ตอนที่ 3 การขอแชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa)

ก่อนที่จะติดต่อสถานฑูตเพื่อจองคิวยื่นขอแชงเก้นวีซ่า ผมกลับมาดูแผนการเดินทางเดิมที่ทำไว้คล่าวๆ ในตอนแรก คือ พวกเราจะพักค้างคืนตลอดทั้งทริปทั้งหมด 10 คืน โดยพักค้างในเจอมันนี 5 คืนและค้างคืนในสวิสอีก 5 คืน แต่ตั๋วเครื่องบินที่จองได้นั้นต้องพักค้างคืนทั้งหมด 12 คืน ผมจึงปรับแผนการเดินทางใหม่ เป็นพักค้างในเจอมันนี 5 คืน แวะค้างในออสเตรีย 1 คืนก่อนเข้าพักในสวิส 5 คืนและในคืนสุดท้ายพักค้างในอิตาลี ก่อนขึ้นเครื่องกลับที่ Milan รวมเป็น 12 คืนพอดี ครั้งนี้พวกเราจึงต้องยื่นขอแชงเก้นวีซ่าที่สถานฑูตเยอรมัน เพราะว่าพวกเราค้างคืนในเจอมันนีกับสวิสเท่ากันคือ ประเทศละ 5 คืนและพวกเราบินไปลงที่เมืองแฟรงเฟิร์ต Germany ก่อน จึงต้องยื่นเรื่องขอวีซ่าที่สถานทูตเยอรมันครับ การติดต่อขอยื่นวีซ่ากับสถานทูตเยอรมัน ทางสถานฑูตได้เขียนรายละเอียดไว้ในเว็บ www.bangkok.diplo.de ใครสนใจเข้าไปอ่านรายละเอียดในนั้นได้ครับ

หลักการยื่นขอแชงเก้นวีซ่าในกรณีเดินทางมากกว่า 1 ประเทศ มีหลักการง่ายๆ คือ ยื่นขอวีซ่ากับสถานฑูตของประเทศที่เราพักค้างคืนมากที่สุด หากประเทศที่พักค้างคืนมากที่สุดมีมากกว่า 1 ให้ยื่นขอวีซ่ากับสถานฑูตของประเทศที่เดินทางเข้าก่อน ผมเข้าใจว่า ประเทศที่ใช้แชงเก้นวีซ่าทุกประเทศใช้หลักการแบบนี้ในการขอวีซ่าครับ ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่า เดินทางเข้าประเทศไหนก่อนก็ยื่นขอวีซ่ากับประเทศนั้น อันนี้ผิดนะครับอย่าทำครับ เดี๋ยวขอวีซ่าไม่ทัน ตกเครื่องนะครับ

หลังจากที่พวกเราเตรียมเอกสารต่างๆ ครบแล้ว ผมจึงโทรไปจองคิวเพื่อยื่นเอกสารขอแชงเก้นวีซ่ากับสถานทูตเยอรมันสำหรับอ๊อด พิงและผมเอง เราทั้งสามคนได้คิวยื่นเอกสารขอวีซ่ากับสถานฑูตต้นเดือนมีนาคม 2013 ส่วนหลอดกับทาเกะ ทั้งสองคนมี plan จะต้องบินกลับโอซาก้าในปลายเดือนมีนาคมและอยู่ที่นั่นประมาณ 1 เดือนจึงกลับมาเมืองไทยอีกทีปลายๆ เดือนเมษายน จากนั้นค่อยขึ้นเครื่องบินไปเจอมันนีและสวิสพร้อมกันในต้นเดือนพฤษภาคม หลอดจึงตัดสินใจไปยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตเยอรมันในโอซาก้าดีกว่าเพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมเอกสาร ส่วนทาเกะได้สิทธิพิเศษของคนญี่ปุ่นเข้ายุโรปได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าครับ

สำหรับอ๊อด พิงและผม ก็ได้สิทธิพิเศษเหมือนกัน แต่เป็นสิทธิพิเศษในการยื่นเอกสารขอวีซ่าได้ 2 ครั้งครับ ครั้งแรกเราไปยื่นเอกสารขอวีซ่าที่สถานฑูตเยอรมันประมาณต้นเดือนมีนาคม ในตอนนั้นผมจองที่พักไปเกือบทั้งหมดแล้วครับ ยกเว้นที่พักคืนสุดท้ายในเจอมันนี คืนแรกในสวิสและที่พักในออสเตรีย เพราะว่ายังตัดสินใจไม่ได้ครับว่า จะพักโรงแรมไหนดี พอดีถึงวันนัดที่ต้องไปยื่นเอกสารกับทางสถานฑูตก่อน ครั้งนั้นผมจองคิวให้พิงเป็นคนยื่นเอกสารคนแรก ผมเป็นคนที่สอง และอ๊อดคนสุดท้าย ผมลืมไปว่าที่นี่เป็นการสัมภาษณ์เดี่ยว ไม่เหมือนกับสถานฑูตอิตาลีที่ผมไปยื่นขอแชงเก้นวีซ่าเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เจ้าหน้าที่สถานฑูตอิตาลีให้ยื่นเอกสารเป็นกลุ่มได้ ครั้งนี้เป็นการยื่นเอกสารและสัมภาษณ์เดี่ยว โดยพิงถูกเรียกเข้าเดี่ยวไมโครโฟนกับเจ้าหน้าที่เป็นคนแรก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและสอบถามแผนการเดินทางและการจองที่พักกับพิง พิงจึงตอบไปว่า ตามเอกสารนี่หล่ะค่ะ เพราะว่าพิงไม่ได้เป็นคนทำแผนการเดินทางและจองที่พัก อีกทั้งชื่อเมืองภาษาเยอรมันมันก็จำยากพอสมควรสำหรับคนที่ไม่เคยไป เจ้าหน้าที่จึงเปิดดู plan และการจองที่พักอย่างละเอียด พบว่าที่พักช่วงรอยต่อระหว่างประเทศเจอมันนี ออสเตรียและสวิสยังไม่ได้จองไว้ พิงทำหน้าจ๋อยๆ แล้วบอกกับเจ้าหน้าที่สถานฑูตว่า เดี๋ยวขอตัวช่วยหน่อยนะค่ะ ว่าแล้วก็ออกจากห้องมาเรียกผมเข้าไปเป็นตัวช่วย ผมก็อธิบายกับเจ้าหน้าที่ไปตามตรงว่า ที่พักทั้ง 3 คืนนั้นยังไม่ได้จองครับเพราะกำลังดูๆ อยู่ว่าจะพักโรงแรมไหนดี แต่ช่วงเวลานั้นพักที่เจอมันนี 1 คืน ออสเตรีย 1 คืนและสวิส 1 คืนตามเอกสารแผนการเดินทางที่ยื่นให้แน่ๆ ครับ เจ้าหน้าที่จึงขอให้เรากลับไปจองที่พักช่วงรอยต่อระหว่างประเทศมาให้ครบ แล้วค่อยมายื่นขอวีซ่าใหม่ เพราะว่าเป็นไปได้ว่าเราอาจเปลี่ยนแผนการเดินทางโดยไปค้างคืนในสวิสมากกว่าเจอมันนี ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้เราต้องไปยื่นขอแชงเก้นวีซ่าที่สถานฑูตสวิสแทน ผมจึงต้องยอมจำนนต่อเหตุผลของเจ้าหน้าที่ท่านนั้นโดยไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้ เพราะเอกสารการจองที่พักช่วงรอยต่อระหว่างประเทศยังไม่ครบ พิงยังคงมึนๆ งงๆ ว่าไฉนการยื่นขอ visa ครั้งแรกของเธอไม่ผ่านฉลุยอย่างที่คิดไว้ ส่วนอ๊อดซึ่งอยู่นอกห้องสัมภาษณ์ก็ทำหน้างงๆ ประมาณว่า “กูยังไม่ทันยื่นเอกสารเลย ไหงให้กูมายื่นใหม่วันหลัง” ผมต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจและยื่นสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับพิง ที่ผมส่งให้เป็นเธอมายื่นเอกสารเป็นคนแรก แต่กลับมาคิดอีกมุมนึงก็ถือเป็นความโชคดีของเรา ที่เรายังไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมการยื่นวีซ่า 60 Euro และไม่ได้ถูกปฏิเสธนะ


รูปที่ 1 : ถ่ายจากสวนด้านข้าง Würzburg Residenz ปราสาทในเมือง Würzburg

ลำดับการยื่นขอแชงเก้นวีซ่า อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

ออกจากสถานทูตเยอรมันกลับมาบ้าน ผมจึงโทรไปจองคิวยื่นเอกสารกับทางสถานฑูตอีกครั้ง คราวนี้ผมไม่พลาดแล้วครับ ผมจองของผมเองเป็นคิวแรก เพราะผมเป็นคนวางแผนการเดินทางและติดต่อจองโรงแรมที่พักทั้งหมด อ๊อดคิวที่สองและพิงเป็นคนสุดท้าย พวกเราได้คิวยื่นวีซ่าปลายเดือนมีนาคม หลังจากนั้นผมก็หาที่พักและจองที่พักที่เหลือจนครบ และแก้ไขแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับที่พักที่จองไว้จนเสร็จ จากนั้นจึงต้องรอให้ถึงวันนัดค่อยไปยื่นเอกสารที่สถานทูตเยอรมันอีกครั้ง ระหว่างนั้นประมาณกลางๆ เดือนมีนาคม หลอดกับทาเกะได้บินกลับโอซาก้า ผมได้เตรียมเอกสารจองที่พักและแผนการเดินทางให้สำหรับหลอดใช้ยื่นขอแชงเก้นวีซ่ากับสถานฑูตเยอรมันในโอซาก้า

25 มีนาคม 2013 ถึงวันนัดยื่นเอกสารขอวีซ่ากับสถานฑูตเยอรมันครั้งที่ 2 พอถึงคิวเจ้าหน้าที่เรียกผมเข้าไป เจ้าหน้าที่คนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับเมื่อครั้งที่แล้ว เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ดูลักษณะก็รู้ว่าทำงานที่นั่นมานาน ก่อนหน้านี้เพิ่งตะเพิดคนก่อนหน้าผมให้กลับไปเตรียมเอกสารมาใหม่ ผมยื่นเอกสารทั้งหมดให้ เธอใช้เวลาตรวจสอบเอกสารพอสมควรแล้วถามคำถามผม 3-4 คำถามเพื่อยืนยันกับเอกสารที่ผมยื่นให้ เสร็จแล้วเธอก็ถามว่า ไปกันกี่คน ผมก็ตอบเธอไปว่า ไปกันทั้งหมด 5 คนแต่มายื่นด้วยกันวันนี้ 3 คน ส่วนอีกสองคนเป็นคนไทยกับคนญี่ปุ่นเป็นแฟนกัน ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่น คนไทยอีกคนจึงไปยื่นขอวีซ่าที่โอซาก้า เท่านั้นเป็นอันเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นเธอก็เรียกอ๊อดและพิงเข้าไปสัมภาษณ์เดี่ยวตามลำดับ ทั้งสองคนบอกว่า เธอไม่ได้ถามอะไรมากมายครับแค่ยิงคำถามทางด้านจิตวิทยาให้ตอบ 2-3 คำถาม เช่น เธอถามอ๊อดว่า ถ้าให้ไล่แผนการเดินทางว่าพักค้างคืนในเจอมันนีเมืองอะไรบ้าง ทำได้มั้ย อ๊อดก็ยิ้มๆ แล้วตอบไปว่า ไม่ได้ครับเพราะว่าเพื่อนเป็นคนทำแผนการเดินทางให้ เธอก็เข้าใจ หรือเธอจะชอบถามว่า สถานะโสดหรือสมรส ผมเองก็โดนคำถามนี้เหมือนกันแล้วหลังจากเธอถามคำถามนี้ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเธอจะเร่งๆ ให้พวกเรารีบตอบ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมจะต้องถามเพื่อเก็บสถิติด้วยว่า นักท่องเที่ยวในเจอมันนีเป็นโสดหรือสมรสแล้ว

หลังจากทุกคนสัมภาษณ์เสร็จ เราต้องติดต่อฝ่ายการเงินเพื่อชำระเงินค่ายื่นวีซ่าคนละ 60 Euro อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันนั้นอยู่ที่ 38 บาทกว่าต่อ 1 Euro เจ้าหน้าที่การเงินเรียกเก็บเงินบาทไทยทั้งหมดคนละ 2400 บาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาท/Euro) ผมลองถามเจ้าหน้าที่การเงินคนไทยที่ดูเหมือนเป็นเด็กเพิ่งจบปริญญาตรีเล่นๆ ว่าจ่ายเป็นเงิน Euro ได้มั้ย เธอตอบว่า “ไม่ได้ค่ะ รับเงินบาทไทยเท่านั้น คนละ 2400 บาท” ผมงงนิดหน่อยว่า อันนี้มันไม่ใช่ลักษณะตรงไปตรงมาของคนเยอรมันแล้วหล่ะ อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้มัน 38 บาทกว่าเอง แต่แล้วผมก็ต้องจ่ายให้เธอคนละ 2400 บาท ก็ผมมีเงิน Euro ซะที่ไหนหล่ะ แต่ถามไว้เป็นความรู้เฉยๆ เจ้าหน้าที่รับเงินแล้วนัดให้เรามารับ Passport อีก 3 วันต่อมา เวลาบ่ายโมง


รูปที่ 2 : ถ่ายจากสวนด้านข้างปราสาท Weikersheim ที่อยู่ใจกลางเมือง Weikersheim

27 มีนาคม 2013 หลอดโทรมาจากโอซาก้า บอกพิงว่าได้แชงเก้นวีซ่าแล้วนะ หลอดยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่สถานทูตเยอรมันในโอซาก้าไปเมื่อวาน วันรุ่งขึ้นไปรับ Passport คืนพร้อมกับแชงเก้นวีซ่าได้เลย ดูท่าทางเจ้าหน้าที่สถานฑูตเยอรมันงานไม่ค่อยเยอะ จึงใช่เวลาแค่วันเดียวในการออกวีซ่า ทาเกะบอกว่า เป็นเพราะว่าเราเตรียมเอกสารทั้งหมดครบถ้วน ทำให้ผ่านฉลุย หลอดได้แชงเก้นวีซ่ามาอย่างรวดเร็วและง่ายดาย

28 มีนาคม 2013 ผมเป็นตัวแทนไปรับ Passport คืนที่สถานฑูตตอนบ่ายโมง คิวคนยืนรอรับเยอะมาก ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมคนไทยชอบไปเที่ยวเจอมันนีกันจัง วันนั้นมีคนประมาณ 100 กว่าคนได้ ยืนรอเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตซึ่งเป็นคนไทยทะยอยแจก Passport คืนนานมาก สักพักมีฝรั่งตัวโตไปยืนเอะอะโวยวายที่เคาว์เตอร์แจก Passport ผมเองก็ไม่ได้ฟังว่าเค้าทะเลาะอะไรกันเพราะว่าอยู่ห่างจากเคาว์เตอร์ไกลพอสมควร พอเดินมาใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่า ฝรั่งคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่คนเยอรมันมาคอยบริการและบริหารจัดการเรื่องคิว เพื่อให้สามารถแจก Passport คืนได้เร็วขึ้นเยอะ ตัวเค้าเต็มไปด้วยเหงื่อ คอยกล่าวขอโทษในการบริการที่ล่าช้าของเจ้าหน้าที่ และบอกว่าตอนนี้เร็วขึ้นแล้วนะครับ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าราชการไทยเลิกนิสัยเช้างาม เย็นสองชาม ดูแลการบริการให้ได้เสี่ยวนึงของฝรั่งคนนี้ ไม่รู้ว่าประเทศเราจะก้าวหน้าไปเท่าไหร่ งานที่ฝรั่งคนนี้เข้ามาจัดการก็เป็นงานประจำวัน ที่เจ้าหน้าที่สถานฑูตต้องทำประจำทุกวันอยู่แล้ว เค้ายังเอาใจใส่การบริการและมาควบคุมดูแลแก้ไขให้บริการรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากเค้าเข้ามาบริหารจัดการเรื่องคิวใหม่ ไม่เกิน 10 นาทีผมก็ได้รับ Passport พร้อมกับแชงเก้นวีซ่าของทั้งอ๊อด พิงและของผมเอง แต่ผมก็ไม่วายโทรไปบอกพิงว่า “เธอมีข่าวดีและข่าวร้ายที่จะบอก ข่าวดีคือเธอได้ Passport คืนแล้วนะ ข่าวร้ายคือ Passport หน้าว่างเปล่าของเธอมันมีตำหนิแล้วหล่ะ พอดีเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตเค้าแปะแชงเก้นวีซ่าที่ Passport ของเธอ” 555


รูปที่ 3 : นักท่องเที่ยวรอคิวเข้าภายในปราสาท Neuschwanstein สถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเจอมันนี

การขอวีซ่าท่องเที่ยวกับทางสถานฑูตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากหรือน่ากลัวเลยครับ สำคัญที่การเตรียมเอกสารให้ครบเท่านั้นเอง บางครั้งเราอาจจะเจอคำถามจิตวิทยาบ้าง อย่าไปกลัวครับ ตอบไปตามจริงแค่นั้นเอง การแต่งตัวก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทางการ หรือแต่งตัวดูไฮโซโอ้อวด แหวนเพชรระยิบระยับ ที่สถานทูตเยอรมันนี้ บางคนใส่กางเกงขาสั้นมายื่นเอกสารก็มีครับ สบายๆ ขอให้เอกสารครบไม่ต้องห่วงครับ ครั้งแรกที่พวกเรายื่นเอกสารพวกเราแต่งชุดทำงานคือเสื้อเชิ้ตกางเกงสแลค พิงใส่เสื้อสูทชุดทำงานผู้หญิง แต่เอกสารการจองที่พักของพวกเราไม่ครบ เจ้าหน้าที่จึงไล่ให้พวกเรากลับมาเตรียมเอกสารการจองที่พักให้ครบแล้วมายื่นใหม่ แต่ครั้งที่สองพวกเราแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืดโปโลกางเกงยีนแต่เอกสารของพวกเราครบ ก็ได้วีซ่ามาสบายๆ สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำหรือไม่มีหนังสือรับรองการทำงาน ก็ไม่ต้องกังวลครับ ขอให้มีตัวเลขเงินในบัญชีเยอะสักหน่อย (อย่างน้อย 5 แสนบาท) รวมทั้งเอกสารอื่นๆ ครบ ผมว่ายังไงก็ได้วีซ่าครับ

มีอีกอย่างนึงที่อยากเตือนคนที่ต้องการยื่นของวีซ่ากับสถานฑูต คือพยายามอย่าไปเดี่ยวครับ ถ้าไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มก็นัดกันไปยื่นพร้อมกันทั้งกลุ่ม ถ้าไปยื่นเดี่ยวมีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธการออกวีซ่าสูงกว่าการยื่นเป็นกลุ่มครับ เพราะเจ้าหน้าที่จะเพ่งเล็งว่า เป็นพวก Robinhood หรือเปล่า แบบไปแล้วไม่กลับ แอบอยู่ที่นั่นยาวเพื่อหางานทำแล้ว ตั้งรกรากที่โน่น ประมาณนั้นครับ


รูปที่ 4 : ปราสาท Linderhof ปราสาทเล็กๆ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ นอกเส้นทาง Romantic road

รูปที่ 5 : German Beer น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ นอกจากเยี่ยมชมปราสาทต่างๆ

------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 19 January 2014]
ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ
sansanee_kaew

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง