ตอนที่ 2 ออกเดินทางตอนเช้ามืด เข้าที่พักในคันไซช่วงค่ำ

23 ก.ย. 2016 พวกเราทั้ง 4 คนออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ฝนตกลงมาพอดี รถก็เลยติดกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างกันตามระเบียบ พวกเรายังโชคดีมากๆ ที่ไม่เจอ “น้ำรอระบาย” ไม่อย่างงั้น งานเข้า! แน่ๆ เราถึงสนามบินดอนเมืองเกือบๆ 7 โมงเช้า จึง Check-in และหาอะไรทานรองท้อง แล้วขึ้นเครื่องออกจากสนามบินตรงเวลา ประมาณ 9:30 น.

หลังจากสนามบินดอนเมืองได้รับการปรับปรุงกลับมาใช้งานอีกครั้ง ตึก Terminal 2 รองรับการบินภายในประเทศ (Domestic) และตึก Terminal 1 ใช้สำหรับการบินระหว่างประเทศ (International) นะครับ จะได้ขึ้นลงถูกตึกครับ

รูปที่ 1 : เครื่องของสายการบิน Scoot หัวไม่เป็นรูปนก เซ็งเบยยย

สายการบินนี้ เสิร์ฟอาหารทั้งหมด 2 เวลา โดยพนักงานจะเสิร์ฟอาหารครั้งแรกหลังจากเครื่องบินไต่ระดับความสูงเสร็จ เวลาประมาณ 10:30 น. โดยจะเสิร์ฟ อาหารให้กับคนที่สั่งซื้ออาหารไว้ล่วงหน้าก่อน แล้วจึงเข็นรถขายอาหารให้กับลูกค้าคนอื่นๆ สำหรับคนที่ยังไม่หิวสามารถรอสั่งซื้ออาหารในช่วงการเสิร์ฟ ครั้งที่ 2 เวลาประมาณ 12:30-13:00 น. ก็ได้ครับ พนักงานจะเข็นรถขายอาหารให้กับลูกค้าอีกครั้งนึง ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนเด็กๆ ที่มีคนเดินขายไก่ย่างบนรถไฟ ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็มีกลิ่นล่องลอยอยู่บนเครื่อง มาเตะจมูกเข้าพอดี นั่นคือ กลิ่นมาม่าคัพ นี่ขนาดเพิ่งเริ่มออกเดินทางนะครับเนี้ยย


รูปที่ 2 : ไม่กี่วันก่อน พายุไต้ฝุ่นเพิ่งเฉียดๆ เขตคันไซไป

รูปที่ 3 : ถึงแล้ว เกาะสนามบินคันไซ ในวันเมฆหนา

หลังจากทานอาหาร ผมหลับไปงีบนึงตื่นมา เครื่องกำลังจะลงที่สนามบินคันไซ เวลาที่โน่น 5 โมงเย็นพอดี (เครื่องลงตรงเวลา) ท้องฟ้าในคันไซมีเมฆหนา แต่ไม่มีฝน พายุไต้ฝุ่นเพิ่งผ่านไป 3-4 วัน ถือว่าเราโชคดีทีเดียวที่ไม่เจอพายุครับ ดูเหมือนว่า เครื่องจะลงจอดที่ Terminal 2 แล้วเราก็ขึ้นรถรางภายในสนามบินมาที่ตึก Terminal 1 พวกเราทั้ง 4 คนเดินผ่านเจ้าหน้าที่ Custom ของญี่ปุ่นอย่างง่ายดาย (ไม่ต้องแสดงหลักฐานต่างๆ และไม่ถามอะไรสักคำ) ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย สุภาพต่อนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม

พวกเราเดินออกจากด้านในของสนามบินคันไซ ที่ชั้น 1 ตึก Terminal 1 แล้วแวะที่ Tourist Information ของสนามบิน ซึ่งอยู่ในชั้นเดียวกัน ระหว่างทางออกด้านทิศเหนือ(North Exit) และทางออกด้านทิศใต้(South Exit) เราแวะซื้อตั๋ว Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. เป็นตั๋วรถไฟระหว่างเมือง Osaka, Kobe, Arimaonsen และตั๋วเข้าไปออนเซ็นที่ Taikou-no-yu ในเมืองอะริมะออนเซ็น ราคาใบละ 2,570 เยน นอกจากนั้นเรายังซื้อตั๋ว Osaka Visitor's Ticket ซึ่งเป็นตั๋วใช้นั่งรถไฟใต้ดินในเมือง Osaka แบบ 1 วัน(One day) ใช้ได้ไม่จำกัด ราคาใบละ 550 เยน ตั๋วทั้ง 2 ใบนี้เราซื้อเก็บเอาไว้ใช้ในวันท้ายๆ ของการเดินทางทริปนี้ครับ

Namba Access Rapi:t Ticket เป็นตั๋วไปกลับ (Two way ticket) ใช้ขึ้นรถด่วนขบวนอัศวินวิ่งระหว่างสถานี Nankai Namba ใน Osaka กับสนามบินคันไซ (ใช้เวลา 35 นาที) ราคาใบละ 2040 เยน ต้องซื้อกับบริษัท Travel Agency ที่ระบุในเว็บ http://www.howto-osaka.com/en/ticket/ticket/nambaRT.html แล้วจึงนำมาแลกตั๋วจริงเพื่อขึ้นรถไฟ Rapi:t ที่ Nankai Office ชั้น 2 หน้าสนามบินคันไซ ซื้อที่สนามบินไม่ได้นะครับ

จากนั้นเราก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้น 2 แล้วเดินออกจากสนามบินเพื่อเดินไปยัง Office ขายตั๋วของบริษัท Nankai (ติดกับบริษัท JR) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทางออกสนามบินชั้น 2 เพื่อซื้อตั๋ว Namba Access Rapi:t Ticket ใช้ขึ้นรถด่วนขบวนอัศวินวิ่งระหว่างสถานี Namba(Nankai) ใน Osaka กับสนามบินคันไซ ราคาใบละ 2040 เยน แต่เจ้าหน้าที่ของบริษัท Nankai บอกกับเราว่า ตั๋วนี้ไม่มีขายใน Office ที่นั่น เราต้องซื้อบริษัท Travel Agency ที่ระบุในเว็บ www.howto-osaka.com เท่านั้น ผมจึงซื้อตั๋วรถไฟออกจากสนามบินเป็นเที่ยวๆ แทน โดยซื้อตั๋วสำหรับนั่งรถไฟ Rapi:t จากสนามบินคันไซ ไปลงสถานี Namba(Nankai) ราคาใบละ 1,130 เยน ส่วนขากลับไว้ค่อยซื้อตั๋วที่ตู้ขายตั๋วในวันเดินทางกลับ จากสถานี Namba(Nankai) ไปสนามบินคันไซ โดยซื้อตั๋วรถธรรมดา (ใช้เวลาเดินทาง 50 นาที) ราคาใบละ 920 เยน


รูปที่ 4 : รถด่วนขบวนอัศวิน หรือรถ Nankai Limited Express Rapi:t ได้นั่งไม่ถึง 40 นาทีดี

รูปที่ 5 : ภายในรถ Rapi:t (1,130 เยน) ต่างกับรถ Nankai ธรรมดา (920 เยน) มากพอสมควร

นั่งบนรถไฟขบวน Rapi:t ประมาณ 30 กว่านาทีก็ถึงสถานี Namba(Nankai) พวกเราเดินออกจากสถานี Namba(Nankai) แล้วสังเกตุป้ายภาษาอังกฤษเพื่อหาทางเดินไปยังสถานี Osaka-Namba สำหรับขึ้นรถไฟของบริษัท Kintetsu ไปยังเมือง Nara ต่อไป ช่วงนั้นเวลาประมาณ หกโมงทุ่มนึง คนกำลังเลิกงานกลับบ้านพอดี คนเดินในสถานีเยอะพอสมควร หากไม่แน่ใจว่าเดินไปทางไหน สามารถสอบถามกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ตามทางออกของสถานีรถไฟได้ครับ ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่รถไฟในเมืองใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษและให้ความช่วยเหลือกับเราได้เป็นอย่างดี

ก่อนเข้าสถานี Osaka-Namba ผมเองก็ให้เจ้าหน้าที่กดตู้หยอดเหรียญซื้อตั๋วให้ โดยผมตรวจสอบทางเว็บ www.hyperdia.com มาแล้วว่า ราคาตั๋วรถไฟบริษัท Kintetsu จากสถานี Osaka-Namba ไปถึงสถานี Kintetsunara ใบละ 560 เยน ซึ่งตรงกับที่เจ้าหน้ากดตู้หยอดเหรียญซื้อตั๋วพอดี ทีนี้เราก็สบายใจได้ว่า ซื้อตั๋วรถไฟไม่ผิด พอได้ตั๋วมาแล้วก็เดินไปที่ชานชลารถไฟ ต้องสังเกตุป้ายภาษาอังกฤษให้ดีว่า เราควรจะขึ้นรถไฟที่ชานชลาไหน (ถ้าขึ้นรถผิดฝั่ง ยังไงก็ไม่ถึง) ถ้าเราไม่อยากดูเองเพราะว่าขี้เกียจ หรือไม่แน่ใจก็ตาม เราก็ใช้ท่าไม้ตาย คือ สอบถามกับเจ้าหน้าที่ที่กดตู้หยอดเหรียญซื้อตั๋วให้เรา เอาว่า ตั๋วนี้ไปขึ้นรถไฟที่ Platform Number ที่เท่าไหร่ครับ


รูปที่ 6 : : ร้านแบบนี้ ถ้าหลงเข้าไป เรื่องยาว กินมาม่ารอได้เลย

นั่งรถไฟ Kintetsu ประมาณ 45 นาทีก็ถึงเมือง Nara พวกเราเดินลากกระเป๋าเข้าที่พัก Yuzan Guesthouse Annex ที่นี่เป็นบ้านเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่นโบราณเล็กๆ ตกแต่งขึ้นมาใหม่ มีแค่ 4 ห้องนอน อยู่แล้วสามารถสัมผัสบรรยากาศบ้านญี่ปุ่นโบราณได้ดีไม่น้อย ผมจองห้องนอน 4 คน มีเตียง 2 ชั้น 2 เตียง ราคาคนละ 2,900 เยนต่อคืน (ไม่มีอาหารเช้า)


รูปที่ 7 : หน้าห้องน้ำ ที่ยืนแปรงฟัน ทางเดิน รวมอยู่ในที่เดียว ใน Yuzan Guesthouse Annex

รูปที่ 8 : สวนญี่ปุ่นหน้าบ้าน ตั้งวงได้ มืดแล้วก็คุยกันเบาๆ

เราออกมาเดินเล่นบนถนน Shopping กลางเมืองนะระ เวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ร้านค้าต่างๆ ทะยอยกันปิด เราแวะ Super market ซื้อขนมปังและผลไม้ สำหรับทานกับชา กาแฟเป็นอาหารเช้าพรุ่งนี้ และแวะทานอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกในร้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ออกแนวร้านเหล้า ภายในแคบซะจนเกือบจะต้องนั่งไขว่ห้างกับขาคนที่นั่งติดกัน พวกเราสั่งอาหารมา 4-5 อย่าง ที่ผมจำได้มี สลัดญี่ปุ่นมีถั่วงอกกะไชเถ้า ไก่คาราเกะ ผัดหมี่โซบะ พอมาเสริฟ์ปรากฏว่า เป็นจานน้อยๆ เหมือนกับเอาไปถวายเจ้าแม่นางขวัก เลยกินกันรองท้อง รีบๆ ออกจากร้านเพราะเหม็นบุหรี่ที่คนในร้านสูบกัน ก็เลยเรียกเช็คบิล

เด็กผู้หญิงในร้านอายุประมาณ 25 เอาบิลมาให้ผมดู ลมแท้บจับ พวกกินอาหารจานเล็กๆ ทั้งหมด 4-5 จาน เหล้าเบียร์ก็ไม่ได้สั่ง เช็คบิลมา ทั้งหมด 71,700 เยน “โอ๋ว!จอร์ช ทำไมถึงแพงจังครับ น้อง” น้องเค้าก็ทำหน้างงๆ ไม่ได้พูดอะไรหรือไม่เข้าใจที่เราพูดกัน ผมดูบิลอีกที ปรากฏว่า ตัวอักษรตัวข้างหน้าไม่ใช่เลขเจ็ด แต่เป็นตัวอักษรที่บอกว่า เป็นเงินสกุลเยน เขียนซะเหมือนเลขเจ็ดมาก ทำเอาตกอกตกใจหมดเลย สรุปคือ ค่าอาหารทั้งหมด 1,700 เยน นึกว่าถึงญี่ปุ่น โดนซะแล้ววว

ออกจากร้าน เดินกลับที่พัก แวะนั่งดื่มเบียร์คุยกันในสวนญี่ปุ่นหน้าบ้าน อากาศกำลังดี อุณหภูมิประมาณ 24-25 องศา ก่อนอาบน้ำ นอนครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง