัวหาย ทางโรงแรมก็มี Coin Locker ขนาดใหญ่สำหรับใส่ Luggage ให้โดยเสียครั้งละ 500 เยนในการล๊อกประตูล๊อกเกอร์


รูปที่ 34 : ช่องๆ นี้เค้าเรียกว่าแคปซูลนะ เป็นไงเหมือน “โลงนอน” มั้ย

รูปที่ 35 : เวลานอนเค้าจะหันหัวไปทางด้านใน จะได้เอื้อมมึอไปเปิดปิดสวิสซ์ไฟ ทีวี และวิทยุได้ครับ

รูปที่ 36 : มาด เป็นนักศึกษา ป.โท มหิดล โชคดีมาก จองล่วงหน้าเพียงวันเดียวในราคา 1,650 เยน

พวกเราแยกย้ายกันจัดการสัมภาระส่วนตัว พิงพักอยู่ชั้น 2 ส่วนผมพักอยู่ชั้น 5 ผมเข้าไปสำรวจโรงนอนก่อนว่า มันเป็นยังไงเนี้ยแคปซูล จะขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่ามันคือ “โลงศพ 2 ชั้นพร้อมทีวีส่วนตัวนั่นเอง” แต่ละโรงหรือแต่ละตู้จะสูงขนาดคนเข้าไปนั่งได้ วันนั้นผมใส่เสื้อยืด “๙ ทรงพระเจริญ” ไปเลยมีน้องตู้ตรงข้าม (ชั้นล่าง) เข้ามาทักทาย น้องเค้าชื่อมาด กำลังเรียนอยู่ป.โท มหิดล เพิ่งจะไป Present วิทยานิพนธ์ที่เมือง Fukuoka เสร็จ (เค้ามีโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนกันม.มหิดล) เลยถือโอกาสเที่ยวต่อ โดยแยกย้ายกับอาจารย์และเพื่อนนักเรียนคนไทยมาเที่ยวคนเดียว ดูมาดเตรียมตัวสำหรับเที่ยวมาพร้อมพอสมควร ซื้อตั๋วรถไฟ JR แบบ 7 วันจองรถไฟชินคันเซ็นเพื่อเข้าเมือง Tokyo พรุ่งนี้เช้าเรียบร้อย เก่งทีเดียว คุยกันไปคุยกันมา มาดบอกว่าเนี้ยเค้าเพิ่งจองโรงนอนเนี้ยเมื่อวานเอง แถมได้ส่วนลด 50% เหลือเพียง 1,650 เยนเอง (ถูกกว่าผมซึ่งจองล่วงหน้า 2 เดือนอีก) ถือว่าทั้งเก่งและเฮงเลย โชคดีมากที่ยังมีตู้ว่างเหลืออยู่


รูปที่ 37 : เพิ่งหัวค่ำ ป้ายไฟกุลิโกะในย่าน Dotonbori ยังไม่เปิด

ผมเก็บของเสร็จแล้วก็จากมาดมารอพิงชั้นล่าง ค่ำนี้เรามีนัดกินข้าวกับน้าปานกัน ระหว่างที่นั่งรอพิงอยู่ชั้น 1 มีน้องอีกคนเข้ามาทักเพราะว่าเห็นผมใส่เสื้อ “๙ ทรงพระเจริญ” ผมจำชื่อน้องเค้าไม่ได้ ขอโทษด้วยครับ น้องคนนี้เป็นเด็ก ป.โท มหิดลอีกคน แล้วก็เพิ่งเสร็จจาก Present วิทยานิพนธ์ที่เมือง Fukuoka เหมือนกัน แต่น้องเค้าไม่รู้จักกับมาด ดูเหมือนจะมีเด็กมหิดลหลายคณะหรือหลายสาขาที่มีโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนกับทาง Fukuoka แต่น้องคนนี้สุดๆ เลย สงสัยว่าที่ผ่านมามัวแต่เตรียม Present วิทยานิพนธ์ จนไม่มีเวลาหาข้อมูลเรื่องเที่ยวในญี่ปุ่นต่อ น้องมาถามว่า “พี่ครับในโอซาก้านี้เค้าเที่ยวอะไรกันครับพี่” โอ่ ผมเจอคำถามนี้ของน้องแล้ว ท่าทางต้องคุยกันยาวแล้วหล่ะน้อง ก็เล่นไม่เตรียมตัวอะไรเลย สุดท้ายเลยชวนน้องเค้าเดินไปด้วยกัน เพราะเราจะเดินไป Namba แล้วเดินต่อไปที่ร้านสุโขทัยที่ Nipponbashi เพื่อเจอน้าปาน เลยแนะนำให้น้องให้รู้จักย่าน Dotonbori และไปส่งน้องที่ต้องการเดินซื้อของที่ Ebisubashi ซึ่งเป็นถนนช็อปปิ้งยาวประมาณ 2 กิโลเมตรจาก Namba ไปถึง Shinsaibashi ก่อนจากกันพิงหยิบหนังสือ “เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง” ให้น้องไปอ่านเพราะว่าไม่ได้ใช้แล้ว น้องคนนี้สุดยอดมาก มาแนว Improvise สุดๆ ไม่ต้องเตรียมตัวกันมาลุยเอา เจอของจริงเลยดีกว่า


รูปที่ 38 : ใกล้ๆ กับสถานี Tsuruhashi มีร้านเนื้อย่างเกาหลีให้เลือกเยอะ เข้าใจว่าเป็นเนื้อวัวญี่ปุ่น

รูปที่ 39 : ลักษณะของเนื้อวัวเกรดดี ราคาแพง เค้าดูกันที่ชั้นไขมันแทรกที่อยู่ระหว่างเนื้อแดง

รูปที่ 40 : จานนี้เค้ากินกันดิบๆ ตอนแรกว่าจะไม่กินของดิบ แต่พอได้ลองแล้วหยุดไม่อยู่

รูปที่ 41 : อันนี้คือสุกี้กิมจิ หรือที่ขายในบ้านเราเค้าเรียกว่า เจินจู

เราจากน้องมารอที่ร้านสุโขทัยไม่นาน น้าปานก็มาถึง น้าปานชวนเราไปกินเนื้อย่างกัน โดยซื้อตั๋วรถไฟ 150 เยนนั่งไป 2 สถานีจากสถานี Nipponbashi ลงที่สถานี Tsuruhashi ที่นี่มีตลาดเกาหลีจึงมีร้านเนื้อย่างหลายร้าน น้าปานพาเข้าไปกินร้านประจำ เป็นธรรมดาไม่มีเนื้อโกเบระดับ 4 ระดับ 5 หรือเนื้อมัสซึซะกะ (Matsusaka) สุดยอดเนื้อวัวของญี่ปุ่น แต่ต้องยอมรับว่าเนื้อวัวธรรมดาทั่วไปในญี่ปุ่นดีกว่าเนื้อวัวเกรด Premium บ้านเราอีก เนื้อวัวชั้นดีบ้านเราไม่ว่าจะเป็นเนื้อโคขุนโพนยางคำ หรือเนื้อวัวพันธุ์กำแพงแสนเกรด A ยังมีไขมันแทรกไม่เท่าเนื้อวัวทั่วไปในญี่ปุ่น เนื้อวัวที่นี่ถูกหั่นหนาประมาณ 0.5-0.6 เซนติเมตร ย่างสุกปานกลาง(ระดับ Medium) ไม่มีคำว่าเหนียว กินแล้วจะรู้รสชาติของเนื้อและความชุ่มช่ำของไขมัน มันแตกต่างกับเนื้อวัวบ้านเราจริงๆ น้าปานเลี้ยงต้อนรับพวกเรา กินกัน 3 คนเรียบหมดทุกอย่าง คิดค่าเสียหายรวม 15,000 กว่าเยน


รูปที่ 42 : ในร้านอาหารย่าน Dotonbori ถึงฝนจะตก สัมภาระจะเยอะ แต่เหล่าแฟนพันธุ์แท้ยังยืนรอต่อคิว

รูปที่ 43 : ได้ยินว่าร้านขายคูชิกัสซึ (Kushikatsu) ของลุงหนวด กำลังจะมาเปิดในบ้านเรา

รูปที่ 44 : พวกเรามาเจอป้ายไฟกุลิโกะช่วงฝนตกปรอยๆ บรรยากาศเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนที่เห็นในทีวี

กินเสร็จน้าปานขึ้นรถไฟกลับบ้าน ส่วนพวกเรานั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Nipponbashi แล้วเดินผ่านย่าน Dotonbori พอดีผมลืมเอา Adapter สำหรับแปลงปลั๊กไฟไปด้วย จึงไปหาซื้อที่ร้าน Donki ร้านขายสารพัดทุกสิ่งทุกอย่าง ราคาไม่แพง ในญี่ปุ่นเค้าจะใช้ปลั๊กขาแบน 2 ขา ลักษณะเหมือนกับปลั๊กพัดลมบ้านเรา ซื้อของเสร็จจึงแวะไปถ่ายป้ายใฟรูปสัญลักษณ์ของกุลิโกะใน Dotonbori ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมครับ

เดินถึงโรงแรม ผมแยกกับพิงในลิฟท์ พิงพักอยู่ชั้น 2 สำหรับผู้หญิง ส่วนตู้นอนของผมอยู่ชั้น 5 ผมออกจากลิฟท์แล้วเดินไปหยิบของใช้ใน Locker เพื่อจะไปอาบน้ำ พื้นที่ระหว่างลิฟท์กับ Locker เป็นทางเดินโล่ง ไม่มีอะไรปิดบัง ระหว่างที่ผมกำลังหยิบของใน Locker ก็มีคนญี่ปุ่นเดินออกจากห้องอาบน้ำ มายืนอยู่หน้า Locker แล้วยืนแก้ผ้าเช็ดตัวกันเฉย คุยกันกับเพื่อนไปเรื่อย มันไม่เร่งรีบที่จะใส่แม้กางเกงในหรือไม่กลัวว่าจะผู้หญิงหลงขึ้นลิฟท์มาชั้น 5 ถ้าเผอิญมีผู้หญิงขึ้นลิฟท์มาส่งเพื่อนผู้ชาย ประตูลิฟท์เปิดก็โป๊ะเชะเลย ผมจึงอยากแนะนำให้ผู้หญิงที่เข้ามาพักในโรงแรมแคปซูลให้ขึ้นลงลิฟท์เฉพาะชั้นผู้หญิงเท่านั้นครับ หรือถ้าใครอยากเสี่ยงโชคก็ลองพิจารณากันดูละกันครับ


รูปที่ 45 : อันนี้ยังไม่ตายนะครับ กำลังนอนดูทีวีส่วนตัวอยู่ในตู้แคปซูล

ที่พักแต่ละชั้นจะมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำแยกเป็นห้องๆ ประตูล๊อคได้ ไม่เหมือน Youth hostel ในยุโรปบางที่ ห้องอาบน้ำมีผักบัววางเรียงเป็นแถวในพื้นที่โล่งๆ นะครับ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาด วางครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผมให้พร้อม น้ำฝักบัวไหลแรงสะใจดีครับ อาบน้ำเสร็จก็เข้าไปนอนในโลง เอ้ยนอนในตู้ ดูทีวีส่วนตัวสบายเลย แล้วเจอกันพรุ่งนี้ครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง