ตอนที่ 7 วันสุดท้ายเร่งรีบซื้อของในโอซะกะ(ไม่ครบสักที)

ผมตื่น 7 โมง อาบน้ำ แต่งตัว แล้วออกไปเดินเล่นรอบๆ ที่พัก ขณะที่คนอื่นๆ ยังหลับกันอยู่ รอบๆ สถานี Sakuragawa ในตอนเช้าไม่ค่อยมีอะไร ร้านค้าต่างๆ ยังไม่เปิดกัน ดูเหมือนว่า ร้านค้าต่างๆ จะเปิดร้านสาย ปิดดึกกันเป็นปกติ บรรยากาศโดยรวมจึงดูเงียบๆ แต่ก็ได้เห็นคนญี่ปุ่นทะยอยกันเดินเข้าที่ทำงานกัน เด็กนักเรียนไม่ว่าเด็กเล็กหรือเด็กโต ก็เดินไปโรงเรียนเอง ไม่มีพ่อแม่ขับรถมาจอดส่งลูกๆ หัวแก้วหัวแหวน หน้าโรงเรียนเหมือนบ้านเรา

ผมยืนอยู่หน้าโรงเรียนด้วยความอยากเรียนรู้วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น ว่าเป็นอย่างไร ที่หน้าโรงเรียนก็จะมีครูยืนคุมอยู่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียน และมีนักเรียนซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเวร ยืนเป็นผู้ช่วยคุณครูหรือคอยอำนวยความสะดวกกับนักเรียน ที่ทะยอยเดินเข้าโรงเรียน แต่สังเกตุได้ว่า ครูญี่ปุ่นจะกล่าวคำทักทายกับนักเรียนก่อนเสมอ เด็กนักเรียนก็ไม่มีธรรมเนียมการไหว้หรือสวัสดีคุณครูเหมือนกับบ้านเรา เด็กมักจะพยักหน้าหรือยกมือตอบคำทักทายของครูแล้วเดินเข้าโรงเรียน และก็ไม่มีการโค้งคำนับคุณครู เหมือนเวลาเราเห็นคนญี่ปุ่นเค้าโค้งคำนับ(เกือบถึงเข่า) เพื่อขอบคุณกัน สิ่งที่เห็นเล็กๆ น้อยๆ นี้ต่างจากวัฒนธรรมเราพอสมควร แต่ผมเชื่อว่า เด็กๆ ญี่ปุ่นมีอิสระทางความคิดตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากไม่ถูกผู้ใหญ่ หรือโรงเรียนตีกรอบตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก


รูปที่ 1 : หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองโอซะกะ ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Sakuragawa

ผมเดินดูรอบๆ ระยะทางประมาณ 5-6 กิโล ไม่เห็นร้านโชว์ห่วยเล็กๆ เลย คิดว่าคงไม่มีแล้ว แต่ก็เห็นพวก Supermarket ที่เป็นร้านท้องถิ่น ไม่ใช้ลักษณะของร้านแฟรน์ชาย อยู่ 3-4 ร้านแต่ละร้านก็ใหญ่พอสมควร ขนาดประมาณ 8-10 เท่าของ 7-Eleven บ้านเรา มีลูกค้าเข้ามาซื้อของกิน ของใช้เรื่อยๆ สิ่งที่สังเกตุได้อย่างชัดเจน คือ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับห้องน้ำมาก ห้องน้ำสาธารณะมีอยู่ทั่วไปหมด สะอาดมากด้วย ในร้านสะดวกซื้อต่างๆ ก็มีห้องน้ำให้บริการฟรี ผมเคยเข้าห้องน้ำที่นึง นั่งลงไปปุ๊บ ปุ่มกดชักโครกเป็นแบบ Wireless ฝังอยู่ในฝาผนังทางซ้ายมือ อันนี้ต้องยกให้เค้าจริงๆ สุดยอดเลยครับ


รูปที่ 2 : พื้นที่จอดจักรยานขนาดไม่ใหญ่ ยังมีห้องน้ำแบบเรียบง่าย ใจกลางเมืองโอซะกะ

รูปที่ 3 : ด้านหน้าที่พักแบบชิวๆ ชื่อ Hostel Chill Out บ่งบอกสถานที่และเจ้าของได้เป็นอย่างดี

ผมเดินกลับมาที่พัก พวกเราทะยอยกันอาบน้ำ แพ็คกระเป๋า แล้วลงไปทานขนมปัง ชา กาแฟ และผลไม้ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เสร็จแล้วจึง Checkout ออกจากที่พักประมาณ 10 โมงเช้า โดยฝากกระเป๋าไว้ก่อน ภาระกิจของเราวันนี้ คือ หาซื้อของฝากภายในเวลา 4-5 ชั่วโมง เราใช้ตั๋ว Osaka Visitor's Ticket ที่ซื้อไว้ตอนมาถึงสนามบิน (ที่ Tourist Information of Kansai ราคาใบละ 550 เยน) เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดิน(Subway)

ราคาตั๋วรถไฟใต้ดินในเมืองโอซะกะ ถ้าซื้อเป็นเที่ยวๆ จะคิดราคาตามระยะทางเหมือนกับรถไฟ BTS หรือ MRT บ้านเรา โดยตั๋วต่ำสุดราคา 180 เยน นั่งได้ 1-3 สถานี ถ้านั่งประมาณ 8-10 สถานี ราคาตั๋วจะตกราวๆ 280 เยน นั่งยาวกว่านี้ตั๋วก็จะแพงขึ้น ฉะนั้นวันไหนที่เราต้องขึ้นรถไฟใต้ดินอย่างน้อย 3 เที่ยว ก็ซื้อตั๋ว Osaka Visitor's Ticket มาใช้จะคุ้มค่ากว่าครับ


รูปที่ 4 : ใช้ตั๋ว Osaka Visitors' Ticket เป็นตั๋ว One day ราคา 550 เยน ถ้าต้องขึ้นรถไฟหลายต่อ ก็น่าจะประหยัดสุดแล้ว

เราขึ้นรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Umeda แล้วเดินเข้าห้าง Umeda Hankyu เป็นที่แรก ห้างนี้มีประตูทางเข้าห้างจากชั้นใต้ดินของสถานีได้ เดินเข้าห้างไปจะเป็นชั้นขายของกินและขนมต่างๆ ผมตกใจว่า ทำไมมีคนมาจับจ่ายซื้อของกินในห้างตั้งแต่เช้าเยอะจัง ราคาของกินในนี้แต่ละอย่างก็ไม่ใช่ถูกๆ เลย นี่ขนาดญี่ปุ่นเศรษฐกิจไม่ดี ดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารติดลบอยู่นะ ผมอยากจะเดินดูให้ทั่วว่า เค้ามาซื้ออะไรกินกัน แต่ไม่มีเวลา จึงต้องตรงไปที่ชั้นขายเครื่องสำอางค์เพื่อสอบถามราคา เครื่องสำอางค์ที่มีราคาสูงจะไม่มีขายในร้านค้าทั่วไป ต้องมาซื้อในห้าง ราคามักจะถูกกกว่าบ้านเรา ยังไงก็เช็คราคาขายในบ้านเราให้ดีก่อนจะซื้อของที่นี่ครับ

เราออกจากห้าง Umeda Hankyu แล้วขึ้น Subway ไปลงสถานี Shinsaibashi เพื่อเดินในย่าน Shopping หาซื้อของฝากกันต่อ ที่นี่มีห้างไดมารู(Daimaru) ห้างใหญ่มีแผนกขายเครื่องสำอางค์เหมือนกัน ที่จริงไม่ต้องไปห้าง Umeda Hankyu ก็ได้ เราแวะซื้อของกิน ของใช้ในร้านที่มีครีมต่างๆ ขายเยอะ (ผู้หญิงชอบเข้ากัน) แล้วเดินหาซื้อนาฬิกากันต่อ ในญี่ปุ่นยังมีร้านขายนาฬิกาอยู่ทั่วไป แต่ละร้านก็ลดราคาแข่งกันพอสมควร ก่อนซื้ออย่าลืม สอบถามเรื่องการประกันด้วยครับ บางร้านประกัน 1 ปีเฉพาะในญี่ปุ่น ถ้าซื้อนาฬิการาคาสูง เลือกร้านที่มี International warranty ระยะเวลา 1 ปี จะแน่นอนกว่า เผื่อเอากลับมาเสีย สามารถส่งเคลมกับเคาน์เตอร์ขายนาฬิกายี่ห้อนั้น ตามห้างในบ้านเราได้

รูปที่ 5 : พาผู้ใหญ่แว๊บออกมาดูด้านนอกห้าง Umeda Hankyu แปล๊บนึง

รูปที่ 6 : ด้านนอกห้าง Umeda Hankyu ในเมืองโอซะกะ อีกรูปนึง

เดินซื้อของยังไม่ครบเลย จะบ่าย 2 แล้ว ผมตั้งใจจะพาไปกินราเม็งร้านอร่อย อยู่แถวสถานี Nippombashi ก่อนจะกลับ ระหว่างที่จะขึ้นรถไฟจากสถานี Shinsaibashi ไปลงที่สถานี Nippombashi ปรากฏว่า ตั๋ว Osaka Visitors' Ticket ของผมหาย ซวยเลย ไม่รู้เป็นอะไร ทุกครั้งพาคนอื่นไปเที่ยวและซื้อตั๋วแบบ 1 Day ต้องมีสักคนทำตั๋วหาย คราวนี้ถึงคิวตัวเองบ้าง ผมเก็บตัวไว้ไม่ดีเอง เอาตั๋วไว้กับเงินจะได้ควักออกมาได้ง่าย ช่วงซื้อของก็ยุ่งกับการควักเงินจ่ายตังค์ และขอ Tax Free ก็เลยลืมไว้ที่ร้านขายครีม ทีนี้ก็ต้องหยอดเหรียญซื้อตั๋วที่เครื่องเอา ตั๋วจากสถานี Shinsaibashi ไปสถานี Nippombashi (2 ป้าย) ราคา 180 เยน

ออกจากสถานีมาแล้วเดินหาร้านราเม็งอยู่พักนึง หาร้านไม่เจอ รีบด้วยเวลาก็ไม่ค่อยมีแล้ว ก็เลยเดินเข้าไปหาอะไรกินในตลาดคุโรมองแทน ดูเหมือนร้านอาหารในตลาดกำลังทะยอยเก็บร้านกันในช่วงบ่าย จึงฝากท้องกับร้านที่สามารถกินด่วนได้และพอจะคุยภาษาอังกฤษกันรู้เรื่อง พวกเราสั่งเซตข้าวปลาแซลมอนกับข้าวหน้าเนื้อวัวมากินกัน ที่นี่มีผักดอง 3-4 อย่างให้ตักกินไม่จำกัด เซตข้าวปลาแซลมอนหน้าตาคล้ายๆ บ้านเรา แต่ปลาแซลมอนที่นี่เค็มอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ซอสโชยุเลย ข้าวหน้าเนื้อวัวมีไข่แดงดิบโบ๊ะอยู่ด้านบน เนื้อวัวสุกๆ ดิบๆ เนื้อบางส่วนยังแดงๆ อยู่เลย ไม่แน่ใจว่า แม่ครัวเค้ากลัวเปลืองแก๊สหรือเปล่า ไม่รู้ว่า ทำไมเนื้อวัวในญี่ปุ่นถึงนิ่ม หวาน แม้ว่าจะดิบเนื้อแดงๆ แต่ไม่มีกลิ่นคาวเลย อร่อยดีครับ

กินเสร็จรีบจ่ายตังค์ แล้วไปขึ้นรถไฟใต้ดินในสถานี Nippombashi ผมหยอดเงินซื้อตั๋วไปลงสถานี Osaka-Namba (1 ป้าย) แต่พวกเรานั่งไปลงที่สถานี Sakuragawa (2 ป้าย) ที่จริงไม่ว่าจะออกสถานีไหน ราคาตั๋วเท่ากันคือ 180 เยน แต่ผมให้กู๋กับอาแป๋วรออยู่ที่ชานชลาในสถานี(ไม่ต้องเดินออก) แล้วผมยืมตั๋ว Osaka Visitors' Ticket ของกู๋ เดินออกจาสถานี Sakuragawa กับปุ๋ย เพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้กับที่พัก ที่นี่มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอยู่ตลอด เรารีบลากกระเป๋ากลับไปหากู๋กับอาแป๋วที่นั่งรออยู่ในชานชลา แล้วขึ้นรถไฟไปลงสถานี Osaka-Namba

หลังจากเดินออกจากสถานี Osaka-Namba เพื่อจะเดินไปขึ้นรถไฟไปสนามบินคันไซ ให้สังเกตุป้ายรูปเครื่องบิน ซึ่งเห็นได้ง่าย (แต่ไม่มากมาย เลอะเทอะ เหมือนป้ายทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ) เราก็เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ก็จะมาถึงสถานี Namba(Nankai) ครับ เราซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่ เป็นตั๋วรถไฟ Nankai ธรรมดา ราคาใบละ 920 เยน (ถูกกว่ารถไฟ Rapi:t 210 เยน) หลังจากสอบถามหมายเลขชานชลากับเจ้าหน้าที่ เราก็เดินไปขึ้นรถไฟกัน รถขบวนนี้จอดทุกสถานี ใช้เวลาประมาณ 50 นาที (ช้ากว่ารถไฟ Rapi:t ซึ่งใช้เวลา 35 นาที) ภายในรถไฟก็ต่างจากรถไฟ Rapi:t มากพอสมควร รถไฟมาจอดในสถานี Kansai airport ประมาณ 4 โมงครึ่ง ก่อนเครื่องออกประมาณ 90 นาที (เครื่องออก 6 โมงเย็น) ทัน Check-in ขึ้นเครื่องกลับพอดี

พวกเราขึ้นเครื่องของสายการบิน Scoot เหมือนกับขามา ผมซื้อน้ำหนักกระเป๋าโหลดลงเครื่องไว้ 20 กิโล สำหรับใส่ของเหลวและครีมต่างๆ เจ้าหน้าที่ให้เราโหลดกระเป๋าได้มากกว่า 1 ใบได้ (จำกัดเฉพาะน้ำหนัก ไม่จำกัดจำนวนกระเป๋า) เราจึงโหลดกระเป๋าลากไป 2 ใบ น้ำหนักรวม 19 โลกว่า จะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นเครื่องให้เหนื่อย ขากลับที่นั่งไม่ค่อยเต็มเหมือนกับขาไป เครื่องออกค่อนข้างตรงเวลา มาถึงสนามบินดอนเมืองก่อนเวลาประมาณ 30 นาที ขอจบการเดินทางเพียงเท่านี้ครับ

ยังไม่รู้ว่าจะเจอกันอีกหรือเปล่า ตอนนี้ทุกอย่างมันตื้อไปหมด 20 ปีก่อน ผมเป็นนักศึกษารุ่นท้ายๆ ที่ได้รับโอกาสดีที่สุดในชีวิตที่ ท่านทรงพระราชทานปริญญาบัตรให้ ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังทำดีไม่พอ ยังทำตัวไร้สาระอยู่เลย ผ่านมา 20 ปีแล้ว เพิ่งคิดได้ตอนนี้ เสียใจมากๆ ที่สุด ได้เวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว แบบอย่างดีดีที่ท่านทรงปฏิบัติให้เห็น มีตั้งมากมาย


------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง