ตอนที่ 7 ไปเทศกาลดอกไม้และดูไฟที่ Nabana No Sato

เมื่อคืนหลับสนิทเลย โชคดีที่ชั้นที่ผมนอนแขกไม่ค่อยส่งเสียงดังรบกวน ส่วนใหญ่คนจะใส่ชุดคลุมอาบน้ำที่โรงแรมให้มา เป็นชุดนอนกัน ไม่ต้องเปลืองเสื้อผ้า ผมเปิดมู่รี่มา มาดทิ้งโน๊ตไว้ว่า เค้าออกไปขึ้นรถไฟ Shinkansen เข้าเมือง Tokyo แล้ว เพราะได้จองที่นั่งในขบวนรถตอนเช้ามืดไว้ ก็เลยไม่มีเพื่อนคุยอะไรสนุกๆ เลย ในโรงแรมนี้มี Wifi อยู่ 7-8 ตัว(Access point) ให้เลือกใช้ ผมนอนแชตกับพิงเพื่อนัดเวลาเจอกันที่ชั้น 1 พิงแอบบ่นมาว่า เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอน ชั้นผู้หญิงส่งเสียงดังกันเกือบทั้งคืน มีเป่าผมกันตอนตี 1 ด้วย แล้วก็มีอะไรอีกเยอะแยะ บลา บลา บลา… อันนี้ใครอยากลองมานอนในตู้แคปซูล ก็ลองพิจารณากันดูกันครับ ตอนนี้ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำและอาบน้ำก่อน น้ำฝักบัว Rain shower ที่นี่ไหลแรงมากถึงมากที่สุด น้ำร้อนด้วย อาบแล้วสะใจจริงๆ

ตั้งแต่วันนี้ไป โปรแกรมที่เหลือที่เตรียมไว้เที่ยวในโอซะกะต้องพับเก็บไปเลยครับ หลังจากนี้น้าปานจะพาพวกเราเที่ยวทั้งหมด ที่เที่ยวหลังจากนี้จึงไม่ใช่ที่ที่คนไทยเที่ยวกัน เราจะไปเที่ยวแบบที่คนญี่ปุ่นเค้าเที่ยวกันครับ น้าปานบอกกับเราว่า จะพาไปนั่งรถไฟไปดูไฟที่ Nabana No Sato ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองนาโกย่า (Nagoya) กัน ผมก็งงๆ นิดๆ ว่า ทริปนี้เรามาดูใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่นนี่มันแนวสุดแล้วนะ เจอน้าของพิงพาพวกเรานั่งรถไฟไปตั้งไกลเพื่อไปดูไฟ นี่มันแนวกว่าอีก!


รูปที่ 1 : ช่วงเช้ารถบรรทุกเครื่องดื่มกระป๋องจะมาเติมกระป๋องเครื่องดื่มให้เต็มตู้หยอดเหรียญ

เรานัดกับน้าปาน 11 โมงที่เดิมร้านสุโขทัยใกล้กับสถานี Nipponbashi ผมนัดกับพิงที่ Reception ชั้น 1 ของโรงแรมเวลา 9 โมงครึ่ง แต่ผมทำธุระส่วนตัวเสร็จตอน 8 โมงนิดๆ ก็เลยไปเดินเล่นบริเวณรอบๆ โรงแรม ซึ่งเป็นย่าน America-Mura บริเวณนี้ไม่มีร้านขายอาหารเช้านะครับ ใครมาพักคงต้องพึ่งอาหารที่ขายในร้านสะดวกซื้อ หรือไปหาร้านอาหารเช้าที่อื่นกิน โชคไม่ค่อยดีครับฝนตก แต่ก็ตกปรอยๆ ร่มคันเล็กเอาอยู่ ย่านนี้ก็จะมีร้านค้าเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ ถ้าร้านเปิดหมดคงจะดูคึกคักทีเดียว แต่ตอนนี้ยังเช้าเกินไป ร้านส่วนใหญ่ยังไม่เปิดกัน ผมเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ที่จริงตั้งใจมาเดินหาร้านขายกีตาร์ไฟฟ้า แถวนี้มี 2-3 ร้านแต่ก็ยังไม่เปิด หลังจากได้เดินเปิดหูเปิดตาจนทั่วย่าน American-Mura ผมจึงเดินกลับโรงแรม 9 โมงครึ่งพอดี พิงนั่งรอผมอยู่แล้ว

เมื่อคืนนี้แขกของโรงแรมส่วนใหญ่วางกระเป๋าสัมภาระไว้ที่พื้นที่ว่าง ข้างๆ Reception เพราะว่าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พวกเราก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่แขกจะพักในโรงแรมแคปซูลนี้เพียงคืนเดียว ใครจะพักหลายคืนก็ได้ครับ แต่ที่นี่มีกฏว่า แขกทุกคนต้อง Check-out ออกจากโรงแรมภายใน 10 โมงเช้า ใครที่พักหลายคืนก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ หน่อยที่ต้อง Check-out ออกก่อนแล้วหลัง 5 โมงเย็นค่อยกลับมา Check-in ใหม่ทุกวัน เพราะช่วงเวลากลางวันภายในโรงแรมจะปิดเพื่อทำความสะอาด ไม่อนุญาติให้แขกอยู่ในโรงแรมครับ

เราคืนกุญแจให้กับพนักงาน แล้ว Check-out ออกจากโรงแรม ผมอยากจะสรุปว่า โรงแรมแคปซูล Eco Cube Shinsaibashi เป็นโรงแรมที่ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารสถานที่ ที่ตั้ง (Location) สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และพนักงาน น่าแนะนำให้ลองมาพักเปลี่ยนบรรยากาศสักคืน โดยรวมๆ ทั้งหมดดีกว่า Hostel บางที่เสียอีก มีปัญหาก็เฉพาะเรื่องของคนหรือแขกที่มาพักด้วยกันนี่แหล่ะ แต่เราต้องยอมรับว่า วัฒนธรรมเรื่องความเกรงใจเค้าไม่ได้มีสอนกันทุกประเทศนะ หรือแม้แต่ในบ้านเราเด็กรุ่นใหม่ก็มีความเกรงใจกันน้อยลง จริงมั้ย? เมื่อวานผมคุยกับป้าแก่ๆ คนออสเตรเลียที่พักอยู่ห้องเดียวกันใน Hostel ที่เมืองเกียวโต เค้าบอกว่า “It’s OK. Don’t worry about it. Do what you want”. (แปลว่า ตามสบายนะ คุณอยากทำอะไรทำได้เลย ไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลอะไร) ผมทึ่งป้าเค้าจริงๆ ถึงจะเป็นคนรุ่นเก่าแต่ความคิดเค้าเปิดกว้างทีเดียว


รูปที่ 2 : อาหารเซ็ตมื้อเช้าในร้านอาหารแฟรนไซน์ มีขายอยู่ทั่วไป ราคาไม่แพง

ผมกับพิงลากกระเป๋าเดินไปที่ร้านสุโขทัยกัน คืนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าจะนอนที่ไหนกัน โรงแรมที่จองไว้ก่อนหน้านี้ก็ยกเลิกไปแล้วด้วยครับ หลังจากนี้น้าปานพาไปไหน เราไปด้วยหมดแหล่ะ เราเดินผ่านย่าน Namba, Dotonbori และ Ebisubashi เส้นเดิม ไม่ค่อยเจอร้านขายอาหารเช้ากันนะ คิดว่าคนญี่ปุ่นคงไม่ค่อยจะกินข้าวเช้าแบบหนักๆ กัน บางคนจะกินขนมปังกาแฟแค่นั้นพอแล้ว พอเดินมาเกือบถึงสถานี Nipponbashi เจอร้านอาหารแฟรนไซน์แบบมีเมนูอาหารและตู้หยอดเงินวางอยู่หน้าร้าน ร้านเหล่านี้เป็นที่พึ่งของคนที่ทานข้าวเช้าได้ จะมีทั้งอาหารจานเดียวและเป็นเซ็ตให้เลือก ราคาไม่แพง แถมเติมข้าวฟรีด้วย

หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็เดินไปรอน้าปานที่ร้านสุโขทัย เราเจอกับป้านก เพื่อนของน้าปานซึ่งวางแผนและจัดการทริปวันนี้ให้กับพวกเราทั้งหมด 5 คน ป้านกจัดการจองตั๋วรถไฟ ตั๋วรถเมล์และตั๋วเข้างาน Nabana No Sato ทั้งหมด จ่ายไปเกือบ 4 หมื่นเยน ไม่รวมตั๋วรถไฟขากลับ ตกคนละ 7 พันกว่าเยนโดยมีพ่อใหญ่ โอป้าซัง เป็นสปอนเซอร์ในทริปนี้ เราทั้ง 3 คนขึ้นรถไฟใต้ดินไปเจอพ่อใหญ่กับน้าปานที่สถานี Tsuruhashi ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ที่ขบวนรถไฟวิ่งต่างเมืองจอดกัน

พอพ่อใหญ่เจอกับพิง ก็ดีใจกอดกันใหญ่ เนื่องจากพ่อใหญ่สนิทกับครอบครัวน้าปานถึงขนาดบินมางานรับปริญญาพิงในเมืองไทยทีเดียว พ่อใหญ่นั่งรถไฟมาจากวะคะยะมะ (Wakayama) ตั้งแต่เช้าเพื่อพาพวกเราไปเที่ยว อืม ตอนนี้พ่อใหญ่อายุ 70 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรง เดินไปไหนมาไหนสบาย แกยังทำงานเป็นช่างตัดผมในร้านที่ลูกชายดูแลอยู่ น้าปานเล่าว่า ร้านตัดผมของพ่อใหญ่เป็นแบบร้านเกรดพรีเมี่ยมเนื่องจากได้รับรางวัลมา คือปกติร้านตัดผมผู้ชายในญี่ปุ่นราคาประมาณ 1000 เยน แต่ร้านของพ่อใหญ่คิดคนละ 3,000 เยนอ่ะ พ่อใหญ่ตัดผมมา 40-50 ปีแล้วด้วย ไม่ธรรมดาจริงๆ


รูปที่ 3 : ภายในรถไฟเอกชนวิ่งจากเมือง Osaka ไปเมือง Nagoya

รูปที่ 4 : อาจเป็นไปได้ว่า คนญี่ปุ่นมักจะพึ่งอาหารเช้าในร้านสะดวกซื้อกัน

รูปที่ 5 : ห้องน้ำในรถไฟน่านั่งมาก ฝารองนั่งอุ่น แถมยาว 3-4 เท่าของรถไฟบ้านเรา

รูปที่ 6 : ป้านกซื้อตั๋วรถไฟกับรถเมล์มาให้เราหลายใบ ใช้ไม่ค่อยถูก

รูปที่ 7 : พวกผู้หญิงที่มาร้านขายดอกไม้ใน Nabana No Sato เสร็จทุกราย

รูปที่ 8 : ผักก็มีขาย แต่ผักกาดขาวหัวใหญ่ คนญี่ปุ่นเค้ากินกันกิี่วัน

หลังจากพ่อใหญ่ น้าปานและป้านกแวะกินขนมปังกาแฟในสถานีรถไฟกันเสร็จ พวกเราก็ขึ้นรถไฟประมาณเที่ยงครึ่งจากสถานี Tsuruhashi วิ่งประมาณ 2 ชั่วโมงไปลงที่สถานี Kuwana ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองนาโกย่า (Nagoya) รถขบวนที่ป้านกจองไว้หรูหราทีเดียว ป้านกบอกว่าราคาตั๋วรถไฟขบวนนี้ค่อนข้างสูงเพราะทุกที่นั่งต้องเสียค่าจองที่นั่ง (Reserved Seat) ด้วย จากนั้นก็เปลี่ยนขบวนไปขึ้นรถไฟท้องถิ่นอีก 1 ป้ายลงที่สถานี Kintetsu-Nagashima (ใช้เวลา 5 นาที) แล้วขึ้นรถเมล์ที่จอดรอที่สถานีวิ่งประมาณ 10 นาทีก็ถึง Nabana No Sato ที่นี่มีลานจอดรถกว้างมาก อาจจะเช่ารถขับมาเที่ยวก็สะดวกดีครับ เรามาถึงประมาณ 4 โมงเย็น แวะเข้าไปดูร้านขายดอกไม้พืชผักกันก่อน แล้วจึงยื่นตั๋วเข้างาน Nabana No Sato ซึ่งเปิดตอน 5 โมงเย็น


รูปที่ 9 : อาคารภายในสวน Nabana No Sato เหมือนอยู่ในยุโรป

รูปที่ 10 : บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนในนี้ โดนทีเดียว

รูปที่ 11 : คุ้นๆ ว่าตึกนี้เป็นร้านอาหรฝรั่ง

รูปที่ 12 : ที่เห็นเหมือนจานบิน เป็นหอคอยไฮโดรลิกปรับขึ้นลงได้

Nabana No Sato เป็นชื่อของสวนดอกไม้ที่อยู่ในเมือง Nagashima ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในเขตจังหวัดมิเอะ (Mie) แต่ถ้าดูในแผนที่จะอยู่ใกล้กับเมืองนาโกย่า (Nagoya) มากกว่า ที่นี่จะจัดงานแสดงไฟในฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี (สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.nagashima-onsen.co.jp/index.html หรือสอบถามไปที่ JNTO บ้านเราก็ได้ครับ) ราคาตั๋วเข้าไปภายในงาน 2,100 เยน (1,000 เยนสำหรับเด็ก) หลังจากซื้อตั๋วแล้วเราจะได้คูปองเงินสดคนละ 1,000 เยน เอาไปใช้ในร้านอาหารหรือใช้เข้าภายในอาคารที่จัดโชว์ดอกไม้ต่างๆ

แต่ละปีในญี่ปุ่นจะจัดเทศกาลประดับไฟในหลายๆ เมือง เทศกาลนี้เค้าเรียกว่า “Illumination Events” ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันก็จะมีในโตเกียว ในเมืองโกเบ หรือในเมืองซับโปโร ที่จริงแล้วมีการจัดงาน Illumination Events อยู่หลายเมืองเลยครับ ลอง Search หากันดู หรือเข้าไปดูที่เว็บ http://www.yokosojapan.org/th/2014/11/illumination-events-in-japan-2014-2015/ เป็นตัวอย่างก็ได้

รูปที่ 13 : ดอกไม้สีสรรต่างๆ เป็นล้านดอกถูกจัดไว้ในอาคาร

รูปที่ 14 : เห็นดอกไม้ที่นี่แล้วรู้สึกเพลียแทนคนจัดจริงๆ

รูปที่ 15 : ดอกของต้นไม้ที่ห้อยตัวลงมาจากกระถางที่อยู่ด้านบน

รูปที่ 16 : ดอกไม้เยอะมาก จัดแสดงไว้ประมาณ 3-4 อาคาร

รูปที่ 17 : ระหว่างรอเปิดไฟตอนมืด แวะกินข้าวกันก่อน

รูปที่ 18 : ชุดเบนโตที่นี่เซ็ตใหญ่ รู้สึกราคา 3 พันกว่าเยน

รูปที่ 19 : ผมสั่งเซ็ตข้าวหน้าปลาไหลพร้อมซุปใส่กา ราคาถูกสุดในร้าน 1,900 เยน

หลังจากตื่นตาตื่นใจกับใบไม้เปลี่ยนสีที่อยู่ภายในแล้ว พวกเราใช้คูปองเงินสด 1,000 เยนเข้าไปดูดอกไม้สีสรรสวยงามถูกจัดไว้ภายในอาคาร 3-4 อาคารกันต่อ แล้วพ่อใหญ่ก็พาพิงและพวกเราไปกินข้าวในร้านอาหารญี่ปุ่นกันต่อ ในนี้มีร้านอาหารให้เลือกทานเยอะแยะทั้งอาหารฝรั่งหรือบะหมี่ผัด กินข้าวเสร็จฟ้ามืดพอดีได้เวลาดูไฟแล้ว จึงเดินไปตามเส้นทางเดินดูไฟกัน เนื่องจาก Nabana No Sato เป็นสวน ที่นี่จึงเป็นที่เที่ยวทางธรรมชาติ นอกจากการติดตั้งไฟเป็นล้านดวงในเทศกาล Illumination Event แล้ว ที่นี่ยังมีหอคอยไฮโดรลิกที่ลักษณะเหมือนยานอวกาศด้วย ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ภายในงานหรือเปล่า และตั๋วขึ้นไปข้างบนราคาเท่าไหร่ ใครพอจะรู้ช่วยแนะนำด้วยครับ


รูปที่ 20 : พอได้เห็นอุโมงค์ไว้อันแรกนี้ ถึงเข้าใจว่าทำไมน้าปานพาพวกเรามาดูไว้ใน Nabana No Sato

รูปที่ 21 : ไฟในอุโมงค์เปลี่ยนสีได้นะ

รูปที่ 22 : อันนี้เป็นแผงไฟ Hilight ของ Nabana No Sato

รูปที่ 23 : เข้าไปถ่ายใกล้ๆ แผงไฟ รูปด้านล่างเหมือนอยู่ในอวกาศ

รูปที่ 24 : ไฟที่ประดับตามทางเดินก็ยังสวย

รูปที่ 25 : ลอดอุโมงค์กันต่อหลังจากออกจากบริเวณแผงไฟที่เป็น Hilight ของที่นี่

รูปที่ 26 : อาคารและบ่อน้ำที่เห็นเมื่อตอนเย็นถูกประดับด้วยไฟอย่างสวย

รูปที่ 27 : Panorama @ Nabana No Sato วันที่ 1 ธ.ค. 2014 พร้อมหอคอยไฮโดรลิก

รูปที่ 28 : ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีสวยพอดี

รูปที่ 29 : มันเผาในญี่ปุ่นรสชาติหวานเหมือนกันหมด

หลังจากดูไฟเสร็จก็จบแล้วครับ สำหรับเทศกาลแสงสีในสวนดวกไม้ Nabana No Sato ไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไง ขอใช้รูปแทนคำบรรยายดีกว่า เราเดินออกจากงาน พ่อใหญ่แวะซื้อมันร้อนๆ กินตอนอากาศหนาวๆ แล้วมันหวานอร่อยจริงๆ เรารอขึ้นรถเมล์กลับไปที่สถานีรถไฟ Kintetsu-Nagashima แล้วขึ้นรถไฟท้องถิ่น 1 ป้ายไปลงที่สถานี Kuwana เหมือนกับขามา จากนั้นต้องหยอดเงินซื้อตั๋วรถไฟขากลับ ป้านกไม่ได้ซื้อตั๋วขากลับเพราะว่าตอนจองตั๋วยังไม่รู้แน่นอนว่าจะกลับกี่โมง ก็เลยต้องมาซื้อที่สถานี Kuwana ราคาตั๋วรถไฟขากลับไปลงที่สถานี Tennoji ในเมือง Osaka ประมาณ 2 พันกว่าเยนต่อคน สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการเที่ยว Nabana No Sato เดินทางโดยรถไฟจากโอซะก้า ประมาณ 10,000 เยนต่อคน ไม่รวมค่าอาหารครับ


รูปที่ 30 : น้าปานรู้จักกับเจ้าของร้าน เค้าเลยใส่หอมซอยพูนชามเลย

ป้านกลงรถไฟใกล้ๆ กับเมืองนะระเพื่อกลับบ้าน เมืองที่ป้านกอยู่มีภูเขาอยู่ล้อมรอบสงบเงียบเป็นธรรมชาติ หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่อย่างโอซะก้า ส่วนเราอีก 4 คนที่เหลือรวมทั้งพ่อใหญ่นั่งรถไฟไปลงที่สถานีเทนโนจิ (Tennoji) แล้วต่อรถไฟไปเมืองวะคะยะม่ะ (Wakayama) กันต่อ รวมทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง เราถึง Wakayama ประมาณ 5 ทุ่มกว่า น้าปานโทรนัดแนะกับเพื่อนว่าจะแวะไปหา ออกจากสถานีรถไฟพ่อใหญ่จึงเรียกแท็กซี่ไปที่ร้านเหล้าเล็กๆ ของเพื่อนน้าปานกัน พอลงจากรถแท็กซี่พ่อใหญ่เห็นพวกเราชอบกินราเม็ง เลยพากินราเม็งร้านคนรู้จักกันก่อน ถึงแม้ว่าเมือง Wakayama จะเป็นเมืองบ้านนอกแต่ร้านต่างๆ ก็จะเป็นร้านขนาดเล็กๆ กระทัดนัด ร้านราเม็งร้านนี้มีโต๊ะ 2 ตัวและมีบาร์สำหรับนั่งกินได้ 4-5 คน ช่วงที่พวกเรากำลังรอราเม็ง มีโต๊ะลูกค้าในร้านเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 18-20 ปีคุยกันโวยวายเสียงดัง พอเราได้ราเม็งจึงพากันหอบราเม็งกันคนละชาม ไปนั่งกินในร้านเหล้าของเพื่อนน้าปานกัน

เพื่อนน้าปานคนนี้เป็นคนที่เราเจอที่สนามบิน Kansai ตอนมาถึงญี่ปุ่น หรือเป็นอากับน้องคนที่ขึ้นเครื่องมาพร้อมกันกับผมและพิงนั่นเอง น้าเค้าเปิดร้านเหล้าเล็กๆ ใน Wakayama ร้านเล็กจริงๆ แขกนั่งได้ประมาณ 6-7 คน ร้านอยู่บนชั้น 2 ด้านในตึก แถมด้านล่างไม่มีป้ายร้านหรือคนคอยเรียกลูกค้าด้วย แต่น้าเค้าก็เปิดร้านนี้มาหลายปีแล้ว เนื่องจากน้าเค้าอยู่ Wakayama มา 20 ปีพร้อมๆ กับน้าปาน ก็รู้จักคนเยอะพอสมควร จึงเปิดร้านเหล้าแบบให้พักพวกคนที่รู้จักมานั่งกินเหล้าคุยกันซะมากกว่า ผมเจอน้องคนที่ขึ้นเครื่องมาญี่ปุ่นด้วยกันเมื่อวันก่อน มาช่วยน้าทำงานในร้านใส่ชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนผู้ใหญ่ ผมจำน้องเค้าไม่ได้อ่ะ งงเลย ผมจำได้ว่าน้องเค้าใส่เสื้อยืดกางเกงยืนสะพายเป้ใบแฟ๊บๆ เดินทางเข้าญี่ปุ่นคนเดียว อืมตอนผ่านตม.ในสนามบินคันไซ เจ้าหน้าที่เกือบไม่ให้ผ่านออกมาแล้ว คงเห็นว่าเป็นผู้หญิงมาญี่ปุ่นคนเดียว พอดีพิงเดินผ่านตม.ออกมาแล้วก็ยืนรอน้องอยู่ ไม่เห็นน้องเดิมตามออกมาซักที จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ตม.ว่า เรามาเที่ยวด้วยกัน 3 คนเจ้าหน้าที่จึงให้ผ่านออกมา

หลังจากจัดที่นั่งกันได้แล้ว เราก็นั่งซัดราเม็งชามใหญ่บนโซฟาในร้านเหล้ากัน ช่วงนั้นในร้านมีแขกนั่งที่บาร์อยู่คนเดียว แต่ไม่เป็นไรเพราะน้าเค้าสนิทกับแขก เค้าเป็นลูกค้าประจำของร้าน บรรยากาศในร้านเลยสบายๆ เราคุยกันโขม่งโฉงเฉง น้าเค้าก็เลี้ยงเบียร์อีก คอยเติมเบียร์ Asahi ให้ตลอด อิ่มมากเที่ยงคืนกว่าแล้วด้วย กินกันจนอิ่ม เบียร์หมดไป 4 ขวด แล้วน้าปานก็พาขึ้น Taxi มาที่ Apartment เล็กๆ ของเพื่อนน้าปานอีกคน พอดีตอนนั้นห้องว่างเจ้าของกลับเมืองไทย พวกเราเลยได้ที่นอนฟรี ไม่เสียกะตังค์ น้าปานเล่าว่า เดิมทีห้องนี้เป็นห้องที่น้าปานเคยเช่าอยู่ แต่พอย้ายไปอยู่โอซะก้า เพื่อนของน้าปานเลยมาเช่าต่อ พ่อใหญ่โทรเรียก Taxi มารับกลับบ้าน เราจึงเดินลงมาข้างล่างเพื่อส่งพ่อใหญ่ขึ้น Taxi กลับบ้าน

พอขึ้นห้องปุ๊บผมก็นอนสลบบนเสื่อทาทามิ ห่มผ้านวมอุ่นๆ คืนนี้ขออนุญาติไม่อาบน้ำหล่ะครับ แล้วเจอกันใหม่พรุ่งนี้ครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง