ตอนที่ 1 วางแผนและเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างก่อนเดินทาง

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันครั้งนี้ ไฉนผมพาเที่ยวคันไซ อีกแล้ว! ไม่มีอะไรผิดปกติหรอกครับ ผมก็เหมือนกับคนไทยหลายๆ คนที่ติดใจเที่ยวญี่ปุ่น และคิดว่า “เที่ยวญี่ปุ่นไปครั้งเดียว ไม่พอ!” ผมคิดว่า การเที่ยวในเขตคันไซนอกจากความสะดวกในเรื่องการเดินทางแล้ว เรายังได้สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นได้หลากหลายรสชาติดี ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อถึงแม้ว่าจะเที่ยวที่ๆ เคยไปแล้วก็ตาม มาเที่ยวคันไซครั้งนี้โดยรวมแล้วอาจจะเที่ยวเหมือนกับทริปก่อนหน้านี้ แต่ผมจะพยายามแชร์ข้อมูลใหม่ๆ ไม่ซ้ำกับบทความก่อนๆ ที่เขียนไว้ แล้วมาดูกันว่า ผมมีอะไรใหม่ๆ มาแชร์ให้อ่านกันบ้างครับ


รูปที่ 1 : ถนนในญี่ปุ่นไม่ได้เรียบแต่สะอาด บ้านเรือนเป็นระเบียบเรียบร้อย

รูปที่ 2 : ติดใจเรือนพักญี่ปุ่นหลังเก่า เสื่อผืนหมอนใบ ก็เพียงพอแล้ว

ที่มาที่ไปของทริปนี้

แต่ก่อน ผมมักจะพาญาติทางพ่อไปเที่ยวในยุโรปกัน แต่ผมยังไม่เคยพาญาติทางแม่เที่ยวต่างประเทศเลย ครั้งนี้ก็เลยจัดทริปพาอากู๋ฑูรย์ (พี่ชายแม่)และอาแป๋วแฟนอากู๋ไปเที่ยวบ้าง ตอนแรกทางลูกๆ ของอากู๋ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผม อยากให้ผมพาไปเที่ยวยุโรป ซึ่งน่าตื่นตาหลงใหลมากกว่าเที่ยวในแถบเอเชียบ้านเรา แต่ผมคิดว่า ตอนนี้บรรยากาศในยุโรปยังไม่น่าเที่ยว เนื่องจากปัญหาการก่อการร้ายและปัญหาเกี่ยวกับผู้อพยพ อีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้ประเทศในยูโรโซนมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ อังกฤษก็กำลังจะแยกตัวออกจากกลุ่มประเทศยูโรโซนอยู่ด้วย เอาไว้รอให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขให้หมดไปก่อน เราจะได้เที่ยวอย่างปลอดภัย ไม่ต้องคอยระแวง แถมค่าเงินยูโรน่าจะตกลง แล้วเราค่อยไปเที่ยวยุโรปถูกลงไปด้วย จะดีกว่า ช่วงนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บตังค์เอาไว้ ยิ่งบ่อจี้อยู่ด้วย

ช่วงประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2016 เย็นวันนึงผมเผอิญไปเห็นโปรโมชั่นราคาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นของสายการบินนึง ใน facebook สายการบินนี้เครื่องบินส่วนหัว เค้าจะพ่นสีเป็นรูปหัวนก ผมเห็นตัวเครื่องบินของสายการบินนี้ใกล้ๆ ครั้งแรก ความคิดแบบเด็กๆ แว้บขึ้นมาในหัวทันทีว่า “สักวันฉันจะขี่เจ้านกยักษ์ในอวตารนี้ให้ได้” ว่าแล้ว ผมก็เลยเข้าไปคลิกในเว็บของสายการบินนี้ดู พบว่า ราคาตั๋วโปรโมชั่นไปกลับ กรุงเทพ-โอซะกะ เพียง 7,000 บาทนิดๆ เท่านั้น “โอ่ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด” คราวก่อนซื้อตั๋วได้ราคา 9,000 กว่าบาท ว่าถูกแล้ว คราวนี้เจอตั๋วราคาเจ็ดพันนิดๆ เอง เห็นทีชักช้าจะเสียเวลาไม่ได้กาล ผมเลยทำแพลนเที่ยวและคำนวณค่าใช้จ่ายคล่าวๆ ภายในไม่ถึง 1 ชั่วโมง แล้วโทรไปนำเสนอท่านสว. ของผมทั้งสองคน คือกู๋ฑูรย์และอาแป๋ว สรุปคือ เที่ยวในแถบคันไซ 3-4 เมืองหลักๆ ประมาณ 4-5 วัน ช่วงปลายเดือนกันยายน ระยะทางการเดินในแต่ละวัน ประมาณ 10-15 กิโลเมตร ราคาต่อคนอยู่ประมาณ 2.5-3 หมื่นบาท

ท่านขอเวลาคุยปรึกษาหารือกัน 1 ชั่วยาม (ชักจะเหมือนหนังจีนแล้ว) เพราะว่าประเด็นสำคัญ คือว่า ท่านจะเดินเที่ยวไหวกันหรือเปล่า เพราะทั้งสองคนเป็นข้าราชการวัยเกษียณ อายุก็เกือบจะ 70 ปีแล้ว ถ้าจะไปก็ต้องฟื้นฟูและฟิตร่างกายเตรียมความพร้อมกันยกใหญ่ เพราะว่าไม่ได้ไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ อันนี้เป็นทัวร์ Backpacker ลากกระเป๋าเดินเที่ยวกันเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น กู๋โทรมาหา สรุปว่า ไปๆ เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน โดยมีลูกชายชื่อปุ๋ยไปด้วยอีกคน ทริปนี้เราไปกัน 4 คน อายุรวมกันทั้งหมด 200 กว่าปี ก็เลยตั้งชื่อทริปนี้ว่า “ทริปเที่ยวคันไซสไตล์ สว.” เหมาะที่สุดแล้วครับ แล้วเรามาดูกันว่า เหล่าคน “สูงวัย” จะเดินลากกระเป๋าเที่ยวญี่ปุ่นได้ตลอดรอดฝั่งมั้ยครับ


รูปที่ 3 : ย่านดองโทโบริ ในเมืองโอซะกะ เมืองศูนย์กลางในเขตคันไซ

รูปที่ 4 : ศาลาวัดโทไดจิ ภายในมีหลวงพ่อโตให้กราบไหว้ นมัสการ ในเมืองนาระ

รูปที่ 5 : จุดชมวิววัดคึโยมิสึหรือวัดน้ำใส ที่เที่ยวอันดับ 1 ของเมืองเกียวโต

จัดโปรแกรมเที่ยวในเมืองแถบศูนย์กลางในเขตคันไซ

ทันทีที่ได้คำตอบจากอากู๋ พร้อมกับชื่อและวันเดือนปีเกิดทุกคน ผมก็เข้าไปในเว็บของสายการบินซื้อตั๋วเครื่องบินในวันนั้น ซึ่งตรงกับวันที่ 19 มิถุนายน 2016 โดยทริปนี้เราจะออกเดินทางในตอนเช้าวันที่ 23 กันยายน 2016 บินไปลงที่สนามบินคันไซในเมืองโอซะกะ ขากลับใช้เส้นทางเดิมกลับมายังสนามบินดอนเมืองกลางคืนวันที่ 28 กันยายน รวม 5 คืน 6 วัน

ช่วงเวลาไตรมาสสามของทุกปี สายการบินต่างๆ มักจะออกโปรโมชั่นตั๋วไปญี่ปุ่นราคาถูก สิ่งที่ต้องระวังคือ ช่วงเวลาระหว่างกลางๆ เดือนสิงหาคมไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม เป็นช่วงมรสุมของญี่ปุ่น จะมีพายุที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกพัดเข้าประเทศญี่ปุ่น จีนและฟิลิปปินส์ ต่อเนื่องกันทุกปี หากต้องการเดินทางไปเที่ยวในช่วงนี้ก็ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดด้วยครับ

ทริปนี้ผมตั้งใจพาญาติผู้ใหญ่ไปเที่ยวในที่เที่ยวหลักๆ ในเขตคันไซ คือ พาไปเดินย่านเมืองเก่า บรรยากาศยีปปุ้นญี่ปุ่นในเมืองเกียวโต ไปไหว้พระวัดหลวงพ่อโตวัดโทไดจิในเมืองนะระ เดินดูแสงสีและถนนช้อปปิ้งในโอซะกะ แว้บไปเดินเล่นในเมืองบรรยากาศยุโรปในเมืองโกเบ และสุดท้ายต้องพาไปออนเซ็นที่เมืองอะริมะออนเซ็น อย่างที่ผมได้เกริ่นไปครับว่า โปรแกรมเที่ยวทริปนี้คล้ายกับทริปก่อน ผมอยากบอกว่า โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมเที่ยวคันไซครบสุดในระยะเวลา 5-8 วันครับ

ในทริปครั้งก่อน ผมได้เขียนสรุป สถานที่ท่องเที่ยวในคันไซทั้งหมดมีที่ไหนบ้าง ลองไปหาอ่านได้ครับ ส่วนทริปเที่ยวคันไซครั้งนี้ จะเที่ยวรอบๆ เมืองโอซะกะ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเขตคันไซ จึงขอข้ามจังหวัดมิเอะ ซึ่งมีเมืองของเหล่านินจา และมีชื่อเสียงทางด้านเนื้อวัวมะสึซะกะแสนอร่อย จังหวัดวะกะยะมะซึ่งมีที่เที่ยวเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิหลายแห่ง รวมทั้งเมืองฮิเมจิซึ่งมีปราสาทหลังใหญ่อยู่ทางด้านใต้ของจังหวัดเฮียวโงะ ทั้งหมดเป็นเมืองที่อยู่ค่อนข้างไกล ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางมาก จึงตัดออกไปครับ


รูปที่ 6 : เดินชิวๆ ในย่านเมืองเก่าเกียวโต

รูปที่ 7 : แวะไปเดินเล่นในบรรยากาศแบบตะวันตก ในเมืองโกเบ

เตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเดินทาง 3 เดือน เกือบจะไม่ทัน

หลังจากซื้อตั๋วเครื่องบินได้แล้ว ผมก็มาดูโปรแกรมเที่ยวคล่าวๆ ที่วางไว้ ตรวจสอบเรื่องการเดินทางพร้อมกับหาที่พักไปด้วย ซึ่งเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเดินทาง 3 เดือน พบว่า ที่พักดีๆ ราคาถูก บางแห่ง ห้องพักมีคนจองเต็มหมดแล้ว งงเลย! ดูท่าทางเดี๋ยวนี้คนเที่ยวญี่ปุ่นเยอะจริงๆ สงสัยในอนาคตคงต้องแนะนำให้คนอื่นจองที่พักก่อนที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วมั้ง (ในกรณีที่กำหนดวันเดินทางแน่นอนแล้ว)

การจองที่พัก ผมใช้บริการของเว็บ Booking.com เหมือนเดิม เพราะว่าเว็บใช้งานง่ายดี สะดวก ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ไม่มีมัดจำ จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกก็ไม่มีค่าใช้จ่าย บางครั้งโปรแกรมเที่ยวยังไม่ลงตัว ผมก็ทำการจองที่พัก 2-3 เมืองในวันที่เข้าพักวันเดียวกันเอาไว้ก่อนได้ หลังจากจัดโปรแกรมเที่ยวลงตัวแล้ว ค่อยยกเลิกการจองที่ไม่ต้องการออก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร

นอกจากเว็บ Booking.com แล้วเรายัง Search หาที่พักในเว็บอื่นๆ เช่น www.hotels.com, www.agoda.com, www.hostels.com, www.hostelworld.com และเว็บอื่นๆ ได้ด้วยครับ ราคาที่พักในเขตคันไซขั้นต่ำประมาณ 2500-3500 เยน/คน/คืน ไปจนถึงหลายหมื่นเยน มีให้เลือกมากมายแล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน สำหรับทัวร์ Backpacker อย่างผมก็เลือกที่พักที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ (เดินลากกระเป๋าเข้าที่พักสะดวก) อยู่ใกล้ๆ สถานที่ท่องเที่ยว และราคาไม่แพงตามระเบียบเหมือนเดิม


รูปที่ 8 : เดินเล่นในเมืองอะริมะออนเซ็น แหล่งออนเซ็นชื่อดัง

รูปที่ 9 : ไปถึงแหล่งออนเซ็นแล้วต้องแก้ผ้าแช่ทั้งตัว แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้

การเดินทางระหว่างเมืองในเขตคันไซ

Section นี้ ผมอยากจะอธิบายเกี่ยวกับการเดินทางในเขตคันไซโดยเฉพาะ วิธีเดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ในเขตคันไซที่สะดวกที่สุด คือ รถไฟ แต่ใช่ว่าจะเป็นวิธีเดินทางที่ง่ายที่สุด ความยากมันอยู่ที่ ญี่ปุ่นมีรถไฟเยอะเกินไปหรือเปล่า? 555 อย่าเพิ่งสับสนหรืองงเต็กนะครับ ผมจะอธิบายเกี่ยวกับรถไฟที่วิ่งในเขตคันไซพอสังเขปต่อไป

ในทริปครั้งก่อน ผมเขียนเกี่ยวกับตั๋วรถไฟหลักๆ ในเขตคันไซว่า มีตั๋วแบบไหนให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อได้บ้าง (ลองไปหาอ่านดูครับ) แต่เนื่องจากเดี๋ยวนี้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้แต่ละบริษัททำตั๋วแบบใหม่ๆ ออกมาขายแข่งเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดกัน ระหว่างที่เราวางโปรแกรมเที่ยว ก็ลองอ่านข้อมูลตั๋วใหม่ๆ ที่ออกมาขายก็ดีครับ อาจจะช่วยประหยัดค่าเดินทางให้กับเราได้ (ระวัง! ไว้ด้วยครับ อ่านมากๆ อาจให้เราปวดหัวได้เหมือนกัน)

รถไฟที่วิ่งในญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1. รถไฟ JR ซึ่งก็คือรถไฟที่รัฐบาลญี่ปุ่นสร้างขึ้น
2. รถไฟที่ไม่ใช่ JR หรือรถไฟเอกชน ซึ่งมีบริษัทประกอบธุรกิจในการให้บริการรถไฟอยู่หลายบริษัท
ทั้งสองกลุ่มนี้ให้บริการรถไฟของใครของมัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวรถไฟ รางรถไฟ สถานีรถไฟ ตั๋วรถไฟหรือพนักงานบนรถไฟ ก็แยกของใครของมัน ไม่ได้ใช้ร่วมกัน

คนไทยส่วนใหญ่มักจะใช้บริการรถไฟ JR เป็นหลัก เพราะว่าง่ายและสะดวก มีรถวิ่งทั่วประเทศ ซึ่งในเขตคันไซสามารถหาซื้อตั๋ว Kansai Area Pass (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai/) หรือ Kansai Wide Area Pass (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_wide/) กรณีที่ต้องการเที่ยวเมืองที่อยู่ไกลจากโอซะกะมากขึ้น ตั๋วทั้งสองแบบสามารถใช้ขึ้นรถไฟขบวน Limited Express Haruka (เร็วที่สุด รองจากรถไฟชินคันเซ็น) วิ่งระหว่างสนามบิน Kansai กับเมืองโอซะกะ และเมือง Kyotoได้ รถไฟ JR จะแยกเป็นเอกเทศ การขายตั๋วก็ไม่ได้ไปร่วมกับใคร เพราะเป็นของรัฐบาล ซึ่งมีเงินถุงเงินถังรองรับอยู่แล้ว

ขณะที่บริษัทรถไฟเอกชนในคันไซมี 10 กว่าบริษัท จำเป็นต้องรวมตัวกัน (ถ้าแยกกันอยู่มีแต่ตายกะเจ๊ง) เพื่อมีเครือข่ายรถไฟครอบคลุมให้สามารถแข่งกับรถไฟ JR ได้ ได้รวมตัวกันออกขายบัตร Kansai Thru Pass (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_english.html) สำหรับขึ้นรถไฟเอกชนโดยไม่ต้องสนใจว่ารถไฟขบวนนั้นเป็นของบริษัทอะไร เพียงแค่เดินเข้าไปในสถานีรถไฟเอกชน (ไม่ใช่สถานีรถไฟ JR) บัตรนี้ใบเดียวใช้ขึ้นรถไฟเอกชนได้หมด แถมยังสามารถเลือกใช้บัตรขึ้นรถไฟเฉพาะวันที่ต้องการ โดยไม่ต่อเนื่องหรือใช้ในวันติดๆ กันก็ได้


รูปที่ 10 : เส้นทางรถไฟเอกชนที่วิ่งในเขตคันไซ

สำหรับบริษัทเอกชนที่ให้บริการรถไฟในเขตคันไซ ดูโดยรวมๆ มีบริษัทหลักๆ ดังนี้
Nankai Railway บริการรถไฟระหว่างเมือง Osaka กับเมือง Wakayama รวมทั้งสนามบิน Kansai ซึ่งมีรถไฟขบวน Limited Express Rapi:t วิ่งเร็วที่สุด (ต่อกลอนกับรถไฟขบวน Limited Express Haruka ของ JR ได้)
Osaka Municipal Subway บริการรถไฟใต้ดินครอบคลุมใจกลางเมือง Osaka
Kintetsu Railway บริการรถไฟในแถบจังหวัด Nara และ Mie เป็นหลัก และยังเชื่อมต่อกับเมือง Osaka, Kyoto และเมือง Nagoya อีกด้วย
Keihan Electric Railway บริการรถไฟใจกลางเมือง Kyoto และเชื่อมมายังเมือง Osaka ด้วย
Hankyu Railway บริการรถไฟระหว่างเมือง Kyoto, Osaka และเมือง Kobe
Hanshin Railway บริการรถไฟระหว่างเมือง Osaka กับเมือง Kobe
อย่าเพิ่งปวดหัวนะครับ ที่จริงยังมีบริษัทอื่นๆ อีกเยอะแยะ ขอข้ามไปละกัน เอาเฉพาะๆ บริษัทหลักๆ ก็พอครับ

ทริปนี้เดิมที ผมตั้งใจจะซื้อบัตร Kansai Thru Pass แบบ 3 วัน (5,200 เยน) เนื่องจากใช้สะดวกดี แต่ระหว่างที่ Search หาอ่านข้อมูลตั๋วใหม่ๆ ที่บริษัทรถไฟเอกชนต่างๆ ทำออกมาขาย ผมก็ไปเจอของดีราคาถูกและเหมาะกับโปรแกรมเที่ยวที่วางไว้พอดี ทำให้ผมต้องพับบัตร Kansai Thru Pass เก็บไว้ ที่นี้เรามาดูกันว่า ตั๋วรถไฟเอกชนใหม่ๆ ที่น่าสนใจ มีอะไรบ้างครับ

Yokoso! Osaka Ticket ราคา 1,500 เยน จะได้ตั๋ว 2 ใบ คือ
ตั๋วใบที่ 1 เป็นตั๋วแบบ One way ticket ใช้ขึ้นรถไฟ(รถด่วนหรือขบวน Limited Express Rapi:t) ของบริษัท Nankai จากสนามบิน Kansai มายังสถานี Namba ในเมืองโอซะกะ
ตั๋วใบที่ 2 เป็นตั๋วใช้ขึ้นรถไฟใต้ดิน(Subway) รถราง และรถเมล์ ของบริษัท Osaka municipal ในเมือง Osaka ได้ไม่จำกัด 1 วัน โดยมีเงื่อนไขว่า ตั๋วใบนี้จะต้องใช้ในวันเดียวกับวันที่ใช้ตั๋วใบที่ 1 หรือใช้ในวันถัดจากที่ใช้ตั๋วใบที่ 1 เท่านั้น
อธิบายง่ายๆ คือ ตั๋วนี้คุ้มสุดๆ สำหรับคนที่ออกจากสนามบิน Kansai แล้วเที่ยวในเมือง Osaka ในวันนั้นหรือวันถัดไป (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บ http://www.howto-osaka.com/en/ticket/ticket/yokoso.html)

Yokoso! Kyoto Ticket ราคา 1,500 เยน จะได้ตั๋ว 4 ใบ ขอสรุปสั้นๆ คือ
ตั๋ว 3 ใบแรกเป็นตั๋วแบบ One way ticket ใช้ขึ้นรถไฟเอกชน 3 ขบวน (3 ต่อ) จากสนามบินคันไซไปยังสถานี Chushojima ในเมืองเกียวโต
ตั๋วใบที่ 4 เป็นตั๋วใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท Keihan ในเมืองเกียวโตได้ไม่จำกัด 1 วัน (1 day ticket) มี 2 เส้นทาง คือ
Keihan Main Line/Oto Line : ระหว่างสถานี Chushojima กับสถานี Demachiyanagi ซึ่งเป็นเส้นที่ผ่านย่านใจกลางเมืองเกียวโต
Uji Line : ระหว่างสถานี Chushojima กับสถานี Uji
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บ http://www.howto-osaka.com/en/ticket/ticket/yokosoKyoto.html)

Rapi:t Economy Ticket ราคา 1,050 เยน เป็นตั๋วแบบ One way ticket ใช้ขึ้นรถไฟขบวน Limited Express Rapi:t ระหว่างสนามบินคันไซกับเมืองโอซะกะ ตั๋วนี้ช่วยประหยัดเงิน 380 เยน

Namba Rapi:t Access Ticket ราคา 2,040 เยน เป็นตั๋วไปกลับระหว่างสนามบินคันไซกับเมืองโอซะกะ สำหรับขึ้นรถไฟขบวน Limited Express Rapi:t โดยตั๋วขากลับสามารถใช้ได้ภายในระยะเวลา 14 วัน ตั๋วนี้ช่วยประหยัดเงิน 820 เยน (28%)

Nara Access Ticket ราคา 1,230 เยน เป็นตั๋วแบบ One way ticket ใช้ขึ้นรถไฟ 2 ขบวน ขบวนแรกเป็นรถไฟของบริษัท Nankai จากสนามบิน Kansai ไปลงสถานี Namba(Nankai) ในเมืองโอซะกะ (ปกติ ค่าตั๋วราคา 920 เยน) จากนั้นต้องเดินจากสถานี Namba(Nankai) ไปที่สถานี Osaka-Namba ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เพื่อขึ้นรถไฟของบริษัท Kintetsu ไปลงที่สถานี Kintetsunara ใจกลางเมืองนะระ (ปกติ ค่าตั๋วราคา 560 เยน) ตั๋วนี้จึงช่วยประหยัดเงินได้ 250 เยน *Note ตั๋วนี้ใช้ขึ้นรถไฟขบวน Nankai Ltd. Exp. Rap:t ไม่ได้ หากต้องการขึ้นต้อง upgrade ตั๋วโดยจ่ายเงินเพิ่มอีก 510 เยน

Kobe Access Ticket ราคา 1,130 เยน เป็นตั๋วแบบ One way ticket ใช้ขึ้นรถไฟ 2 ขบวน ขบวนแรกเป็นรถไฟของบริษัท Nankai จากสนามบิน Kansai ไปลงสถานี Namba(Nankai) ในเมืองโอซาก้า (ปกติ ค่าตั๋วราคา 920 เยน) จากนั้นต้องเดินจากสถานี Namba(Nankai) ไปที่สถานี Osaka-Namba ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เพื่อขึ้นรถไฟของบริษัท Hanshin ไปลงที่สถานี Kobe-Sannomiya ซึ่งเป็นสถานีหลักของเมืองโกเบ หรือไปลงไกลสุดที่สถานี Motomachi ก็ได้ (ปกติ ค่าตั๋วราคา 410 เยน) ตั๋วนี้จึงช่วยประหยัดเงินได้ 200 เยน

Kyoto Access Ticket ราคา 1,230 เยน เป็นตั๋วแบบ One way ticket ใช้ขึ้นรถไฟ 3 ขบวน ขบวนแรกเป็นรถไฟของบริษัท Nankai จากสนามบิน Kansai ไปลงสถานี Tengachaya ในเมืองโอซะกะ (ปกติ ค่าตั๋วราคา 920 เยน) จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟใต้ดิน(Subway) ของบริษัท Osaka municipal ที่สถานีเดียวกัน ไปลงที่สถานี Tenjimbashisuji-Rokuchome ในเมืองโอซะกะ (ปกติ ค่าตั๋วราคา 280 เยน) แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟของบริษัท Hankyu ที่สถานีเดียวกัน ไปลงที่สถานี Kawaramachi ซึ่งเป็นย่านธุรกิจของเมืองเกียวโต (ปกติ ค่าตั๋วราคา 400 เยน) ตั๋วนี้จึงช่วยประหยัดเงินได้ 370 เยน

Osaka Visitor's Ticket ราคา 550 เยน ใช้ขึ้นรถไฟใต้ดิน(subway) รถราง และรถเมล์ ของบริษัท Osaka municipal ในเมือง Osaka ได้ไม่จำกัด 1 วัน (เหมือนตั๋วใบที่ 2 ของ Yokoso! Osaka Ticket)

Osaka City Subway to Kansai Int'l Airport ราคา 1,000 เยน สำหรับใช้ขากลับโดยขึ้นรถไฟใต้ดินของบริษัท Osaka municipal ในเมือง Osaka มาลงสถานี Osaka-Namba แล้วเดินมาที่สถานี Namba(Nankai) เพื่อขึ้นรถไฟของบริษัท Nankai ไปสนามบิน Kansai *Note ตั๋วนี้ใช้ขึ้นรถไฟขบวน Nankai Ltd. Exp. Rap:tไม่ได้

Kintetsu Rail Pass ราคา 3,800 เยน ใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท Kintetsu ที่วิ่งระหว่างเมืองโอซะกะ, นะระ, เกียวโต, อิเซชิมะ และนาโกย่า โดยไม่จำกัดเป็นเวลา 5 วันนับจากเริ่มใช้งานครั้งแรก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเที่ยว 5 เมืองนี้ รวมทั้งใช้เดินทางไป Nabana No Sato ซึ่งจัดเทศกาลดอกไม้และแสงไฟในหน้าหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี

Hankyu Tourist Pass มีแบบ 1 วัน ราคา 700 เยน และแบบ 2 วัน (ใช้ไม่ต่อเนื่องก็ได้) ราคา 1,200 เยน ใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท Hankyu ที่วิ่งระหว่างเมืองเกียวโต, โอซะกะ และเมืองโกเบ ได้ไม่จำกัด

Hanshin Tourist Pass ราคา 500 เยน ใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท Hanshin ที่วิ่งระหว่างเมืองโอซะกะกับเมืองโกเบ ได้ไม่จำกัด 1 วัน

Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets นอกจากจะได้ตั๋วสำหรับออนเซ็นที่ Taikou-no-yu ในเมือง Arima onsen แล้วยังได้ตั๋วรถไฟแบบ 1-day ใช้ได้ไม่จำกัด โดยมีรถไฟให้เลือกนั่ง 2 บริษัท คือ
Hankyu Ver. ใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท Hankyu ในเมืองเกียวโต หรือในเมืองโอซะกะไปลงที่สถานี Shinkaichi ในเมืองโกเบ (โดยสามารถเข้าออกสถานีรถไฟในเมืองเกียวโต โอซะกะและเมืองโกเบได้ไม่จำกัด) แล้วต่อรถไฟของบริษัท Kobe ไปลงที่สถานี Arima Onsen พร้อมกับใช้บริการออนเซ็นที่ Taikou-no-yu รวมทั้งหมดจ่ายในราคา 2,770 เยน โดยที่ทาง Taikou-no-yu มีบริการ Shutter Bus รับส่งที่สถานี Arima Onsen ฟรีทุกๆ 30 นาที
Hanshin Ver. ใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท Hanshin ในเมืองโอซะกะไปลงที่สถานี Shinkaichi ในเมืองโกเบ (โดยสามารถเข้าออกสถานีรถไฟในเมืองโอซะกะ และเมืองโกเบได้ไม่จำกัด) แล้วต่อรถไฟของบริษัท Kobe ไปลงที่สถานี Arima Onsen พร้อมกับใช้บริการออนเซ็นที่ Taikou-no-yu รวมทั้งหมดจ่ายในราคา 2,570 เยน โดยมี Shutter Bus บริการรับส่งยังสถานี Arima Onsen ฟรี ทุกๆ 30 นาที เช่นกัน

ยังมีตั๋วอื่นๆ ที่ทำออกมาขายกัน แต่ราคาค่อนข้างสูง ทำให้ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ ผมจึงขอข้ามไปครับ หลายคนอ่านแล้วคงจะงงๆ สับสนหรืออาจปวดหัวได้ อ่านผ่านๆ ไม่ต้องสนใจในรายละเอียดมากก็ได้ครับ ผมลงไว้เป็นข้อมูลเพื่อให้รู้ครบๆ เฉยๆ

อย่างที่เกริ่นไว้ว่า เดิมที ทริปนี้ผมคิดจะซื้อตั๋ว Kansai Thru Pass แบบ 3 วัน ราคา 5,200 เยน แต่เนื่องจากทริปนี้อยู่ในญี่ปุ่น 6 วัน จึงเลือกใช้บัตร Kansai Thru Pass เฉพาะวันที่ขึ้นรถไฟเยอะๆ หรือวันที่ต้องขึ้นรถไฟไปไกลๆ เช่นวันที่เดินทางไปหรือกลับสนามบินคันไซ หรือวันที่เดินทางจากโอซะกะไปเมืองโกเบและเมืองอะริมะออนเซ็น ส่วนวันไหนที่ขึ้นรถไฟใกล้ๆ เช่น เดินทางระหว่างเมืองนาระกับเมืองเกียวโต หรือระหว่างเมืองเกียวโตกับเมืองโอซะกะ ก็จะซื้อตั๋วรถไฟเป็นเที่ยวๆ (One way) ที่สถานีเอา ซึ่งราคาตั๋วไม่แพง (ประมาณ 600-900 เยน) นอกจากนั้นผมยังซื้อตั๋วรถ Bus ในเมือง Nara และซื้อตั๋ว Kyoto city bus เพื่อช่วยให้เดินน้อยลงเยอะ รวมทั้งไปออนเซ็นที่ Gin no Yu ในเมือง Arima Onsen ราคา 550 เยน รวมทั้งหมดประมาณ 8,000 เยน

แต่ผมไม่ใช้บัตร Kansai Thru Pass โดยซื้อตั๋ว Namba Rapi:t Access Ticket, Osaka Visitor's Ticket และตั๋ว Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. แทน รวมทั้งหมดราคาพอๆ กัน แต่ได้ไปออนเซ็นที่ Taikou-no-yu แทน ซึ่งปกติที่นี่ต้องเสียค่าเข้า 2,400 เยน (ถ้าไม่ซื้อตั๋ว Namba Rapi:t Access Ticket และตั๋ว Osaka Visitor's Ticket โดยซื้อตั๋วรถไฟ Nankai ทั่วไปราคา 920 เยน หรือใช้ตั๋ว Osaka City Subway to Kansai Int'l Airport ก็ช่วยประหยัดเงินได้หลายร้อยเยน)

อยากแนะนำให้ ลองหาอ่านข้อมูลตั๋วใหม่ๆ ประกอบเวลาทำโปรแกรมเที่ยวครับ บางทีอาจจะช่วยประหยัดค่าเดินทางได้ และอย่าลืมเว็บ www.hyperdia.com สำหรับเช็คตารางรถไฟและราคาตั๋วนะครับ มีประโยชน์ในการวางแผนการเดินทางมากทีเดียว


รูปที่ 11 : ย่านดองโทโบริแหล่งของกิน ใจกลางเมืองโอซะกะ

รูปที่ 12 : ร้านขายขนมโมจิ เจ้าของแชมป์รายการ TV Champion บนถนน Shopping ในเมืองนาระ

สุดท้าย ผมอยากบอกว่า ผมไม่ใช่ Expert ในการเที่ยวญี่ปุ่นนะครับ มีบางคนส่งเมล์มาถามว่า โน่น นี่ นั่น น่าเที่ยวมั้ย (แบบว่า ที่ถามมาผมยังไม่เคยไปอ่ะ) หรือบางคนขอให้ผมทำ plan เที่ยวญี่ปุ่นทั้งหมดให้หน่อย (ทำเองเถอะครับ ได้อย่างที่ต้องการ) คือ เวลาผมจะเที่ยวญี่ปุ่น ผมก็เป็นคนหาข้อมูลอยู่ที่บ้านเหมือนกันทุกคนแหล่ะครับ แล้วก็รวมข้อมูลที่ได้ทำโปรแกรมเที่ยวเองในแบบที่ชอบ เวลาที่ผมไม่แน่ใจหรือไม่ชัวร์อะไร ผมจะไปสอบถามหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JNTO (Japan National Tourism Organization) อยู่ที่ตึกเสริมมิตร ชั้น 10 อโศก กรุงเทพฯ (ดูรายละเอียดได้ที่เว็บ http://www.jnto.or.th) ถ้าไม่สะดวกเดินทางก็ส่ง email ไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ตาม email ที่ระบุในเว็บนี้ก็ได้ครับ

สรุปโปรแกรมเที่ยวและค่าใช้จ่าย

23ก.ย. 2016
เครื่องบินออกจากสนามบินดอนเมือง เวลา 9:25 น. ถึงสนามบิน Kansai เมือง Osaka เวลาที่ญี่ปุ่น 16:55 น. แวะTourist Information of Kansai ซึ่งอยู่ชั้น 1 ภายในอาคารสนามบิน Terminal 1 เพื่อซื้อตั๋วArima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. และตั๋ว Osaka Visitor's Ticket แล้วขึ้นชั้น 2 เดินออกนอกอาคารสนามบินไปที่ Nankai Electric Railway Office ซึ่งอยู่ด้านหน้าสนามบิน (ติดกับ JR Office) ซื้อตั๋ว Namba Rapi:t Access Ticket เพื่อขึ้นรถไฟไปเมือง Osaka แล้วซื้อตั๋วรถไฟ Kintetsu ที่สถานี Osaka-Namba เข้าเมือง Nara แล้วเข้าที่พัก Yuzan Guesthouse Annex แล้วออกมาเดินย่านถนน Shopping ของเมืองและทานมื้อเย็น ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
ค่าตั๋วรถไฟ Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. 2570 x 4 = 10,280 Yen
ค่าตั๋วรถไฟ Osaka Visitor's Ticket 550 x 4 = 2,200 Yen
ค่าตั๋วรถไฟ Namba Rapi:t Access Ticket 2040 x 4 = 8,160 Yen
ค่าตั๋วรถไฟ Kintetsu 560 x 4 = 2,240 Yen
ค่าทีพัก Yuzan Guesthouse Annex 11,600 Yen
อาหารเย็น 1000 x 4 = 4,000 Yen
ซื้อขนมปัง ผลไม้และน้ำ ใน Super สำหรับมื้อเช้า 2,500 Yen
รวมทั้งหมด 40,980 Yen

24 ก.ย. 2016
ทานอาหารเช้า กับชา กาแฟ แล้วฝากกระเป๋าไว้กับที่พัก รถเมล์สาย 2, 6, 72, 160, 70, 97, 98 หน้าที่พัก ไปลงป้าย Kasuga Taisha Shrine แล้วเดินเที่ยวไปตามทางใน Nara Park ไหว้พระใหญ่ เดินมาที่สถานี Kintetsunara เพื่อแวะดู Nara National Museum และดูมหาเจดีย์ของวัด Kofukuji หามื้อเที่ยงกินแล้วกลับไปเอากระเป๋าในที่พัก เพื่อขึ้นรถไฟไปเมือง Kyoto โดยลงที่สถานี Karasumaoike แล้วเดินเข้าที่พัก Piece Hostel Sanjo ช่วงเย็นถึงค่ำ เดินเล่นย่าน Sanjo และ Gion พร้อมหาทานมื้อเย็น ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
ค่ารถเมล์ในเมือง Nara ประมาณ 1,000 Yen
ค่าเข้าวัดโทไดจิ 500 x4 = 2,000 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 4 = 4,000 Yen
ค่ารถไฟจากนาราไปเกียวโต 880 x 4 = 3,520 Yen
ค่าทีพัก Piece Hostel Sanjo 27,200 Yen (2 คืน)
ค่าอาหารเย็น 1000 x 4 = 4,000 Yen
รวมทั้งหมด 41,720 Yen

25 ก.ย. 2016
ทานอาหารเช้า แล้วออกจากโรงแรม ขึ้นรถเมล์และซื้อตั๋ว Kyoto City Bus บนรถ เพื่อใช้เดินทางไปเที่ยววันคิโยมิสึ(วัดน้ำใส) และเดินย่านเมืองเก่า Kyoto แล้วขึ้นรถเมล์ไปเที่ยววัดคิงคะกุจิ(วัดทอง) และศาลเจ้าฟูสิมิอินาริ ช่วงค่ำเดินเล่นย่าน Sanjo และหาทานมื้อเย็น กลับที่พักอาบน้ำแล้วหยอดเหรียญซักผ้า ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
ค่าตั๋ว Kyoto City bus 500 x 4 = 2,000 Yen
ค่าเข้าวัดคิโยมิสึ 300 x 4 = 1,200 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 4 = 4,000 Yen
ค่าเข้าวัดทอง 500 x 4 = 2,000 Yen
อาหารเย็น 1000 x 4 = 4,000 Yen
ค่าซักผ้า 400 Yen
รวมทั้งหมด 13,600 Yen

26 ก.ย. 2016
ทานอาหารเช้า แล้ว Check-out ออกจากโรงแรม ขึ้นรถไฟเข้าเมืองโอซะกะ ลงที่สถานี Sakuragawa แล้วเดินเข้าที่พัก Hostel Chill Out ฝากกระเป๋าไว้และเดินเที่ยวใจกลางเมือง Osaka ย่าน Shinsaibashi, Dotonbori, Ebisubashi, Namba park และ Den-Den Town ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
ค่ารถไฟ Kyoto - Osaka 640 x 4 = 2560 Yen
ค่าที่พัก Hostel Chill Out 24000 Yen (2 คืน)
อาหารกลางวัน 2000 x 4 = 8000 Yen (รวมค่าขาปูยักษ์เผา 900 Yen/คน)
อาหารเย็น 1500 x 4 = 6000 Yen
ค่ารถไฟในโอซาก้า 1000 Yen ไว้นั่งกลับที่พักตอนดึก (เผื่อเดินกลับไม่ไหว)
รวมทั้งหมด 41,560 Yen

27 ก.ย. 2016
ออกจากโรงแรม ขึ้นรถไฟไปเที่ยวเมืองKobe เดินเล่นย่าน Sannomiya, China town และห้าง Mosaic แล้วขึ้นรถไฟไปเมือง Arima Onsen เดินย่านใจกลางเมือง แล้วไปออนเซ็นที่ Taikou-no-yu แล้วขึ้นรถไฟกลับ Osaka หามื้อเย็นทานแล้วเข้าที่พัก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารเช้า 1000 x 4 = 4000 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 4 = 4000 Yen
ค่ากาแฟ ขนม 2000 Yen
อาหารเย็น 1000 x 4 = 4000 Yen
รวมทั้งหมด 14,000 Yen

28 ก.ย. 2016
Check-out และฝากกระเป๋าไว้กับที่พัก ขึ้นรถไฟเดินไปตลาดคุโรมอง (Kuromon), ย่าน Sennichimae Doguya-Suji, Den-Den Town และย่าน Shinsekai หรือจะไปเดินเล่นดูปราสาท Osaka แล้วกลับไปเอากระเป๋าในที่พัก ขึ้นรถไฟ Nankai ไปสนามบิน Kansai เพื่อขึ้นเครื่องเวลา 6 โมงเย็น ถึงดอนเมืองเวลา 4 ทุ่ม ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีดังนี้
อาหารเช้า 800 x 4 = 3200 Yen
อาหารกลางวัน 1000 x 4 = 4000 Yen
รวม 7,200 Yen
รวมทั้งหมด 159,060 เยน
เฉลี่ยนคนละ 40,000 เยน หรือประมาณ 13,600 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาท/100 เยน)
ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-โอซาก้า(รวมอาหาร) คนละ 7,950 บาท
สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกคนละ 21,550 บาท


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 03 October 2016]
เรียนรู้วิถีชีวิต / วัฒนธรรม ของชาวญี่ปุ่น ทั้งสมัยโบราณและสมัยใหม่ สนุก ชอบความมีระเบียบ วินัยของคนญี่ปุ่นมากๆครับ นับถือ
Witoonsakt

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง