ตอนที่ 6 One day trip to Kobe and Arimaonsen

พวกเราตื่น 7 โมงกว่าๆ ทะยอยกันอาบน้ำ แต่งตัว แล้วมาทานมื้อเช้าที่ห้องนั่งเล่น ที่นี่มีชา กาแฟให้ เราทานกับขนมปัง ข้าวปั้นที่ซื้อไว้เมื่อคืน เสร็จแล้วออกเดินทางกัน วันนี้เราเอาตั๋ว Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. ที่ซื้อไว้ตอนเดินทางมาถึงสนามบินคันไซมาใช้ ข้างในซอง Package มีตั๋ว 2 ใบ ดังนี้
1. ตั๋วรถไฟ 1 Day Unlimited ใช้ขึ้นรถไฟของ Hanshin ได้ทุกขบวนที่วิ่งระหว่างสถานี Osaka-Namba หรือสถานี Umeda ในโอซะกะไปถึงสถานี Shinkaichi ในเมืองโกเบ และใช้ขึ้นรถไฟ Kobe Electric Railway ระหว่างสถานี Shinkaichi กับสถานี Arimaonsen โดยสามารถขึ้นรถไฟของทั้งสองบริษัท เข้า-ออกสถานีที่อยู่ในเส้นทางข้างต้น ได้ไม่จำกัดทั้งวัน
2. ตั๋วเข้าไปออนเซ็นที่ Taikou-no-yu ในเมืองอะริมะออนเซ็น ใช้ได้ครั้งเดียว (แช่จนกว่าจะพอใจ)


รูปที่ 1 : โบชัวร์และตั๋ว Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. ใช้เดินทางเที่ยวเมืองโกเบและอะริมะออนเซ็น

เราเดินออกจากที่พัก สอบถามทางไปสถานี Sakuragawa ของรถไฟบริษัท Hanshin อยู่พักนึง เนื่องจากอยู่คนละที่กับสถานีรถไฟใต้ดิน(Subway) Sakuragawa จากนั้นขึ้นรถไฟไปลงยังสถานี Amagasaki แล้วเปลี่ยนขบวนขึ้นรถไฟขบวน Limited Express ไปลงสถานี Sannomiya ซึ่งเป็นสถานีใหญ่สุดในเมืองโกเบ (รถไฟธรรมดาจอดทุกสถานี แต่รถด่วนขบวน Limited Express วิ่งเร็วกว่าและจอดไม่กี่สถานี)

ตอนแรกเราวางโปรแกรมเดินเที่ยวในเมืองโกเบหลายที่ เช่น ไปเดินเล่นในเขตเมืองที่มีบรรยากาศเหมือนแถบตะวันตก ไปกินแซนวิชที่ร้านอาหารในโบสถ์เก่า ไปเดินไชน่าทาวน์และทานมื้อเที่ยง แต่พอคำนวณสมการสังขารของทุกคนแล้ว สรุปว่า เราเดินดูอ่าวโกเบอย่างเดียวก็พอแล้ว พวกเราจึงต่อรถไฟจากสถานี Sannomiya มาลงสถานี Nishi-Motomachi แล้วเดินไปอ่าวโกเบ โดยสังเกตุจากหอคอย Kobe Port Tower เอา ก่อนอื่นเราแวะซื้อยาแก้ปวด ลดไข้ กินกันก่อน ยาที่อาแป๋วเตรียมมา พวกเราแย่งกันกินหมดแผงไปแล้ว


รูปที่ 2 : เมืองโกเบ เป็นเมืองท่าของญี่ปุ่น มีเรือสำราญแวะรับส่งนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย

รูปที่ 3 : รูปที่ระลึกผู้ร่วมทริปทั้ง 3 คน พ่อแม่ลูก เดือนกันยายนอุณหภูมิ 25-28 องศา ร้อนไปหน่อย

รูปที่ 4 : เรือไรไม่รู้จอดอยู่ใกล้ๆ ไม่เห็น Jack Sparrow บนเรือ

เดินต่ออีกไม่ไกลก็ถึงอ่าวโกเบ หอคอย Kobe Port Tower ตั้งอยู่โดดเด่น ท้องฟ้ามีเมฆมาก แต่ก็ฟ้าค่อนข้างใสพอสมควร เราเดินไปขึ้น Kobe Port Tower กันโดยตีตั๋วคนละ 700 เยน ขึ้นลิฟท์ไปบนหอคอย สามารถชมวิวได้รอบ บนหอคอยสามารถเดินได้ 3-4 ชั้น ทั้งหมดมีกระจกกั้นโดยรอบ ติดแอร์ ไม่สามารถสัมผัสอากาศด้านนอกได้ มีบางโซนเป็นร้านอาหาร ให้นั่งกินไปชมวิวอ่าวโกเบไปด้วย


รูปที่ 5 : วิวอ่าวโกเบ มองจาก Kobe Port Tower

รูปที่ 6 : วิวเมืองโกเบ และอ่าวโกเบ

รูปที่ 7 : วิวเมืองโกเบทางทิศตะวันออก

รูปที่ 8 : วิวเมืองโกเบทางทิศตะวันตก

รูปที่ 9 : ที่ระลึก ที่ได้มาชมวิวในเมืองโกเบ

รูปที่ 10 : ชั้นล่างสุดของจุดชมวิวบน Kobe Port Tower เป็นพื้นกระจกไฟฟ้า (บานเล็กๆ)

รูปที่ 11 : Model เรือโชว์อยู่ในตึกใกล้ๆ กับ Kobe Port Tower

บริเวณอ่าวโกเบ นอกจากมีหอคอย Kobe Tower ไว้ชมวิวแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ด้านการเดินเรือ(Maritime Museum) และ Kawasaki World สำหรับแสดงเครื่องยนต์และรถมอเตอร์ไซคาวาซากิ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน สามารถซื้อตั๋วเข้าไปดูด้านในของทั้งสามที่พร้อมกันได้ โดยตีตั๋วราคา 1,000 เยน เข้าชมภายในได้ทั้ง 3 แห่ง

หลังจากชมวิวอ่าวโกเบ เมืองโกเบและถ่ายรูปเสร็จแล้ว เราก็ขึ้นลิฟท์ลงจากหอคอย แล้วเดินไปห้างโมซิก(Mosiac) กัน พาผู้ใหญ่ไปกินชีสเค้กสไตล์ยุโรปร้านดัง ผมทิ้งให้กู๋กับอาแป๋วกินอาหารฝรั่ง พวกสลัด สปาเก็ตตี้ พิซซ่าและชีสเค้กในร้าน ส่วนผมกะปุ๋ยไปกินบุฟเฟ่ Seafood ราคาคนละ 2,000 เยน ร้านอยู่ในห้าง Mosiac พอกินได้ 2-3 จาน รู้สึกว่ารสชาติอาหารมันไม่อุมามิแล้ว มันออกจากเลี่ยนยังไงไม่รู้ รู้สึกว่ากินได้ไม่เยอะ ปูยักษ์ก็ไม่มี (พนักงานบอกว่า ปูยักษ์มีเฉพาะมื้อเย็น) กุ้งแชบ๊วยเผาตัวก็เล็ก คิดถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ มาก มากินของทะเลเผาจิ้มซอสโชยุมันไม่ใช่อ่ะ มันไม่แซ่บ ที่นี่มีพิซซ่าแป้งบางหลายหน้ามาก ข้าวปั้นก็เยอะ ติ่มซำก็มี ผมเลือกกันอย่างละนิด อย่างละหน่อย สรุปว่า รสชาติไม่ถูกปาก กินไม่คุ้ม


รูปที่ 12 : ภายในร้านบุฟเฟ่ Seafood เลี่ยนๆ ในห้าง Mosiac

รูปที่ 13 : แอบถ่าย นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองท่าทันสมัย คุยกันกระหนุงกระหนิง

รูปที่ 14 : วิวเมืองโกเบ ในวันเมฆหนาเดือนกันยายน 2016

กินมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้ว กู๋กับอาแป๋วแวะเดินห้าง Mosiac ซื้อของฝากหลานนิดหน่อย แล้วพวกเราก็เดินกลับไปที่สถานี Nishi-Motomachi ขึ้นรถไฟ Hanshin 2-3 ป้ายไปสถานี Shinkaichi แล้วใช้ตั๋วใบเดิมเดินเข้าสถานีรถไฟของบริษัท Kobe ไปลงสถานี Arimaguchi แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟที่จอดรออยู่อีก1 ป้ายก็ถึงสถานี Arimaonsen

ออนเซ็น Taikou-no-yu มีบริการรถตู้รับส่งถึงสถานีรถไฟ Arimaonsen เฉลี่ย วิ่งทุกๆ 30 นาทีสังเกตุง่ายๆ รถตู้ของ Taikou-no-yu จะพ่นสี(Paint) เหมือนกับบัตรรถไฟที่ใช้เดินทางมาถึง (บัตรสีน้ำตาล มีเขียนภาษาญี่ปุ่นและมีลายเส้นคล้ายน้ำเต้าสีแดง) โดยรถจะจอดที่หน้าสถานีตรงตามตารางเวลารับ-ส่ง ก่อนขึ้นรถเพื่อให้ชัวร์ สอบถามคนขับรถว่า “Taikou-no-yu?” (อ่านว่า ไทโกะโนยุ) ถ้าคนขับพยักหน้าก็แสดงว่า แม่นแล้ว

ก่อนออกจากสถานีมาเดินเล่น เราสอบถามตารางเวลาที่รถตู้จะมาจอดรับกับเจ้าหน้าที่ของสถานี เมือง Arimaonsen เป็นเมืองบ้านนอกเล็กๆ แต่เสน่ห์มันอยู่ตรงการเดินไปตามตรอก ซอก ซอยในเมืองเล็กๆ เมืองนี้แหล่ะ


รูปที่ 15 : วิวแม่น้ำ สัญญลักษณ์ของเมืองอะริมะออนเซ็น

ช่วงต้นๆ ถนนคนเดินมีโรงแรมที่พักและออนเซ็น ชื่อว่า Arima Onsen Tosen Goshobo ผมเคยจองห้องพักธรรดาสำหรับทริปนี้ด้วยเหมือนกัน เป็นห้องขนาด 4 คน นอนบนเสื่อทาทามิ ตอนนั้นมีโปรโมชั่นส่วนลด 44% ได้ราคาห้องละ 56,000 เยน(ไม่มีอาหาร) เฉลี่ยแล้วตกคนละ 14,000 เยนสำหรับการใช้ชีวิตเสื่อผืนหมอนใบ 1 คืน ที่พักที่อื่นๆ ในเมืองนี้แพงกว่านี้อีกนะครับ ที่จริงการมาพักสัมผัสธรรมชาติพร้อมกันออนเซ็นที่นี่ ควรหาที่พักพร้อมอาหารมื้อเย็นและอาหารเช้าด้วย น่าจะดีที่สุด คือ ออนเซ็นเสร็จแล้วทานอาหารมื้อเย็น นอน ตื่นมาทานอาหารเช้า จะได้ครบเซ็ต แต่เรื่องราคาต้องลอง Search หากันเองนะครับ

ในเมือง Arimaonsen มี Public bath หรือแหล่งออนเซ็นสาธารณะอยู่ 2 แห่ง คือ Kin no Yu (ค่าเข้าราคา 650 เยน) และ Gin no Yu (ราคา 550 เยน) ทั้งสองแห่งนี้อยู่ในย่านถนนคนเดินของเมือง ดูรายละเอียดได้ที่เว็บ http://visit.arima-onsen.com/directory/#/do/list

ผมยกเลิกการสัมผัสชีวิตเสื่อผืนหมอนใบใน Arima Onsen Tosen Goshobo ไป เพราะว่ามา Search เจอตั๋ว Arima Onsen Taikou-no-yu Package Tickets Hanshin Ver. ซะก่อน จึงช่วยประหยัดทั้งค่าที่พักและค่าเดินทางไปได้เยอะเลยครับ


รูปที่ 16 : บ่อเก็บน้ำร้อนย่อยๆ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

รูปที่ 17 : ถนน Shopping ในซอยเล็กๆ ทางเดินชันพอสมควร แต่เสน่ห์เหลือล้น

หลังจากไปเดินเล่น(แบบรีบเร่ง) ในอะริมะออนเซ็น ประมาณชั่วโมงนึง พวกเรากลับมาขึ้นรถตู้ที่สถานีเวลา 17:50 น. รถวิ่งไม่ถึง 10 นาทีก็ถึง Taikou-no-yu การเข้าออนเซ็นที่นี่ มีกฏระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติ ที่สำคัญๆ คือ
1. คนสักยันต์(Tattoo) ไม่สามารถแช่ออนเซ็นที่นี่ได้
2. อาบน้ำจากฝักบัว ชำระล้างร่างกายก่อนลงแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็น
3. ห้ามทำให้ผ้าขนหนูผืนน้อยลงออนเซ็น แช่น้ำร้อนในบ่อด้วย

นอกนั้นก็เป็นข้อปฏิบัติทั่วไป สำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อบัตรเข้าออนเซ็นไว้ก่อน สามารถชำระเงิน คนละ 2,400 เยน กับเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์เพื่อเข้าออนเซ็นได้ พนักงานจะให้กุญแจ Locker คนละดอกพร้อมกับถุงผ้าคนละ 1 ใบ ข้างในมีชุดยูกะตะ กับผ้าขนหนูผืนเล็กและผืนใหญ่อย่างละ 1 ผืน

หลังจากเปลี่ยนชุดยูกะตะในห้องเปลี่ยนชุดแล้ว ก็เดินเท้าเปล่าลงบันไดเข้าห้องออนเซ็นแยกชายหญิง ที่อยู่ชั้นล่าง ภายในห้องจะมี Locker สำหรับใส่เสื้อผ้า ทีนี้เราต้องล่อนจ้อนกันแล้วหล่ะ เอาชุดยูกะตะและผ้าขนหนูผืนใหญ่ใส่ Locker ไว้ ทั้งเนื้อทั้งตัวเราตอนนี้ก็เหลือแต่ผ้าขนหนูผืนน้อย กับกุญแจ Locker 2 ดอก(ผูกไว้กับข้อมือ) ดอกนึงสำหรับ Locker ใส่ชุดยูกะตะ อีกดอกเป็นกุญแจ Locker ด้านนอกที่ใส่เสื้อผ้าของเรา พร้อมเปื่อยแล้วก็ลุยได้เลย

เดินเข้าไปด้านในห้องออนเซ็นแบบ Indoor จะมีฝักบัว เก้าอี้นั่งยองๆ พร้อมกระจก สบู่ แชมพูและครีมนวดผม มีอยู่สิบกว่าชุด คนญี่ปุ่นเค้านั่งเก้าอี้ซักผ้าอาบน้ำกัน เราต้องอาบน้ำ สระผมชำระล้างร่างกายก่อน ด้านข้างมีบ่อน้ำสีทอง และบ่อน้ำสีเงิน(น้ำร้อนธรรมดา) ขนาดบ่อทั้งสองรองรับแขกได้บ่อละ 15 คน ตรงกลางระหว่างบ่อทั้งสอง เป็นห้องอบซาวน่าธรรมดา ห้องเล็กนั่งได้ 4 คน ใกล้ๆ กันมีห้อง Sauna หินภูเขาไฟ ห้องใหญ่นั่งได้ 20 คน ติดๆ กันมีบ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ อุณหภูมิน่าจะไม่เกิน 6 องศา บ่อเล็กๆ ลงไปแช่ได้ 3-4 คนอีก 1 บ่อ

ยัง! ยังไม่หมดครับ ยังมีบันไดขึ้นไปชั้นสองอีก ชั้นบนเป็นออนเซ็นกลางแจ้ง(Outdoor) แต่ที่นี่ไม่ถึงกับเปิดโล่ง เปิดแบบพอให้เห็นท้องฟ้าและสามารถสัมผัสอากาศเย็นในหน้าหนาวได้ครับ ชั้นบนมีบ่อน้ำสีทอง 2 บ่อ (บ่อเด็กกับบ่อผู้ใหญ่) และบ่อน้ำสีเงินสำหรับผู้ใหญ่ 1 บ่อ ทั้งหมดมีขนาดเล็ก นั่งแช่ได้ 4-5 คน นอกจากนั้นมีบ่อนั่งแช่ขาอีก 1 บ่อ ที่เหลือเป็นส่วนสำหรับนั่งพัก มีเตียงให้นอนพักคล้ายๆเตียงวางที่สระว่ายน้ำ และมีห้องสำหรับนอนพัก อีก 1 ห้อง นอนได้ 7-8 คน

ผมแช่เกือบทุกบ่อ ยกเว้นบ่อแช่ขา (ไม่รู้จะแช่แต่ขาไปทำไม) เข้าทุกห้อง สรุปก็คือ บ่อน้ำสีทอง น้ำร้อนกว่าบ่อสีเงิน แช่แล้วสะใจดี ซาดิสนิดๆ ผมลงแช่บ่อสีทองบ่อแรกเลย ลงไปแล้วแท้บร้องเจี๊ยกเลย น้ำในบ่อสีทองไม่มีกลิ่นกำมะถันนะครับ(ไม่มีกลิ่นอะไรเลย) ส่วนบ่อน้ำสีเงินก็เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมดาเหมือนกับที่อื่นๆ ผมแช่น้ำร้อนสลับกับอาบน้ำเย็นจากฝักบัวหรือไปแช่ในบ่อน้ำเย็น (แช่แล้วสดชื่น รู้สึกเนื้อดีดดังเปรี้ยะๆ ต่างจากบ่อน้ำร้อนแช่แล้วรู้สึกโล่ง สบาย) สำหรับโซน Outdoor ชั้นสอง ผมว่าบ่อขนาดเล็กไปหน่อย แต่ก็น่าจะดีสำหรับออนเซ็นในฤดุหนาว แช่น้ำร้อนพร้อมกับสัมผัสอากาศเย็น

เกือบลืมบอกว่า ผ้าขนหนูผืนน้อยเอาไว้เช็ดหน้าเช็ดหัวนะครับ เวลาแช่น้ำในบ่ออาจวางไว้ขอบบ่อ หรือเอาโพกหัวก็ได้ ผมออนเซ็นประมาณเกือบชั่วโมงเนื้อเปื่อยได้ที่พอดี รู้สึกเบา โล่ง สบาย อยากหาอะไรกินให้อิ่มแล้วนอนจริงๆ ครับ ออนเซ็นเสร็จแล้ว ที่นี่ไม่มีแม้แต่น้ำสักแก้วให้ดื่มฟรีนะครับ ทุกอย่างต้องจ่ายเงินซื้อกินหมด พวกเราออนเซ็นเสร็จออกมาครบทุกคน ก็มารอขึ้นรถตู้ Shutter ด้านหน้า พวกเราขึ้นรถเที่ยวก่อนสุดท้าย ออกจาก Taikou-no-yu เวลา 20:10 น. (รถเที่ยวสุดท้ายออกเวลา 20:30 น.)


รูปที่ 18 : ด้านหน้า Taikou-no-Yu ตอนค่ำ คนน้อย

สำหรับคนร่างกายไม่แข็งแรง และไม่เคยออนเซ็นมาก่อน ต้องระวังหน่อยนะครับ การมาแช่น้ำร้อน น้ำเย็น สลับกันเป็นเวลานาน ร่างกายอาจจะปรับตัวไม่ได้ ตอนแช่อาจจะรู้สึกสบาย แต่อาจเป็นไข้หลังจากที่ออนเซ็นเสร็จแล้วได้ ยังไงก็เตรียมหยุกยามาเผื่อไว้ด้วยก็จะดีครับ

พวกเราขึ้นรถไฟกลับโอซะกะเหมือนกับขามา คือ จากสถานี Arimaonsen ขึ้นรถไฟของบริษัท Kobe 2 ต่อ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ถึงสถานี Shinkaichi แล้วต่อรถจากสถานี Shinkaichi ประมาณ 5-6 สถานีมาลงที่สถานี Sannomiya เพื่อขึ้นรถด่วน Limited Express มาลงที่สถานี Sakuragawa ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 40 นาที รวมแล้วใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง เราแวะซื้อของกินในร้านสะดวกซื้อ เอากลับไปกินในที่พักกัน ตอนแรกผมชวนปุ๋ยไปกินราเม็งแถวสถานี Nippombashi กัน แต่ขี้เกียจเดิน เลยไปซื้อของกินเผื่อมื้อเช้าใน Supermarket ใหญ่ใกล้ที่พัก เปิด 24 ชั่วโมงกัน แล้วกลับมาอาบน้ำ นอน พรุ่งนี้เที่ยววันสุดท้าย


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 11 October 2017]
เส้นทางไปออนเซ็นในอะริมะออนเซ็นจากโอซาก้าน่าสนใจ ขอบคุณนะครับ
ผ่านมา

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง