Part4: The way to the top called 'Khardungla' & my 'Shambhala'

วันนี้เราออกเดินทางกันแต่6โมงเช้าตรู่ ไปทางทิศเหนือๆของเมืองเลห์(ทุกคนNo lateกันตามคำขู่ของกันเอง555) ตามroute tripด้านล่าง และคืนนี้เราจะไปค้างอ้างเเรมกันที่Nubra valleyหมู่บ้านกลางทะเลทรายและขุนเขาอันเคว้งคว้าง เพราะฉะนั้นข้าวของเอาไปแต่จำเป็นทีเหลือเก็บไว้รร.

DAY3: Leh - Kardung La Pass - Turtuk - Hunder(Camel ride)

โดยวันนี้เราขอเสนอ3พีคพอยท์ดังนี้

1) Khardungla pass: ถนนที่สูงที่สุดในโลก(ที่รถสามารถวิ่งได้) มีความสูงจากระดับน้ำทะเล5,602ม.(signboard claim) แต่จริงๆแล้วที่ถูกต้องเขาว่ามันสูงเเค่5,359ม.เองงงงง เองเหรอ!!! นี่สูงกว่าเอาอินทนนท์ต่อกัน2ชั้นอีกนะ เเละทางขึ้นก็ ตามรูปเลยจ๊ะ พร้อมจะเเตะขอบฟ้าทุกวินาทีดี๊ดี






และความสูงระดับนี้มนุษย์ท้องช้างอย่างเราๆอาจจะถูกAMS(Acute mountain sickness)หรือโรคเเพ้ความสูงเล่นงานเอาได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ตรงนี้ต้องเทคเเคร์ตัวเองกันนิดนึงนะคะทุกคน ก็ไม่ต้องซ่ามาก เดินช้าๆ ทำไรช้าช้าาา (ไม่ต้องช้าขนาดต่อนยอนเนอะลบซัก1-2สเต็ปจากปกติพอ) ไม่ใช่ไรนะแต่วิวมันดีมากอยากให้ได้ชมอยู่นานๆเพราะถ้าAMSเข้าเล่นงานเมื่อไหร่ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องลงจากจุดนั้นมาสู่ระดับต่ำให้เร็วที่สุด เวลาทำความรู้จักชื่นชมกันก็จะน้อยลง ..พูดเยอะอะไม่พูดเยอะ ไปดูๆ




เอาจริงหลายคนเห็นรูปอาจมีนึกในใจว่า ไม่เห็นมีไรเลย ไปประเทศแถบยุโรปเยอะเเยะ เออก็คงเยอะเเยะแหละเเต่มันไม่รู้เหมือนกันมั้ยไงไอเราก็ไม่เคยไป แต่เท่าที่เห็นคือมันดีอารมณ์มันได้โอคะม่ะ555 มันไม่ใช่เเค่วิวหรือไรที่สวยไง แต่แบบกว่าจะขึ้นมาถึงเนี่ยยยยโอกาสเหินฟ้ามีให้คว้าทุกๆ50-100ม.คือต้องกราบแทบอกBrother Jimงามๆที่ไม่พาเราไปค้นฟ้าคว้าดาวกัน ทำให้เราได้เซย์ไฮกับThe top of the worldพอได้กลับเอาไปโม้กับเพื่อนได้บ้าง

และฮีก็น่ารักคือบนนั้นมันหนาวมากไง แล้วมันเป็นช่องเขาลมเอยอะไรเอยอีกพอพวกเรารื่นรมย์กันได้พักใหญ่ๆฮีก็มีน้ำชา กาแฟร้อนๆไว้บริการอยู่หลังรถ พร้อมบิสกิตอร่อยๆให้คลายความหนาวเหน็บ โอ๊ยดียิ่งกว่าได้ทองเพราะตอนนั้นความรู้สึกเหมือนนิ้วได้อันตรธานหายไป เจออะไรร้อนๆเลยดีใจที่รู้สึกได้นิดนึงว่าเอ่อออนิ้งกูยังอยู่ครบ (ครบมั้ยวะ)>.<


เราอยู่ที่Khardungla น่าจะประมาน30นาทีหรืออาจจะนานกว่านั้น(เห็นมีคนเเนะนำเยอะว่าอย่าอยู่นานเกิน30นาทีไม่งั้นAMSก็จะชอบมาsay hi!)แต่ทำไมเรารู้สึกว่าเหมือนเราอยู่นานมากกกก แล้วก็โชคดีที่ไม่มีใครได้say hi!กับคุณลุงAMS แต่แล้วก็ได้เวลาลงจ๊ะ



ลงมาได้นิดนึง(นิดนึงจริงๆ)วิวสวยมากอย่าลืมบอกให้คนขับจอดนะ

จริงๆจากเมืองเลห์ขึ้นมาบนkhardunglaระยะทางเเค่30กิโลกว่าๆเอง แต่ด้วยต้องขึ้นเขาและทางบางช่วงเป็นลูกรังบวกกับต้องขับระวังเพราะลื่นหิมะเลยใช้เวลาหลายชม. หลังจากเราผ่านถนนคดเคี้ยวลงสู่พื้นราบเพื่อไปยังจุดหมายถัดไประหว่างทางก็อย่าหลับเพราะวิวระหว่างทางเปลี่ยนทุก3นาที(อันนี้เว่ออไป) เราจะเจอฝูงYakหรือจามารี แพะ แกะ วัว ปาร์ตี้เริงร่ากันอยู่บนเนินเขาหรือเเม้เเต่Marmotก็อาจจะโผล่ออกมาภูเขาหินมาโบกมือให้เราก็เป็นได้เหมือนเห็นสัตว์ป่าในธรรมชาติอย่างกะซาฟารีเวิร์ลในแอฟริกา(เว่อม่ะ5555)


เห็นMarmotมั้ยชะเง่อชะเเง้อยู่หน่ะ(เลนส์ซูมต้องเข้าใจ555)



ออ..เเละจะไม่พูดถึงคงไม่ได้เพราะเจอตลอดทางเวลาขึ้นเขาตั้งเเต่วันไปmoonlandก็คือ "นกท๊อป" ใช่นกท็อป!! จะเป็นไก่ก็ๆไม่ใช่นกก็ไม่เชิง BrotherJimบอกชื่อเเล้วเเต่จำไม่ได้เพื่อนก็เลยตั้งชื่อให้ว่านกท็อปเพราะเรานั่งหน้าเเล้วก็ทักมันทุกครั้งที่เห็นรูปก็ไม่ได้ถ่ายมา เอาเป็นว่าใครไปคือเจอเเน่อย่าลืมทักทายนางๆวิ่งไปวิ่งมาอยู่บนถนนอะเเหละ นางเป็นholy animalนะเขาว่า(เขาไหน!?!??)

จะมีช่วงที่เราวิ่งเลียบShyok riverจากไหล่เขาซึ่งมองลงไปเเม่น้ำสีmilky turquoiseสวยเหนือคำบรรยาย(คือถ่ายออกมายังไงก็ไม่ได้อย่างตาเห็นอะไปดูเองเถอะ)



2) Turtuk village: เรามุ่งหน้าไปความพีคที่2ของวันซึ่งเป็นความพีคที่เรียบง่าย สบายๆและเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด


Turtuk villageเป็นหมู่บ้านหนึ่งในหุบเขานูบร้าซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับประเทศปากีสถาน Brother Jimเล่าว่าเมื่อประมานปีคศ.19xxอะไรซักอย่าง(จำไม่ได้เเฮะๆ) Turtukเป็นของปากีฯ ก่อนเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดียหลังจากนั้นมาจนถึงวันที่เราไป ชาวบ้านส่วนมากของที่นี่เลยมีเค้าโครงหน้าตาไม่เหมือนคนอินเดียหรือลาดักกี้เลยซักนิด แต่จะออกแนวเเขกขาวกึ่งๆฝรั่งแบบชาวปากีฯมากกว่าและนับถือศาสนาอิสาลามเป็นหลัก **และที่สำคัญคนที่นี่เขาไม่ชอบให้ถ่ายรูปนะ**



สะพานเเลนด์มาร์คแห่งหุบเขาTurtuk

จริงๆก่อนถึงTurtukเราผ่านหมู่บ้านอิสลามอีก1หมู่บ้านระหว่างทาง เหมือนเป็นอีกเมืองที่อยู่ห่างไกลและมีเด็กๆเยอะไปหมด Brother Jimบอกว่าเป็นวิถีของคนที่นี่ที่ใน1ครอบครัวจะมีลูกเยอะๆเเบบ7-8คนกันเลยทีเดียว



หมู่บ้านTurtukทำเกษตรเป็นหลัก ที่เห็นชัดๆเลยก็คือทุ่งข้าวบาร์เล่กลางหมู่บ้าน ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก ทุ่งบาร์เล่กลางหุบเขา ส่วนบ้านเรือนจะสร้างจากหินที่ทำเป็นอิฐมาเรียงต่อๆกัน มีธารน้ำไหลผ่านทั้งหมู่บ้านคล้ายๆกับเป็นกาวชลประทานเพราะเห็นเด็กๆมารองน้ำดื่มจากธารน้ำอยู่เป็นระยะและทุกบ้านจะมีการเลี้ยงสัตว์ไว้หน้าบ้านที่ปิดมิดชิดไม่ว่าจะเป็นวัวหรือลาทำให้บางช่วงก็จะได้กลิ่นขี้วัวปลิวมาตามสายลมอ่อนๆ55555



เราเดินผ่านหมู่บ้านไปยังจุดชมวิวท้ายหมู่บ้านที่เขามาสวยเหลือเกิน ระหว่างทางเมื่อเลยหมู่บ้านมาจะเป็นป่าไม้เล็กๆร่มรื่นสวยงาม ระยะทางเดินประมาน1กิโล


คือสำหรับที่นี่เราจะไม่ค่อยเจอนักท่องเที่ยวเยอะ ยิ่งเป็นนักท่องเที่ยวคนไทยยิ่งไม่ค่อยเจอ เพราะTurtukคือหมู่บ้านที่ค่อนข้างไกลออกมาจากหุบเขาnubra ใช้เวลาเดินทางประมาน3-4ชม. มีเพื่อนคนนึงถามขึ้นมาระหว่างทางอันยาวไกลว่าที่นั่นมันมีอะไรเหรอ เราถึงต้องไป!!! ในตอนนั้นเราก็ไม่มีคำตอบให้มันหรอก เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีไรแต่เราว่าพอไปถึงเพื่อนน่าจะได้คำตอบว่ามันไม่มีอะไร มีเเต่หมู่บ้านเล็กๆห่างไกลซึ่งไม่สนใจใครเลยแต่โครตมีเสน่ สำหรับเราเลยรู้สึกว่าที่นี่มันpeacefulมาก ทำให้เราใกล้กับตัวเองมากที่สุด ได้ใช้สายตามองออกไปไกลๆ เห็นวิถีชิวิตที่แสนจะธรรมดาไม่มีการประดิษรับใช้ใครต่อใครที่มาเยือน มันเป็นความธรรมดาที่ โครตtouching

Turtuk villageเลยกลายShambhalaของเราในทริปนี้
"ซัมบาลา"คือดินเเดนในอุดมคติ(จะว่าอย่างนั้นก็ได้ให้เข้าใจง่าย) เป็นดินเเดนในเรื่องเล่าปะรำปะราของนิทานพุทธศาสนาไม่มีคำตอบว่าดินเเดนแห่งนี้เคยมีอยู่จริงหรือยังมีอยู่จริงหรือไม่ หลายคนเลยเปรียบเปรยให้ซัมบาลาเป็นดินเเดนขุมทรัพย์เเห่งพลัง เเห่งเเรงบันดาลใจ แห่งความสุขสงบในจิตใจของตัวบุคคลนั้นๆ ใครเจอที่ไหนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณได้พบกับซัมบาลาของคุณเองเเล้ว เหมือนเราทริปนี้^^

(ย้ำอีกทีว่าtuetukนี่ยิ้มไม่มีอะไรจริงๆโครตธรรมดา เผื่อใครมาอ่านแล้วไปตามอาจจะเฮ้ยหลอกให้กูนั่งรถมานานขนาดนี้ทำไม5555 เเต่ไปเถอะไหนๆก็มาแล้ว)

เย็นวันนั้นเราออกจากTurtukย้อนกลับมานอนnubra และจะเเวะขี่อูฐที่ทะเลทรายซ่าฮาร่า(ไม่น่าใช่)

3) Hundar sand dunes : และนี่คือความพีคสุดท้ายของวันนี้ เรามาถึงHundar sandค่อยข้างเย็นแต่คนก็ยังเยอะอยู่ อากาศเย็นและลมแรงมากกกกก ทรายนี่ปลิวว่อนมากทักทายกันตามสายลม


และมิชชั่นของเราที่นี่ก็คือการขี่หลังพี่อูฐวนไปวนมาในทะเลทราย55555 วิวเวิวอะไรเด๋วค่อยชมไปเริ่มมิทชั่นก่อนเลย เราเลือกแบบรอบ15นาทีพอหอมปากหอมคอ ก็ครั้งเเรกเนอะลองก่อนเผื่อขอลง สนนราคา200รูปี ซื้อตั๋วเสร็จก็พุ่งตรงไปดงพี่อูฐที่นอนเรียงรายอยู่ได้เลย คนเลี้ยงจะจัดอูฐให้ตามไซส์คนขี่ ได้กันไปคนละตัว ขึ้นซิจ๊ะทีนี่รออะไร มันก็จะเสียวๆหน่อยตอนพี่เขาลุกยืนและมอบให้เราลอง



แต่ระหว่างนั่งแล้วเดินอ่ะเหรอ โครตตตตตตตเสียว!!! ก็มันแบบโยกๆแล้วมีวิงไปหยอกล้อกันเอง เห็นใจหนูบ้างงงพี่อูฐจ้า(ตอนนั้นรู้สึกคิดถูกที่เลือกเเค่15นาที) แต่ก็สนุกดีได้รูปสวยๆ ต้องขอบคุณBrother Jimอีกเช่นเคยที่วิ่งตามพวกเราไปในทะเลทรายถ่ายรูปให้อย่างสวยงาม




เมื่อมิชชั่นคอมพลีทก็ได้เวลากลับที่พักกันแล้ว ที่พักคืนนี้ของเราชื่อ "Sonam guest house" ซึ่งเราให้Brother Jimจัดการให้ ก่อนตรงไปTurtukก็เเวะดูห้องพอใจอะไรกันดี มีอาหารเย็นเเละเช้าให้ด้วยและที่สำคัญเจ้าของน่ารักมากกกสุดๆ


มื้อเย็นเราขอข้าวเขาก็หุงข้าวไว้ให้ส่วนตอนเช้าก็เป็นไข่เจียวกับแป้งคล้ายๆนานที่เป็นtraditional braedของที่นี่ทานคู่กับชาอร่อยสุดๆ



*เเนะนำใครไปนอนnubraสะอาด เจ้าของน่ารักใจดี คือดีอะไปนอนเถอะ


นี่วิวจากระเบียงห้องเป็นไงหล่ะ ไม่ต้องคิดไรละซื้อตั๋วเดี๋ยวนี้เลย!!

Ps.เเละที่ไม่พูดถึงเป็นไม่ได้ก็คือโถส้วมในร้านอาหารที่Turtukมีความผสมผสานดู ร้านไหนไปหาเอา!!



------------------------------------------------------------------------------------

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง