ตอนที่ 5 เดินย่านชินไชบาชิและดองโทโบริ ในโอซะกะ

ผมตื่น 7 โมงกว่า มีเสื้อผ้าตากเต็มห้องไปหมด เมื่อคืนนี้เราโยนเสื้อผ้าของทุกคนที่ใส่มาทั้งหมด 3 วันลงเครื่องซักผ้าของ Hostel กัน เครื่องซักผ้าที่นี่ ขนาด 4.5 Kg มีน้ำยาซักผ้าให้เสร็จ โดยหยอดเหรียญเครื่องละ 200 เยน ใช้เวลาซักประมาณ 35 นาที พวกเราซักทีเดียว 2 เครื่อง พอซักเสร็จต้องเอาผ้าเข้าเครื่องอบแห้ง(เครื่องใหญ่) ใส่เสื้อผ้าทั้ง 2 ถังลงเครื่องอบเครื่องเดียวได้ โดยหยอดเหรียญ 100 เยนต่อการอบแห้งครั้งละ 10 นาที เมื่อคืนอบแห้งไป 2 ครั้งผ้ายังหมาดอยู่ ตื่นเช้ามาผมเลยเอาเสื้อผ้าไปอบแห้งอีก 2 ครั้งรวม 20 นาที ผ้าแห้งสนิท ตากให้ผ้าหายร้อนสัก 15 นาทีก็ยัดใส่กระเป๋าได้ สรุปจ่ายค่าซักเสื้อผ้าของทั้ง 4 คนไปทั้งหมด 800 เยน

พวกเราทะยอยกันไปอาบน้ำ แล้วแพ็คกระเป๋า วันนี้เราเดินทางออกจากเกียวโต ไปค้างในเมืองโอซะกะกัน 2 คืนสุดท้าย เราไม่รีบร้อน เพราะยังเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย เป็นไข้หวัดกันด้วย ลงไปทานอาหารเช้าในครัวเสร็จ ก็ Checkout ออกเดินทางประมาณ สิบโมงครึ่ง (Checkout ได้ถึง 11 โมง) พวกเราใส่หน้ากากปิดจมูกปาก ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อกับคนอื่น แล้วเดินลากกระเป๋าไปที่สถานีรถไฟ Kawaramachi เราหยอดเหรียญซื้อตั๋วรถไฟทีเดียว คนละ 640 เยน สำหรับขึ้นรถไฟ 4 ต่อไปลงที่สถานี Sakuragawa ในโอซะกะ (ใช้ท่าไม้ตาย ให้พนักงานกดเครื่องหยอดเหรียญซื้อตั๋วให้เหมือนเดิม)


รูปที่ 1 : ส่วนหนึ่งของแผนที่ Subway Route ในเมืองโอซะกะ

การขึ้นรถไฟใต้ดิน หรือ Subway ในโอซะกะครั้งแรก อาจจะงงๆ ตาลาย เวลาเดินในสถานีรถไฟ อย่าไปสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ (ดูไปก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ) เราถือแผนที่ Subway Route เอาไว้ในมือ ดูว่าเราจะขึ้นรถไฟสายสีอะไร เช่น รถไฟสายสีแดงคือ Midosuji Line เป็นต้น แล้วมองหาป้ายภาษาอังกฤษในสถานีว่า รถไฟสายสีที่ต้องการขึ้นไปทางไหน ก็เดินไปทางนั้น พอเดินไปถึงที่ชานชลารถไฟสายสีที่ต้องการแล้ว ก็ดูว่าจะขึ้นรถไฟฝั่งไหน(ขาไป/ขากลับ) แล้วยืนต่อคิวรอขึ้นรถไฟขบวนต่อไป ขึ้นรถไฟแล้วก็ดูว่าสถานีหน้าที่รถไฟจอด ตรงกับเส้นทางตามแผนที่หรือเปล่า เพื่อตรวจสอบอีกทีว่า ขึ้นรถไฟผิดฝั่งหรือเปล่า

สิ่งที่ต้องสังเกตุ คือ บางสถานีไม่ได้มีแต่รถไฟใต้ดิน (Subway) อาจจะมีรถไฟ Kintetsu, รถไฟ Hankyu หรือ รถไฟ Hanshin ซึ่งมักจะอยู่คนละชั้นกัน ก็ต้องดูดีๆ ก่อนสอดตั๋วเข้าสถานีว่า ใช่สถานีของรถไฟขบวนหรือสายสีที่เราต้องการขึ้นหรือเปล่า หรือบางสถานีอย่างเช่น สถานี Sakuragawa รถไฟใต้ดิน(Subway) อยู่ที่หนึ่ง แต่สถานี Sakuragawa ของรถไฟ Hanshin อยู่อีกที่หนึ่ง (ห่างกัน 600 เมตร) ไม่มีทางเดินเชื่อมต่อกัน เวลาอยู่บนถนนจะเดินลงไปที่สถานี ต้องสังเกตุนิดนึงครับ

หลังจากพวกเราขึ้นรถไฟ Hankyu ขบวนแรกจากสถานี Kawaramachi ในเกียวโต นั่งยาวประมาณ 35 นาทีมาลงสถานี Awaji ในเมืองโอซะกะแล้ว รถไฟอีก 3 ขบวนจะขึ้นสั้นๆ 2-4 ป้าย ก็ถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Sakuragawa เราเดินออกทาง Exit 5 แล้วเดินตามแผนที่ที่เตรียมมา ระยะทางประมาณ 100 เมตรก็ถึงที่พัก Hostel Chill Out ผมจองห้องนอน 4 คน เป็นเตียง 2 ชั้น 2 เตียง ราคาคนละ 3,000 เยนต่อคืน(ไม่มีอาหารเช้า) เจ้าของที่นี่ Chill จริงๆ ครับถักผมทรง Death ฟังเพลงสไตล์เร้คเก้ เค้าต้อนรับเราอย่างเป็นกันเองและบอกว่า “คนไทยมาแวะพักที่นี่เรื่อยๆ เลย” ห้องว่างพอดี พวกเรา Check-in แล้วขนกระเป๋าเข้าห้องพักได้เลย พวกเรานอนพักเอาแรงประมาณ 1 ชั่วโมง ผมหลับสนิทเลยโดนไข้หวัดเล่นงาน


รูปที่ 2 : ที่จอดรถจักรยานสาธารณะ ตีเส้นเป็นระเบียบ สะอาด

บ่ายสองโมงครึ่ง พวกเราออกจากที่พัก เดินตามแม่น้ำประมาณ 20 นาทีก็ถึงป้ายกุลิโกะในย่านดองโทโบริ แล้วเดินบนถนน Shopping ย่าน Shinsaibashi เช็คราคาสินค้ากัน ร้านค้าที่นี่มีร้าน Tax Free อยู่เยอะ ถ้ามีเวลาลองเช็คราคาหลายๆ ร้านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ชาเขียวห่อละ 900 เยน แต่อีกร้านนึงเป็นร้าน Tax Free เหมือนกัน ขายราคา 800 เยน (ถูกมากกว่า 10%) เงื่อนไขของการซื้อสินค้าไม่เสียภาษี(Tax Free) ในร้านค้าที่นี่ คือ ต้องซื้อสินค้าราคารวมต่อ 1 ใบเสร็จ ขั้นต่ำ 5,400 เยน เราสามารถขอ Tax Free โดยยื่น Passport ตอนชำระเงินได้ครับ


รูปที่ 3 : เรือนำเที่ยว ล่องไปตามแม่น้ำไปย่านดองโทโบริ

รูปที่ 4 : ร้าน Tax Free ตรงข้ามป้ายกุลิโกะ ขายทุกสิ่งสารพัด

รูปที่ 5 : ทางเดิน Shopping ใน Shinsaibashi เดินจนกว่าจะเมื่อย

รูปที่ 6 : ที่นี่เป็นศูนย์กลางสำหรับคนเดินเที่ยวย่านนี้จริงๆ

ตกเย็นเริ่มหิวแล้ว เราเดินวนกลับไปย่านดองโทโบริ ซึ่งเป็นแหล่งของกิน มื้อนี้เรากินแบบง่ายๆ คือ ใครอยากกินไรก็ซื้อมาแล้วยืนหรือนั่งแบ่งกันกินแถวหน้าร้านนั่นแหล่ะ เราเดินซื้อเก็บกินทีละนิดทีละหน่อยไปเรื่อย เริ่มจากเม็ดคล้ายๆ เกาลัดลูกโตคั่ว ทาโกยากิ ขาปูยักษ์เผา และข้าวปั้นหน้าปลาดิบ กินเสร็จก็ไปเดิน Shopping ใน Ebisubashi กันจนขารู้สึกล้า ก็เดินมาหาที่นั่งริมแม่น้ำตรงป้ายกุลิโกะ ฟ้ากำลังจะมืดแล้ว พวกเรามานั่งพักรอป้ายโฆษณาเปิดไฟ โดยหาซื้อน้ำหมักธัญญะพืช น้ำผลไม้ และขนมขบเคี้ยวจากร้านสะดวกซื้อ นั่งกินกัน


รูปที่ 7 : คนเรียกแขกเข้าร้านที่อยู่ชั้นบนๆ ของตึก ในย่านดองโทโบริ

รูปที่ 8 : ร้านทาโกยากิดังๆ ขายกันตกราคาลูกละ 80 เยน (เกือบ 30 บาท)

รูปที่ 9 : อันนี้ซื้อจากร้านไม่ดัง ราคาลูกละ 70 เยน

รูปที่ 10 : เจอร้านข้าวปั้นร้านเล็กๆ จานวิ่งบนสายพาน คนนั่งเต็มร้าน

รูปที่ 11 : ลองซื้อมาชิมดู ใส่กล่องไม้อย่างหรู

รูปที่ 12 : ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

รูปที่ 13 : ย่าน Shopping กลางเมืองโอซะกะ เศรษฐกิจไม่ดี ยังมีคนช้อปกันคึกคัก

รูปที่ 14 : เดินต่อไม่ไหวแล้ว มานั่งรถป้ายกุลิโกะเปิดไฟ

รูปที่ 15 : เริ่มเปิดไฟ เวลาประมาณ 18:30 น.

เราค่อยๆ ลากเท้ากลับที่พักเดินตามทางเดินริมแม่น้ำ คนละฝั่งกับขามา แวะร้านสะดวกซื้อ ซื้อขนมปัง ข้าวปั้น นม น้ำผลไม้ เอาไว้กินกับชา กาแฟ มื้อเช้าพรุ่งนี้ ในที่พักมีตู้เย็นเล็กๆให้แขกแช่ของกินได้ กลับถึงห้อง พวกเราทะยอยกันอาบน้ำ แล้วหาบาล์มทาขาก่อนหลับยาว พรุ่งนี้ค่อยลุยกันต่อครับ


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง