ตอนที่ 4 โหนรถเมล์เที่ยวเมืองเกียวโต

ผมตื่นประมาณ 6 โมงครึ่ง พวกเราทะยอยกันอาบน้ำ แต่งตัว แล้วลงไปทานอาหารเช้าในครัว ที่นี่มีอาหารเช้าทุกอย่างเหมือนๆ กับที่ Piece Hostel Kyoto คือ มีขนมปังก้อน ครัวซอง ขนมปังปิ้ง เนยสด แยมถั่ว สลัดมันบด ข้าวญี่ปุ่นคลุกผงโรยข้าว ผักดอง 3-4 อย่าง ซุปมิโซะหลายรสให้เลือก น้ำซุปข้าวต้ม ชา กาแฟ ส่วนใหญ่จะเน้นอาหารแป้งเป็นหลัก คนญี่ปุ่นมักจะทานอาหารเช้าเบาๆ ขนมปังกาแฟ ต่างจากแขกคนจีนซื้อไข่และผักมาต้มกินในห้องครัวกันเลย ส่วนคนไทยทัวร์ซำเหมาอย่างเราๆ มีอะไรกินได้ก็กินหมดหล่ะคับ

ทานอาหารเสร็จ ผมติดต่อที่ Reception เพื่อซื้อตั๋ว Kyoto City Bus ใช้ขึ้นรถเมล์ในเกียวโตได้ทั้งวัน ไม่จำกัด ราคาใบละ 500 เยน (สามารถขอแผ่นพับแผนที่เส้นทางรถเมล์ได้ หรือดูในเว็บที่ http://www2.city.kyoto.lg.jp/koho/eng/access/img/pdf/ENG150321(map)0309.pdf) ปกติค่ารถเมล์ในเกียวโต ถ้าซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ ราคาเที่ยวละ 230 เยน ตั๋วนี้จึงจะคุ้มถ้าใช้ขึ้นรถเมล์มากกว่า 2 เที่ยว ที่จริงเราสามารถซื้อตั๋ว Kyoto City Bus กับคนขับรถเมล์ก็ได้ แต่ผมกลัวว่าจะคุย สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เลยซื้อกับพนักงานใน Hostel ดีกว่า ไม่ต้องรีบร้อน จ่ายเท่ากัน คุยภาษาอังกฤษกันเข้าใจด้วย


รูปที่ 1 : ซ้ายเป็นบัตรขึ้น Subway ในโอซะกะทั้งวัน 550 เยน ขวาเป็นบัตรขึ้นรถเมล์ในเกียวโตทั้งวัน 500 เยน

การเดินทางเที่ยวในกียวโต น่าจะต้องใช้บริการรถเมล์ เพราะที่เที่ยวหลักๆ เช่น วัดคิโยมิสึ วัดคิงคะกุจิ รถไฟ(ทั้งบนดินและใต้ดิน) เข้าไปไม่ถึง การขึ้นรถเมล์อาจจะใช้เวลาในการเดินทางมากกว่า แต่ก็ถือโอกาสดูบ้านเมืองที่นี่ไปด้วยเลย วันนี้เราวางแผนเที่ยวในเกียวโต 3 ที่หลักๆ คือ
1. วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส และเดินเที่ยวย่านเมืองเก่าเกียวโต
2. วัดคิงคะกุจิ (วัดทอง) หรือวัดอิคิวซัง ในการ์ตูนเณรน้อยเจ้าปัญญา
3. ศาลเจ้าฟูซิมิอินาริ ศาลเจ้าที่มีเสาแดงๆ เรียงกันเป็นตับ ยาวมากกว่า 2 กิโล

เราออกจากที่พักประมาณ 9 โมง เดินไปขึ้นรถเมล์ใกล้ๆ สถานีรถไฟ Kawaramachi เราขึ้นรถเมล์ 2 ต่อ รวมกันไม่ถึง 10 ป้ายก็ถึงป้าย Kiyomizu-michi เส้นทางเดินจากป้ายรถเมล์ไปถึงซุ้มประตูวัด ระยะทางเพียง 800 เมตร แต่ถือว่าชันพอสมควรสำหรับเหล่าสว. พวกเรามากันเช้าเกินไป คนเข็นรถลากยังไม่ทำงานกันเลย สว.ของผมเดินมาตามทางที่มีความชันประมาณ 20 องศา ระยะทาง 200-300 เมตร ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย เหนื่อยหอบ ถอดใจซะแล้ว


รูปที่ 2 : ย่านเมืองเก่าเกียวโต จะพบเห็นผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนได้ทั่วไป

รูปที่ 3 : งานกีฬาของคนในชุมชนย่านเมืองเก่า ระหว่างทางเดินขึ้นวัดคิโยมิสึ

ตอนแรกผมจะเปลี่ยนแผน ไปเที่ยวที่อื่นกันก่อน แล้วค่อยกลับมาวัดนี้ โดยให้สว. ขึ้นรถลากไปส่งที่ซุ้มประตูวัด ก็เลยเดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์ แต่ระหว่างทางเดินกลับ เผอิญไปเห็นตึกจอดรถลากสองล้อ คนเข็นกำลังเตรียมตัวจะเริ่มทำงานพอดี ก็เลยเข้าไปสอบถามราคา สรุปได้ว่า ค่าจ้างรถลากจากปากซอยทางเข้าวัด (ใกล้ๆ ป้ายรถเมล์) ไปส่งหน้าวัด พร้อมกับพาชมเมืองเก่าด้วย ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30 นาที (นั่งได้ 2 คน) ราคา 7,500 เยน (หรือประมาณ 2,500 บาท) ราคาอย่างโหดเลย แต่ก็เป็นราคามาตราฐานเหมือนกับราคาขึ้นวินมอเตอร์ไซด์บ้านเรา กู๋ได้เตรียมเงินสำหรับขึ้นรถลากไว้แล้วก็เลย จัดไป


รูปที่ 4 : รถลากสองล้อ ราคาอาจจะแพงสักหน่อย แต่ไม่ได้หาขึ้นง่ายๆ

รูปที่ 5 : วิวระหว่างทางที่รถลากสองล้อ พาไปส่งที่ซุ้มประตูวัดคิโยมิสึ

ปุ๋ยกับผมเดินขึ้นไปตามทางเดินชันๆ แล้วไปนั่งรอที่ซุ้มประตูวัด ส่วนคนเข็นรถลากเค้าพาเดินซอกแซก สลับเป็นฟันปลา ลากขึ้นตรงๆ ไม่ได้เนื่องจากทางขึ้นมีความชันมาก บางช่วงมีความชันมากกว่า 45 องศา สักพักรถลากก็มาส่งใกล้ๆ ซุ้มประตูวัด กู๋บอกว่า “คนลากรถน่าสงสารมาก ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ บางช่วงบางตอนที่ต้องขึ้นทางชัน เค้าต้องใช้หลังดันคันลากเพื่อให้รถค่อยๆ ขึ้นทางชันทีละนิดๆ 7,500 เยน ให้เค้าไปเถอะ ไม่ต้องต่อรองเค้าหรอก”

นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถลากชมเมืองได้ทั่วย่านเมืองเก่าเกียวโต อัตราค่าจ้างเค้าคิดตามระยะเวลาลากรถ 60 นาที ราคาประมาณ 17,000 เยน, 90 นาที ราคาสองหมื่นกว่าเยน หรือ 2 ชั่วโมง ราคาไม่น่าจะต่ำกว่า 30,000 เยน แพงกว่าตั๋วเครื่องบินซะอีก เค้าไม่ได้ลากรถกันเล่นๆ นะคับ


รูปที่ 6 : บรรยากาศทางเดินไปหน้าวัดคิโยมิสึ คนเยอะแต่เช้าเลย

รูปที่ 7 : หน้าวัดน้ำใส คนเยอะทั้งวัน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น

รูปที่ 8 : ซุ้มประตูทางขึ้นวันคิโยมิสึ คนเยอะแต่เช้า

พวกเราเดินขึ้นไปเที่ยวภายในวัดคิโยมิสึกันต่อ โดยเสียค่าขึ้นศาลาไม้หลังใหญ่คนละ 400 เยน ขึ้นไปไหว้พระ ดูศาลาไม้หลังใหญ่ และชมวิวเมืองเกียวโต เสน่ห์ของการเที่ยวในเกียวโตอีกอย่าง คือ เราจะพบเห็น ทั้งคนญี่ปุ่นและฝรั่งใส่ชุดกิโมโน เดินเที่ยวในวัดน้ำใสและในย่านเมืองเก่า ทำให้บรรยากาศดูคลาสสิคเฉพาะตัว ไม่สามารถหาดูในเมืองอื่นได้


รูปที่ 9 : บรรยากาศคลาสสิคแบบนี้ทำให้เกียวโต เป็นเมืองที่คนญี่ปุ่นอยากมาเที่ยวมากที่สุด

รูปที่ 10 : ไม่แน่ใจว่า ก็อกน้ำเป็นตัวมังกร มีความหมายอย่างไร พบเห็นได้ทั่วไป

รูปที่ 11 : วิวในวัดน้ำใส มุมเล็กๆ มุมนึงที่หลายคนไม่ค่อยขึ้นไปดู

รูปที่ 12 : ยอดหลังคา สวยงาม แปลกตา

รูปที่ 13 : ศาลาอยู่ไกลลิบ ซูมเข้าไปสุดๆ ไม่เคยเดินไปเลย

รูปที่ 14 : มุมยอดฮิต ศาลาไม้หลังใหญ่ ปลายเดือนกันยายน ใบไม้กำลังจะเปลี่ยนสีแล้ว

รูปที่ 15 : วิวเมืองเกียวโตจากจุดชมวิวในวัดน้ำใส

ก่อนออกจากวัดน้ำใส ก็ต้องเข้าคิวตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ล้างมือ ล้างหน้าสักหน่อย คิวยาวเชียว คนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อบางอย่างคล้ายกับคนไทย เห็นหลายคนตักน้ำดื่มเพื่อความเป็นสิริมงคลก็มี บางคนตักใส่ขวดเอากลับไปก็เยอะ อะไรที่ทำแล้วสบายใจ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ทำไปเถอะครับ


รูปที่ 16 : นักท่องเที่ยวต่อคิวตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

รูปที่ 17 : มองหาสาวกิโมโนอยู่นาน คนนี้ลงตัวที่สุดแล้ว ทั้งเรียบร้อยและน่ารัก รีบไปขอเค้าถ่ายรูปอย่างไว

รูปที่ 18 : มาวัดน้ำใสก็ต้องต่อคิวตักน้ำใสๆ ล้างมือ ล้างหน้า กันหน่อย

พวกเราเดินออกจากวัดคิโยมิสึ แล้วเดินไปตามทางไปย่านเมืองเก่าเกียวโตกันต่อ สองข้างทางเป็นร้านค้า ให้นักท่องเที่ยวแวะดูและเลือกซื้อตามใจชอบ เราแวะซื้อไอติมชาเขียว นั่งฟุตบาทหน้าร้านกินชิวๆ ตามสไตล์ทัวร์ซำเหมา เห็นพวกเด็กนักเรียนซื้อแตงกวาดองยาวประมาณฟุตนึงกินกัน ปุ๋ยอยากลองบ้าง เลยซื้อมาชิมดู บอกว่า รสชาติเผ็ดๆ เค็มๆ เค็มมาก คนญี่ปุ่นเค้ากินเล่นกันได้ยังไง โดนเลย อยากลองของแปลก

พวกเราแวะดูร้านอาหารระหว่างทางมาเรื่อยๆ ร้านอาหารในย่านเมืองเก่า ราคาค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่เจอแต่ร้านขายราเม็ง เรากินมาเมื่อวานแล้ว พวกเราเดินมาจนถึงรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ ใกล้กับวันโคไดจิ (Kodaiji) ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว เลยเดินออกไปที่ถนน Hagashioji-dori ซึ่งเป็นถนนเดียวกับที่ลงป้ายรถเมล์หน้าวัด พอดีไปเจอร้านขายเบ็นโตะ ราคาเซ็ตละ 800-900 เยน เลยแวะกินอาหารกลางวันกัน


รูปที่ 19 : ออกจากวัดน้ำใส เป็นทางเดินลงเขาไปตามย่านเมืองเก่าเกียวโต เดินเล่นสบายๆ

รูปที่ 20 : คนเมืองเก่า ใจก็คลาสสิค ของคู่กัน

กินมื้อเที่ยงกันเสร็จ เราก็จับรถเมล์ 2 ต่อไปลงป้าย Kinkakuji-mae แล้วเดินเข้าวัดคิงคะกุจิ (วัดทอง) กันต่อ โดยเดินไปตามทางเดิน จ่ายค่าเข้าคนละ 400 เยน เพื่อเข้าไปดูวัดคิงคะกุจิทางขวามือ และศาลาทองกลางน้ำอยู่ซ้ายมือ ถ่ายรูปกันเสร็จแล้วก็เดินไปตามทางเพื่อออกจากวัด ที่นี่เดินเที่ยวง่ายเพราะเป็นทางเดินเส้นทางเดียว ไม่เสียเวลาเยอะ มาเดินตอนเช้าก็ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาเที่ยวที่อื่นเยอะขึ้นคับ


รูปที่ 21 : วัดคิงคะกุจิ ดูเหมือนจะมีแค่ตึก ไม่เห็นพระสักรูปเลย

รูปที่ 22 : ศาลาทองกลางน้ำ ในหน้าฝนบรรยากาศชุ่มช่ำ

รูปที่ 23 : ยอดหลังคาศาลาทอง เหมือนในการ์ตูน อิคิวซัง

ออกจากวัดทอง เราเดินมาขึ้นรถเมล์ที่ป้าย Kinkakuji-michi เพื่อไปลงสถานีรถไฟ Kyoto หรือหัวลำโพงของเมืองเกียวโต นักท่องเที่ยวออกจากวัดทองมารอรถเมล์เยอะมาก ยืนบนรถเมล์จนเกือบถึง Kyoto Station เกือบชั่วโมง เล่นเอาสว.เข่าแท้บทรุด

สำหรับคนที่ต้องการขึ้นรถเมล์ เลี่ยงนักท่องเที่ยววัดทอง สามารถขึ้นรถเมล์สาย 12 ที่ป้าย Kinkakuji-mae ฝั่งวัดทอง ไปสัก 2-3 ป้าย ก็จะเลยป้าย Kinkakuji-michi ไป แล้วข้ามถนนไปขึ้นรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้าม ก็สามารถขึ้นรถเมล์ก่อนป้าย Kinkakuji-michi ประมาณ 2 ป้าย นั่งไปลง Kyoto station หรือที่อื่นๆ ได้คับ

ถึงป้ายสถานีรถไฟเกียวโต เราแวะนั่งพักดู Kyoto Tower ระหว่างเดินหาป้ายรถเมล์สาย ตัวอักษรญี่ปุ่นกับเลข 5 ซึ่งเป็นรถวิ่งลงทางใต้ไปศาลเจ้า Fushimi Inari ที่นี่มีป้ายรถเมล์เป็นสิบ ต้องสังเกตุให้ดีว่าป้ายไหน รถเมล์สายไหนจอดบ้าง นอกจากนั้นยังต้องดูด้วยว่า รถเมล์สายที่ต้องการขึ้นวิ่งขาไปหรือขากลับ (ขาไปกับขากลับ จอดคนละป้ายกัน) โชคดีที่ป้ายรถเมล์สายที่จะขึ้น อยู่ใกล้ๆ จึงใช้เวลาเดินหาไม่นาน

รถเมล์วิ่งออกจากสถานีเกียวโตลงทางทิศใต้ของเมือง ทำให้สังเกตุเห็นได้ชัดว่า ทางทิศเหนือเจริญกว่าทางใต้ ทางทิศใต้ดูเป็นธรรมชาติ แออัดน้อยกว่าทางทิศเหนือของเมือง เรานั่งรถไม่กี่ป้ายก็ถึงป้าย Fushimi Inari ต้องสังเกตุทางเดินไปศาลเจ้าให้ดีนะครับ จะเป็นทางเดินเข้าซอย ถนนเล็กๆ ข้ามทางรถไฟ เดินตามซอยเล็กๆ ระยะทางจากป้ายรถเมล์จนถึงศาลเจ้าฟูซิมิอินาริ ประมาณ 700 เมตร

พวกเราเดินมาถึงศาลเจ้าก่อนฟ้ามืด 15 นาที ร้านค้าสองข้างทางเริ่มทะยอยกันปิดร้าน เราต้องรีบเดินขึ้นบันไดหลายสิบขั้นไปยังเสาแดงที่ตั้งเรียงกันเป็นตับ เพื่อถ่ายรูปก่อนฟ้ามืดสนิท แล้วเดินไปไหว้ศาลเจ้ากัน ศาลเจ้าฟูสิมิอินารินี้ เปิดตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ เราสามารถเข้าไปไหว้ศาลเจ้าและถ่ายรูปกับเสาแดงระยะทาง 2 โลกว่าได้ตลอดเวลา บรรยากาศดูเงียบๆ แต่ไม่วังเวง ร้านขายของที่ระลึกภายในศาลปิดหมด


รูปที่ 24 : เดินมาถึงศาลเจ้าฟูซิมิอินาริก่อนมืดพอดี

รูปที่ 25 : เด็กนักเรียนก็มาเที่ยวศาลเจ้าฟูซิมิอินาริกัน

เราเดินออกจากศาลเจ้ากลับไปที่ป้ายรถเมล์เส้นทางเดิม แวะกินคัตสึด้งหรือข้าวหน้าหมูทอดร้านใกล้ๆ ป้ายรถเมล์กินมื้อเย็นกัน กินเสร็จมายืนรอที่ป้ายรถเมล์ เวลาประมาณ 19:15 น. เช็คดูตารางรถเมล์ที่ป้ายว่า รถเมล์สายเดิม (ตัวอักษรญี่ปุ่นกับเลข 5) จะวิ่งเข้าป้ายกี่โมง ปรากฏว่า รถเพิ่งออกจากป้ายไปเมื่อ 10 นาทีก่อน หรือเวลา 19:05 น. รถสายนี้หลัง 6 โมงเย็นจะวิ่งชั่วโมงละเที่ยวเท่านั้น ทีนี้ได้หาที่นั่งพักยาวๆ เลย รถเที่ยวต่อไปวิ่งเข้าป้ายเวลา 20:05 น. ช่วงกลางวันถึง 6 โมงเย็นรถเมล์สายนี้จะวิ่งชั่วโมงละ 2-3 เที่ยว รถเที่ยวสุดท้ายหมดประมาณ 3 ทุ่มครึ่งครับ

เรานั่งรถเมล์ประมาณ 15 นาทีก็มาถึงป้ายสถานีรถไฟ Kyoto ทีนี้หล่ะยุ่งเลยครับ ต้องเดินหาป้ายรถเมล์ที่มีเยอะมาก หลายชานชลาด้วย หาอยู่นานกว่าจะเจอป้ายรถเมล์สาย 205 วิ่งไปลงป้าย Kawaramachi Sanjo (เฉลี่ยมีรถวิ่งทุกๆ 15 นาที) แล้วเดินเข้าที่พัก อาบน้ำ กินยาแก้ไข นอน วันนี้เดินเที่ยวเยอะ เป็นไข้หวัด เกือบจะไม่รอดครับ


รูปที่ 26 : มุม Kyoto Tower ยามค่ำคืน

------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง