ตอนที่ 3 : เมืองหลวงเก่า Nara เมืองเล็กๆ เดินเล่นชิวๆ

ผมตื่นประมาณ 7 โมง บ้านเงียบมาก ยังไม่มีใครตื่นกันเลย ผมจัดการธุระส่วนตัว เข้าส้วม อาบน้ำก่อน ห้องส้วมที่นี่ก็แคบตามสไตล์ญี่ปุ่น คือ พอนั่งไปแล้วลุกขึ้น ไม่สามารถยืนกลับหลังหันได้ เราคงไม่คุ้นกับการทำตัวลีบๆ ค่อยๆ เบี่ยงตัวเดินออกจากห้องส้วมกัน ห้องอาบน้ำที่นี่มี 2 ห้องๆ นึงสมัยใหม่หน่อยเป็นตู้อาบน้ำ อีกห้องนึงเป็นสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ คือ มีอ่างอาบน้ำลึกประมาณ 2 เท่าของอ่างบ้านเรา แต่ยาวประมาณครึ่งนึงของความยาวอ่างบ้านเรา ประมาณว่า เค้านั่งยองๆ แช่น้ำอุ่นในหน้าหนาวกันครับ


รูปที่ 1 : สวนญี่ปุ่นเล็กๆ ภายใน Yuzan Guesthouse Annex

พวกเราทะยอยกันอาบน้ำแต่งตัว และแพ็คกระเป๋า เราแวะมานอนที่นี่คืนเดียว หลังจากทานขนมปัง ชา กาแฟและผลไม้ในห้องครัวของบ้านแล้ว เราก็ Check out และฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ ไว้ช่วงบ่ายค่อยกลับมาเอากระเป๋า หลังจากเดินเที่ยวในเมืองนะระเสร็จแล้ว ที่นี่มีคนอยู่ทั้งวัน เพื่อคอยให้บริการแขกที่มาพัก อ่อ ที่นี่เค้ามีจักรยานให้เช่าด้วยนะครับ เช่าไปขี่เล่นดูบรรยากาศทั่วเมืองนะระ ชิวๆ สบายๆ ได้ครับ


รูปที่ 2 : ประตูรั้ว Guesthouse นี้อยู่ติดกับถนนเมนของเมือง Nara

รูปที่ 3 : ส่วนหนึ่งของแผนที่รถเมล์ในนะระ ตัดมาจาก http://www.narakotsu.co.jp/language/en/pdf/English_rosenmap.pdf

เราออกจากที่พักเดินประมาณ 400 เมตรก็ถึงป้ายรถเมล์ Kintetsu Nara (N3) ผมวาง plan จะขึ้นรถเมล์ไปลงที่ศาลเจ้าคาสุกะไทฉะ (Kasuga Taisha) ซึ่งเป็นศาลเจ้าประจำเมือง Nara กัน ที่จริงมีรถเมล์แค่ 2 สายที่ไปจอดที่ศาลเจ้าเลย คือสาย 70 และ 97 แต่ตอนนั้นผมลืมก็เลยขึ้นรถเมล์สาย 2 (หรือสาย 6, 72, 98, 160 ซึ่งเป็นรถเมล์วิ่งเป็นวงกลม) ไปลงที่ป้าย Kasugataisha-mae(N7) ทีนี้เลยต้องเดินใน Nara park อีกประมาณ 1 โล กว่าจะถึงศาลเจ้า Kasuga Taisha คราวนี้เลยพาสว. เดินใน Nara park รอบใหญ่เลย


รูปที่ 4 : ทางเดินใน Nara park สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ อายุหลายร้อยปี

รูปที่ 5 : ตักน้ำล้างมือ ล้างหน้าก่อนเข้าศาลเจ้า Kasuga Taisha

รูปที่ 6 : คนญี่ปุ่นอยู่กับธรรมชาติ อากาศดี หมั่นออกกำลัง จึงแข็งแรงและอายุยืน

รูปที่ 7 : รูปนี้แอบถ่ายมา ตอนแรกไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นงานมงคลหรือเปล่า

หลังจากไหว้ศาลเจ้าประจำเมือง เอาฤกษ์เอาชัย ผมก็ไปเดินเล่นดูศาลาใกล้ๆ พอดีไปเจอคนญี่ปุ่นกำลังทำพิธีแต่งงาน ตามขนบธรรมเนียมโบราณ แต่งกันเต็มยศเลย ตอนแรกไม่แน่ใจว่า เป็นงานมงคลป่าว เพราะว่าเห็นคนส่วนใหญ่ใส่ชุดสีดำมาทำพิธีในศาลเจ้ากันครับ


รูปที่ 8 : วิวภายใน Nara park ไม่แน่ใจว่ากวางที่เข้าไปกินหญ้าภายในรั้ว เสียตังค์ค่าเข้ายังไง

รูปที่ 9 : ทางขึ้นศาลเจ้า Nigatsu-do Hall ตั้งอยู่บนเขา

รูปที่ 10 : บนศาลเจ้า Nigatsu-do Hall เป็นจุดชมวิวเมือง Nara สวยทีเดียว

ออกจากศาลเจ้า ก็เดินไปตามทางเดินใน Nara park ช่วงหน้าฝนบรรยากาศที่นี่สดชื่น ทุ่งหญ้าเขียวสดมาก ถ้าจะซื้ออาหารเลี้ยงกวาง อย่าถืออาหารอยู่ท่ามกลางกวางฝูงใหญ่นะครับ อาจจะโดนกวางซึ่งเป็นสัตว์ป่า ทำร้ายเจ็บตัวได้ ค่อยๆ ป้อนอาหารใส่ปากกวางที่อยู่ 1-2 ตัว จะปลอดภัยกว่าครับ


รูปที่ 11 : หลวงพ่อโต แห่งวันโทไดจิ ในเมือง Nara นี้สูงเกือบ 15 เมตร หนักถึง 500 ตัน

รูปที่ 12 : มือของหลวงพ่อโตจำลอง ย้ายมาไว้หน้า Museum อยู่ด้านหน้าวิหารหลังใหญ่

เราเข้าไปกราบไหว้หลวงพ่อโต ในศาลาหลังใหญ่ของวัดโทไดจิ ที่นี่ยังคงเป็น Hilight สำหรับนักท่องเที่ยวที่แวะมาเมืองนะระ เหมือนเดิม เราเดินออกจากวัดโทไดจิทางด้านหน้าแล้วเรียก Taxi ไปลงที่ Shopping street ตรงสถานีรถไฟ Kintetsunara คนขับรถ Taxi ไม่กดมิเตอร์ ดูเหมือนค่า Taxi จะถูกกำหนดไว้ตายตัวที่ 680 เยน ถูกกว่าขึ้นรถเมล์ ซึ่งต้องจ่ายคนละ 210 เยน ซะอีก


รูปที่ 13 : ร้านโมจิ TV Champion กำลังจัด Activity เรียกแขก

รูปที่ 14 : พ่อค้าโมจิร้านนี้ นอกจากขายโมจิและทำโมจิแล้ว ยังต้องคอยโบกรถและดูแลการจราจรหน้าร้านอีกด้วย

พวกเราเดินหาร้านอาหารกินมื้อเที่ยงกัน ไปเจอร้านราเม็งธรรมดาอยู่ใกล้ๆ ร้านโมจิ TV Champion ที่อยู่สุดถนน Shopping พอดี กินข้าวเสร็จก็กินโมจิต่อได้เลย สว.ของผมสั่งราเม็งชามแรกกินกัน ถูกใจรสชาติอุมามิ โออิชิกันใหญ่ ราคาอาหารเซ็ตนึงประมาณ 700-900 เยน กินเสร็จก็ไปกินโมจิเจ้าของแชมป์ อีกคนละอันๆ ละ 130 เยน (ประมาณ 45 บาท) กินให้รู้ว่า ร้านเค้าทำโมจิชาเขียวใส้ถั่วแดง หน้าตาธรรมดาๆ แต่เค้าได้แชมป์รายการดังของญี่ปุ่น ได้ยังไง

กินเสร็จแล้วเราก็ให้ผู้ใหญ่เดินเล่นรอบนถนน Shopping ใกล้ๆ ทางลงสถานีรถไฟ ผมกับปุ๋ยก็เดินกลับที่พักไปลากกระเป๋าที่ฝากเอาไว้ เรากำลังจะขึ้นรถไฟไปลงย่านซานโจ (Sanjo) ใจกลางเมืองเกียวโตกัน โชคดีที่เจอพนักงานที่สถานีรถไฟ Kintetsunara พูดภาษาอังกฤษได้พอดี ก็เลยให้เค้าช่วยกดเครื่องซื้อตั๋วให้ ค่าตั๋วทั้งหมดคนละ 880 เยน โดยเราต้องไปลงที่สถานี Takeda(Kyoto) เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดิน (Subway) ไปลงที่สถานี Karasumaoike พนักงานเค้าให้คำแนะนำเราเป็นอย่างดี เราก็ต้องเซย์ “อาริงาโต้ โกไซมัสตะ” เพื่อขอบคุณเค้า


รูปที่ 15 : ภายในห้องครัวของ Piece Hostel Sanjo เปิดไฟหลอดไส้สีเหลืองแบบนี้ตลอด 24 ชั่วโมง

นั่งรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสถานี Karasumaoike ในเมือง Kyoto พวกเราเดินออกที่ทางออกที่ 5 แล้วเดินลากกระเป๋าไปตามถนนซอย ประมาณ 600 เมตร ก็ถึงที่พัก Piece Hostel Sanjo เรามาถึงประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เลยนั่งพักในครัว ดื่มชากาแฟ เพื่อรอ Check-in เริ่มเวลา 4 โมงเย็น

Piece Hostel Sanjo ต่างกับ Piece Hostel Kyoto พอสมควร โดยทำเลที่ตั้งของ Sanjo อยู่ใจกลางเมืองเกียวโต สะดวกในการเดินในย่าน Shopping หรือสามารถเดินไปย่าน Gion เพื่อดูสาวหน้าขาวได้ นอกจากนั้น ที่นี่มีห้องครัวกว้างและเป็นสัดส่วนกว่า ช่วงเย็นๆ ค่ำๆ แขกจึงใช้เป็นที่นั่งพักผ่อน พูดคุย ดื่มชากาแฟหรือปอกผลไม้กินกัน ส่วนเรื่องห้องพัก เตียงนอน ห้องส้วม ห้องอาบน้ำหรือแม้แต่ทางเดิน ผมคิดว่า ที่นี่ทำสู้ Piece Hostel Kyoto ไม่ได้ โดยเฉพาะห้องอาบน้ำ ที่นี่ไม่แบ่งแยกชายหญิง คือ ที่นี่จะมีห้องอาบน้ำเรียงเป็นตับอยู่ 2 ด้านๆ ละ 8-10 ห้อง ตรงกลางเป็นทางเดิน ด้านหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำของผู้หญิง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำสำหรับผู้ชายหรือผู้หญิง เวลาอาบน้ำเสร็จเปิดประตูออกมาเจอผู้หญิงหลายคน ทำให้รู้สึกแปลกๆ


รูปที่ 16 : บนถนนซอยเล็กๆ ในเกียวโต ดูเป็นระเบียบ สะอาดตา

รูปที่ 17 : หลายครั้งที่เห็นรถจอดในที่แคบๆ คนขับต้องเปิดประตูจากรถทางที่นั่งข้างคนขับ

พวกเรานอนที่นี่กัน 2 คืน เป็นห้องนอนขนาด 4 คน มีเตียง 2 ชั้น 2 เตียง ราคาคนละ 3,400 เยน(รวมอาหารเช้า) หลังจาก Check-in ชำระเงินเรียบร้อย ก็ขนกระเป๋าขึ้นห้องพัก กู๋กับอาแป๋วขอนอนพักเอาแรงที่ห้อง เนื่องจากเมื่อเช้าจัดเต็มเดินใน Nara park รอบใหญ่ไปแล้ว ปุ๋ยกะผมออกไปเดินเล่นใกล้ๆ ซึ่งเป็นย่าน Shopping และมีตลาดสด Nishiki ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก


รูปที่ 18 : ลูกพลับหวาน กรอบ ตั้งแผงขายถูกๆ หน้าโบสถ์ บนถนน Sanjo Dori ในเมือง Kyoto

ผมแวะซื้อลูกพลับกับพ่อค้าหนุ่มตั้งแผงขายหน้าโบสถ์ เราคุยกันไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองและเอาใจใส่ลูกค้า น้องเค้าปอกให้ชิมกันสดๆ ขายถูกมาก ตะกร้าเล็กมีประมาณ 8-9 ลูก ราคา 500 เยน แล้วยังแถมให้นักท่องเที่ยวแปลกหน้า ต่างภาษา อีก 2 ลูก หวานกรอบอร่อยดี รสไม่ฝาดเหมือนบ้านเรา พวกเรากินลูกพลับตลอด 2 วันที่อยู่ในเกียวโต ผมไปเห็นราคาลูกพลับที่วางขายใน Supermarket ช่วงท้ายๆ ของทริปนี้ ตอนอยู่ในเมืองโอซะกะ รู้สึกเหมือนกับว่า น้องเค้าให้ลูกพลับเรากินฟรีอ่ะ

รูปที่ 19 : บริเวณทางเข้าตลาด Nishiki บรรยากาศเริ่มคึกคัก

รูปที่ 20 : ทางเดินของตลาด Nishiki มีหลังคาคลุมตลอด เดินสบาย ไม่กลัวฝน

รูปที่ 21 : ร้านนี้ขายอาหารทะเลสดๆ มีทั้งซื้อกลับบ้านและพร้อมกินตรงนั้น เลือกได้ตามใจชอบ

รูปที่ 22 : คนญี่ปุ่นนี่เค้ากินผักดองกันจริงจังมาก แค่เห็นในตู้นี้ก็ตาลายแล้ว

เจ้าหน้าที่ Hostel แนะให้พวกเรามาเดินเล่นในตลาดสด Nishiki กัน ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่า มันเป็นยังไง พอได้มาเดินแล้วติดใจเลยครับ บรรยากาศคึกคักมาก ร้านขายกุ้งหอยปูปลาสดๆ ลูกค้าซื้อแล้วแร่กันทันที ตะเกียบมีให้พร้อม โซ้ยกันหน้าร้านเลย ของสดๆ กินกันสดๆ หรือบางร้านขายของสด มีครัวปรุงสุกเสร็จพร้อมกินได้ทันที ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นตลาดสด แต่ไม่มีกลิ่นคาว และยังสะอาดน่าเดินด้วย


รูปที่ 23 : ร้านขายไก่ทอด ร้านเล็กๆ แต่วัยรุ่นต่อคิวกันเยอะ สว.เลยแจมด้วยเลย

รูปที่ 24 : Cafe ชั้นใต้ดินในที่พัก เค้าจัด Happy hour เบียร์สด Heartland ลดครึ่งราคา จัดไป

หลังจากเดินตลาด Nishiki เสร็จ ก็เดินบนถนน Shopping ในย่าน Kawaramachi หรือย่าน Sanjo กันต่อ แล้วเดินกลับที่พัก ได้เวลานัดผู้ใหญ่ทานข้าวแล้ว พวกเราออกมาหาราเม็งร้านใกล้ๆ ที่พักกิน แล้วไปนั่งในครัวปอกลูกพลับกินต่อ ตบท้ายด้วยเบียร์สดในคาเฟ่ ชั้นใต้ดินของ Piece Hostel Sanjo สรุปว่า ผมกินมาตลอดช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ตั้งแต่มาถึงเกียวโตเลย

พอเข้าห้องพักแล้ว เดินลงมาอาบน้ำที่ชั้นใต้ดิน ที่นี้ก็หลับยาว พรุ่งนี้ค่อยพาเที่ยวในเกียวโตจริงๆ จังๆ ครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง