ตอนที่ 8 พ่อใหญ่พาไปไหว้พระขอลูกที่วัดริมทะเลใน Wakayama

พวกเราทยอยกันตื่นประมาณ 7 โมง เรานอนบนเสื่อทาทามิกัน ด้านล่างของเสื่อมีฮีตเตอร์แบบแผ่นเสียบไฟฟ้า ทำให้อุ่นเวลานอน ช่วยได้เยอะเลยร่มผ้านวมหนาๆ พอดีนอนสบายหลับยาวเลย เมื่อคืนนี้ผมเมาเหมือนกัน โดนเพื่อนน้าปานเจ้าของร้านเหล้าเลี้ยงเบียร์ แบบว่ารินเบียร์ให้ คอยเติมเบียร์แบบเบียร์ไม่เคยหมดแก้วเลย ว่าแล้วขอเม้าส์เรื่องเครื่องดื่มมีฟองซักหน่อย น้าปานบอกว่า เบียร์ Asahi แบบที่วางขายในบ้านเราสลากสีเงิน เป็นเบียร์ดีมีราคาสูงในญี่ปุ่น บางคนมาเที่ยวอาจจะเห็นเบียร์ Sapporo, Kirin หรือเบียร์ Suntory ซึ่งไม่ค่อยมีวางขายในบ้านเรา พวกนี้จะเป็นเบียร์เกรดถูกกว่า รสชาติโอเคนะ มาต่างเมืองก็ต้องลองชิมของ Local กันบ้าง เบียร์เหล่านี้ถ้าหาซื้อตามร้านสะดวกซื้อราคาต่อกระป๋องจะอยู่ประมาณ 200-300 เยน แพงกว่าบ้านเราหน่อย แต่ถ้าไปกินตามร้านอาหารราคาจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตกแก้วละ 500 เยน ขึ้นไปตามค่าแรงราคาแพงในญี่ปุ่น เอาไว้เท่านี้ก่อนละกัน ผมลืมไปเหลือบไปเห็นว่า ตอนนี้มันเกี่ยวกับเรื่องการไปวัด ไหว้พระนี่นา


รูปที่ 1 : วิวในใจกลางเมือง Wakayama ตอนเช้า

รูปที่ 2 : ส้ม Wakayama จากไร่ของเพื่อนพ่อใหญ่ หวาน อร่อย

รูปที่ 3 : พ่อใหญ่ตักอูเมจูที่หมักเป็น 10 ปี ใส่ขวดน้ำพลาสติกมาฝาก

เช้านี้อากาศในวะคะยะมะซึ่งเป็นเมืองติดทะเล หนาวน่าดูเลย ลมแรงอีกด้วย ผมออกไปถ่ายรูปวิวที่ระเบียงแปล๊บเดียว สั่นเลย พวกเราทะยอยกันอาบน้ำแล้วเก็บของเสร็จ พ่อใหญ่ก็นั่ง Taxi มาหาเราพอดี พ่อใหญ่หอบหิ้วส้ม Wakayama ที่เพื่อนเค้าเป็นเจ้าของสวนมาฝาก เพราะว่าจังหวัด Wakayama นี้เป็นจังหวัดที่ปลูกผลไม้หลายอย่าง ช่วงนั้นส้มเพิ่งออกพอดี เพื่อนของพ่อใหญ่จึงเอามาฝากให้พ่อใหญ่ ส้ม Wakayama หวานอร่อยมาก ส้มบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำผึ้งหรือธนาธรสู้ไม่ได้อ่ะ ที่สำคัญคือไม่ค่อยมีเม็ด กินง่าย น้าปานบอกว่า ส้มจากไร่เพื่อนพ่อใหญ่หวานอร่อยกว่าที่วางขายทั่วๆ ไป ก็เลยเป็นจังหวะพอดีได้กินส้มวะคะยะมะอร่อยๆ เลย นอกจากนั้นพ่อใหญ่ยังเอาเหล้าบ้วย หรืออูเมจู ที่หมักไว้กินเองโดยหมักไว้เมื่อ 10 ปีก่อน อันนี้ผมเลยได้ของดีเมือง Wakayama ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ เพราะเหล้าบ้วยที่วางขายกัน เค้าหมักแค่ 1-2 ปีเท่านั้น เหล้าบ้วยนี้เป็นของขึ้นชื่อของ Wakayama เนื่องจากที่นี่เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในการปลูกบ้วย จึงเอาลูกบ้วยหมักไว้ในเหล้าขาวกลายเป็นเหล้าอูเมจูนั่นเอง

เหล้าอูเมจู นั้นรสชาติจะออกหวานมาจากรสของบ๊วย จึงทำให้เมาเอาง่ายๆ ผมมักจะผสมโซดาเหมือนกิน Wiskey รสจะหวานน้อยลง แต่พ่อของเพื่อนผมเค้าเป็นพวกคอเหล้า มักจะดื่มแบบ On the rock หรือดื่มกันเพียวๆ ก็ได้ พ่อเพื่อนผมบอกว่า อูเมจูของพ่อใหญ่รสชาติดี เหล้าอูเมจูนั้นนอกจากกินแล้วเมาแล้วยังเป็นยาระบายอีกด้วย (ของเค้าดีจริง 555) โฆษณาชวนเชื่อมากไปนิดนึง น้องๆ ที่อายุยังไม่ถึง 18 หรือ 20 ปีก็อย่าเพิ่งลองพวกเหล้า พวกเบียร์นะ เอาไว้ค่อยโตก่อน ตอนนี้ตั้งใจเรียนหนังสือก่อนดีที่สุดครับ ด้วยความปรารถนาดีนะครับ (เฮ้อ พ้นจากเบียร์มาเรื่องเหล้าต่อ ขอโทษด้วยครับ ไปวัดแล้วครับ)


รูปที่ 4 : ระหว่างทางไปวัด เห็นปราสาท Wakayama ข้างทาง

รูปที่ 5 : ถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานว่า Taxi ในญี่ปุ่นนั่งไกลๆ โหดมาก

รูปที่ 6 : ถึงด้านหน้าวัดขอลูก ริมทะเลวะคะยะมะ

โปรแกรมวันนี้ ตอนแรกพวกเรากะว่าจะไปแวะถ่ายรูปที่ปราสาท Wakayama นิดหน่อยแล้วก็นั่งรถไฟกลับ Osaka กัน แต่น้าปานคุยกับพ่อใหญ่ยังไงไม่รู้ แกเลยชวนขึ้น Taxi ไปไหว้พระที่วัดที่อยู่ริมทะเล ซึ่งเป็นวัดดังของ Wakayama ในเรื่องการมาบนขอลูก เนื่องจากเห็นผมกับพิงแต่งงานกันได้ 10 เดือนแล้วยังไม่มีลูกซะที แกก็เลยอยากพาพิงมาไหว้พระบนขอลูกที่วัดดังที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง Wakayama กัน


รูปที่ 7 : พวกเราล้างมือกันก่อนเข้าวัด ไม่แน่ใจว่าเป็นธรรมเนียมของญี่ปุ่นป่าว

รูปที่ 8 : ศาลาวัดดูไกลๆ ก็ปกติดี มีป้ายสีสรรสดใสดี

รูปที่ 9 : เข้ามาใกล้ๆ ศาลาหน่อยเริ่มเห็นเหล่าตุ๊กตาเรียงเป็นตับเข้าแล้ว

รูปที่ 10 : สาวผมดำ ดูน่ากลัว ทำให้ผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นที่เคยดูตอนเด็กๆ

รูปที่ 11 : ผมเห็นไมโกะใกล้มากๆ จนลืมไมโกะที่เกียวโตไปเลย

รูปที่ 12 : อันนี้เป็นตุ๊กตาเซรามิกอยู่นอกอาคารศาลาวัด

รูปที่ 13 : หน้ากากญี่ปุ่นเค้าก็เอามาถวายวัดแก้บนเหมือนกัน

รูปที่ 14 : ด้านในศาลาวัดเป็นตุ๊กตาโชกุน

วัดนี้อยู่ไกลจากตัวเมือง Wakayama พอสมควร นั่งรถประมาณ 30 นาทีโดนค่า Taxi ไป 4,330 เยน พ่อใหญ่คุยกับคนขับ Taxi ให้อยู่รอรับกลับไปในเมือง เพราะมาไหว้พระเดี๋ยวเดียว คนขับเค้าก็เต็มใจรอเพราะแถวนี้คงไม่มีใครเรียก Taxi กลับเข้าเมือง จะตีรถเปล่ากลับไปก็ไม่คุ้ม รอดีกว่า ช้าแต่ชัวร์ พวกเราเข้าไปในวัดไปไหว้พระกัน วัดตั้งอยู่ริมทะเล ตอนแรกที่เดินเข้าไปก็เฉยๆ เพราะดูแล้วลักษณะเหมือนวัดทั่วๆ ไปในญี่ปุ่น แต่พอเข้าไปใกล้ๆ เราจึงเห็นพวกตุ๊กตา รูปปั้น หน้ากาก หรือกางเกงในผู้หญิง ซึ่งเป็นของที่คนญี่ปุ่นเอามาแก้บน เพราะคนชอบมาบนขอลูกในวัดนี้กัน วัดจึงมีตุ๊กตาวางอยู่เต็มวัดเลย ผมไม่รู้ว่าวัดนี้ชื่อวัดอะไร ต้องขอโทษด้วยครับ ลองสอบถามที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นกันดูละกัน อยากแนะนำให้มากันตอนกลางวันน่าจะดีกว่ามั้งครับ ผมไม่แน่ใจว่า กลางคืนวัดนี้มันจะดูวังเวงมั้ย แถมยังจะเจอดวงตาหลายๆ คู่จ้องมองมาอีก มันจะยิ่งหนาวไปกันใหญ่นะ


รูปที่ 15 : มุมร้านอาหารทะเลที่อยู่หน้าวัด

รูปที่ 16 : ด้านหน้าวัดเป็นที่จอดเรือประมงริมทะเล

รูปที่ 17 : ทะเล Wakayama หน้าวัดขอลูก ฟ้ากำลังครึ้มๆ

รูปที่ 18 : ร้านอาหารหน้าวัดขายและทำอาหารทะเลกันเป็นๆ

รูปที่ 19 : ขออนุญาติถ่ายรูปเจ้าของร้านกำลังย่างหอยนิดนึง

รูปที่ 20 : หน้าตาเหมือนหอยตลับบ้านเรา ย่างซอส

รูปที่ 21 : อันนี้หอยไรไม่รู้บ้านเราไม่มี รสชาติแปลกๆ

รูปที่ 22 : กินข้าวกับเป๋าฮื้อสดและปลาทูปิ้ง

รูปที่ 23 : แวะจอดถ่ายรูปด้านหลังปราสาท Wakayama เป็นที่ระลึกการมาเยือน

ไหว้พระกันเสร็จเราออกมาเดินดูวิวริมทะเล Wakayama กัน อากาศหนาวพอสมควร แถมลมแรงอีกต่างหาก น้าปานกับพ่อใหญ่ทนหนาวไม่ไหวเลยแวะเข้าไปหาอะไรร้อนๆ ในร้านอาหารทะเลที่อยู่หน้าวัดกัน ตอนแรกกะว่าจะกิน หอยเผากับน้ำชาและสาเกร้อน ให้พอหายหนาว กินไปกินมาก็เลยกินมื้อเที่ยงกันต่อเลย พ่อใหญ่เดินออกจากร้านไปเรียกคนขับ Taxi มากินบะหมี่ก่อน เพราะว่าแกรอพวกเรานานแล้ว พวกเรากินข้าวกันเสร็จก็นั่ง Taxi กลับเข้าเมือง เราขอให้คนขับพาไปจอดถ่ายรูปปราสาท Wakayama กันก่อนกลับไปยัง Apartment ค่า Taxi ขากลับโดนไปอีก 5 พันกว่าเยน รวมแล้วค่า Taxi ไปไหว้พระวัดขอลูกนี้เชียดๆ 10,000 เยน แพงเอาการทีเดียวครับ

พวกเรากลับที่ Apartment ของเพื่อนน้าปานเพื่อเอากระเป๋าแล้วเดินไปที่สถานีรถไฟ Wakayama ที่อยู่ไม่ไกล เพื่อขึ้นรถไฟกลับโอซะก้ากัน นอกจากพ่อใหญ่จะพาพวกเราตลอด 2 วัน แกยังมาส่งพวกเรากลับถึงสถานีรถไฟ ตีตั๋วรถไฟขากลับให้พวกเรา แถมเดินมาส่งถึงขบวนรถไฟอีก ผมรู้สึกเกรงใจพ่อใหญ่จริงๆ ครับ แกจ่ายไปทั้งหมดแสนกว่าเยนได้ พวกเราแท้บไม่ได้ใช้เงินเลย ตรงนี้ต้องขอขอบคุณพ่อใหญ่ไว้ด้วยครับ “อะริงาโตะ โกไซมัส (ありがとうございます)”

น้าปานบอกว่า พ่อใหญ่เป็นช่างตัดผมที่ไม่ธรรมดานะ เนื่องจากแกทำงานในด้านความสวยความงาม เสื้อผ้า รองเท้าของพ่อใหญ่จะเป็นของ Brandname หมด เมื่อ 10-20 ปีก่อนแกเคยซื้อเสื้อหนาวแจ็คเก็ตหนังตัวนึง ราคา 7 แสนกว่าเยน พอๆ กับราคารถเก๋งคันเล็กเลย ผมหล่ะงงเลย ไว้ถ้ามีโอกาสจะขอให้พ่อใหญ่ตัดผมให้ซะหน่อย


รูปที่ 24 : น้าปานแวะซื้อซาลาเปาเจ้าดัง เอาไปฝากคิจังกินด้วย

รูปที่ 25 : ไม่รู้ว่าคิจังจำพวกเราได้ป่าว เจอกันครั้งนี้ครั้งที่ 3 แล้ว

รูปที่ 26 : ไม่แน่ใจว่าฝาแดงของโหลแก้วหมักเหล้าบ้วย นี่เป็นธรรมเนียมญี่ปุ่นป่าว

พวกเรานั่งรถไฟมาลงที่สถานี Nipponbashi ในโอซะกะที่เดิม แล้วต่อรถไฟไปลงที่สถานี Kawachi-Eiwa ซึ่งอยู่ชานเมือง Osaka คืนนี้พวกเรามานอนที่บ้านน้าปาน น้าปานอยู่กับแฟนคนญี่ปุ่น คือน้าเตี้ย อยู่กันสองคนไม่มีลูกแต่น้าเตี้ยเลี้ยงนกแก้วเหมือนลูกเอาไว้เฝ้าบ้าน 1 ตัว ชื่อ คิจัง เราไปถึงช่วงเย็นๆ ไม่ได้ออกไปไหนกันต่อ นั่งพักเล่นกับคิจังไปเรื่อย เพราะว่าน้าเตี้ยเลี้ยงคิจังแบบไม่ขังกรง มันเลยวิ่งเล่นรอบบ้านไปเรื่อย อ่อ คิจังโดนขลิบปีกตอนมันเล็กๆ มันเลยบินไม่ได้ ผมนั่งเล่นกับมันประมาณ 1-2 ชั่วโมงรู้สึกเหมือนกำลังเล่นกับหมา มากกว่าเลี้ยงนกอ่ะ มันชอบส่งเสียงเรียกร้องความสนใจบ่อยๆ ยิ่งเวลาเห็นน้าเตี้ยกลับบ้าน มันจะกระดี้กระด้าออกหน้าออกตาอย่างเห็นได้ชัดเลย ทำให้รู้ได้เลยว่า นกมันก็มีหัวใจเหมือนกับคนเหมือนกัน


รูปที่ 27 : แถวบ้านน้าปาน ไม่แน่ใจว่าร้านอาหารหรือร้านเหล้า

รูปที่ 28 : ป้าเค้าทำเองทุกอย่างคนเดียว ร้านเล็กๆ บรรยากาศ ไม่วุ่นวายดี

ค่ำนี้เรามีนัดกินข้าวกับน้าเตี้ยกัน หลังจากน้าเตี้ยกลับจากทำงาน น้าเตี้ยก็พาพวกเราเดินไปร้านอาหารประจำแถวบ้าน ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ มีแม่ครัวคนเดียว ทำอาหารและเสิร์ฟให้กับแขกที่นั่งอยู่รอบเคาร์เตอร์ในร้าน แขกของร้านนี้จะเป็นแขกที่มากินประจำ ไม่มีค่อยมีนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราหลงเข้าไปสักเท่าไหร่ ร้านนี้จะเป็นกึ่งๆ ร้านอาหารกับร้านเหล้า ไม่ค่อยเห็นแขกในร้านสั่งข้าวกิน ส่วนใหญ่จะสั่งกับข้าวมากินกับเบียร์ สาเกหรือเหล้าขาวกันมากกว่า เหล้าขาวของญี่ปุ่นเค้ามีหลายรส หลายสูตรนะมีทั้งหมักจากข้าวเหมือนบ้านเรา หมักจากหัวมัน อันนี้ผมลองชิมของน้าเตี้ยนิดนึง รสชาติมันเหมือนเหล้าขาวปกติ แต่จะมีกลิ่นเฉพาะตัว และมันแรง ดีกรีสูงทีเดียว


รูปที่ 29 : อันนี้เป็นเมนูอาหารญี่ปุ่น ที่หากินไม่ได้ในบ้านเรานะ

รูปที่ 30 : โอเด้ง เนื้อชิ้นหนาๆ ที่เสียบไม้เป็นหนังปลาวาฬ คนญี่ปุ่นเค้ากินกัน

มื้อนี้น้าเตี้ยกับน้าปานสั่งอาหารแบบที่คนญี่ปุ่นเค้ากินกัน มาให้พวกเรากินหลายอย่างมาก เช่น เต้าหู้ ปลาดิบ เบคอนผัด เป็นต้น แต่มีอาหารอยู่ 2 จานที่ผมเห็นว่ามันไม่ธรรมดา นั่นคือ คากิต้มจิ้มเกลือ ผมลองชิมดูเพราะอยากรู้ว่า เมนูนี้ทำไมคนญี่ปุ่นเค้ากิน แล้วรสชาติมันเป็นยังไง สรุปว่ามันเหนียว มันมัน และมันเค็ม คือพอจิ้มเกลือน้อยก็จืดชืด จิ้มเกลือมากก็เค็มอ่ะ อีกจากนึงคือ โอเด้งหนังปลาวาฬ อันนี้ผมไม่ได้ลองชิม มันแปลกเกินไปสำหรับผม พิงลองชิมดูบอกว่า หนังปลาวาฬมันจะเหนียวๆ มันๆ กินได้นิดเดียว ไม่รู้ว่าคนญี่ปุ่นเค้ากินมันได้ยังไง

มื้อนี้น้าเตี้ยจ่ายไปเท่าไหร่ไม่รู้ครับ กินฟรีอีกแล้ว ผมกินกับข้าวแกล้มกับเบียร์อิ่มมาก เบียร์หมดไปหลายขวด ออกจากร้านมา อิ่มจังตังค์อยู่ครบครับ แต่ขากลับเดินกลับบ้าน รู้สึกว่าตัวเองเดินไม่ค่อยตรง ดื่มมากไปหน่อย คนญี่ปุ่นเวลาเค้าดื่มกัน เค้าจะดื่มร้านใกล้ๆ ที่เดินกลับบ้านได้ เพราะถ้าโดนตำรวจจับเมาแล้วขับจะโดนปรับหนักเลย ไม่ค่อยมีพวกอยากลองของเหมือนในบ้านเรา

ผมเดินกลับถึงบ้านก็ล้มตัวนอนบนเสื่อทาทามิ ช่วงนี้อากาศตอนกลางคืนหนาวจนลืมคิดถึงเรื่องอาบน้ำเลย พอกันใหม่พรุ่งนี้ตอนสุดท้ายครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง