ตอนที่ 5 บอกลา กทม. เมืองแห่งความแออัด วุ่นวาย

ก่อนออกเดินทางประมาณ 1 สัปดาห์ผมได้ไปติดต่อแลกเงินให้กับอ๊อดและพิง ที่ร้านแลกเงินแถวสะพานควาย ผมแลกได้เฉพาะเงินยูโรในอัตรา 37.95 บาทต่อ 1 ยูโร แต่ร้านแลกเงินในย่านสะพานควายนั้นไม่มีเงินฟรังก์สวิส (CHF) ให้แลกสักร้านเดียว ทำให้ผมต้องเข้าไปแลกเงินฟรังก์สวิสแถวราชประสงค์ โชคดีที่วันนั้นพวกเสื้อแดงมันไม่จัดงานรำลึกครบรอบวันปล้นสะดมและวันเผาเมืองขึ้น ร้านค้าต่างๆ จึงเปิดทำการตามปกติ ผมแลกเงินได้ในอัตรา 30.95 บาทต่อ 1 CHF

วันที่ 3 พฤษภาคม 2013 ช่วงเช้าผมเดินทางไปแลกเงินพร้อมกับหลอดและทาเกะ ที่ราชประสงค์ที่เดียวเพราะสามารถแลกเงินทั้ง 2 สกุลได้ในที่เดียว โดยแลกในอัตรา 38.20 บาทต่อ 1 ยูโร และ 31.35 บาทต่อ 1 CHF ก่อนนัดเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิในตอนเที่ยงคืน เพื่อเช็คอินขึ้นเครื่องโดยเรามีจุดหมายแรกที่เมือง Abu Dhabi เพื่อต่อเครื่องไปยังเมืองแฟรงเฟิร์ต ต่อไป การเดินทางขึ้นเครื่องในช่วงแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าตื่นเต้น อาหารบนเครื่องของสายการบิน Etihad บางอย่างบ่งบอกถึงความเป็นแขกขนาดแท้ เช่นขนมปัง หรือแกงกระหรี่แพะ ซึ่งอาจจะไม่ถูกปากคนไทยบางคน แต่ทางสายการบินมีอาหารกลางๆ เช่น ไก่อบกับมันฝรั่ง หรือพวกบะหมี่เป็นอีกทางเลือกนึงให้ครับ สำหรับผมแล้วผมชอบอาหาร Local foods อยู่แล้ว หนีความใจเจ ดีกว่ากินกระเพราไก่ไข่ดาวเยอะครับ


รูปที่ 1 : สายการบิน Etihad สายการบินแห่งชาติของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรส

รูปที่ 2 : ถึงสนามบินเมือง Abu Dhabi แวะ Transit ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

หลังจากทานอาหารบนเครื่องแล้วหลับไปแปล๊บเดียว เราถึงสนามบินเมืองอาบูดาบี (Abu Dhabi) ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้า เพื่อแวะยืดเส้นยืดสายในสนามบินประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ครั้งแรกที่ถึงสนามบิน หลายๆ คนคงต้องประทับใจกับหอบังคับการบิน ที่เป็นสัญญาลักษณ์บ่งบอกถึงสนามบินแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เห็นหลายๆ คนคว้ากล้องมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกของการมาเยือนครับ หลังจากนั้นเราก็ขึ้นเครื่องลำเล็กลงบินอีกประมาณ 6 ชั่วโมงก็ถึงเมือง Frankfurt (อ่านว่า แฟรงก์เฟิร์ต) ด้วยความเรียบร้อย เครื่องไม่ได้ลงจอดในซองจอดเครื่องที่อยู่ติดกับอาคาร อาจเป็นเพราะว่าเป็นเครื่องบินขนาดเล็กละมั้ง ทำให้เราต้องเดินลงจากเครื่องทางบันได เพื่อขึ้นรถบัสที่จอดรถรับผู้โดยสารไปส่งที่ตึก Terminal 2 แทน

เจ้าหน้าที่เยอรมันคอยต้อนรับที่ประตูเครื่องบิน

ผมนึกในใจเล่นๆ ว่า อ่าวลงบันไดอย่างงี้พวกเราต้องโบกมือเหมือนนางสาวไทยได้มงกุฏกลับประเทศมั้ยหล่ะเนี้ย ว่าแล้วเราก็เอาสัมภาระที่อยู่ด้านบนลง ทาเกะกับหลอดไม่มีกระเป๋าหิ้วขึ้นมาบนเครื่องและเดินลงเครื่องตรงประตูใกล้ๆ กับปีกเครื่อง พิงหิ้วกระเป๋าใบค่อนข้างใหญ่ขึ้นมา 1 ใบ ผมกับอ๊อดสะพายกระเป๋าเป้คนละ 1 ใบและกระเป๋ากล้องอีกคนละใบ อ๊อด พิงและผมเดินออกทางประตูทางด้านหางเครื่องบิน แต่อ๊อดเดินออกคนละแถวกับผมและพิง ผมจึงรับอาสาหิ้วกระเป๋าของอ๊อดทั้ง 2 ใบลงเครื่องให้กับอ๊อด กะไว้ว่าจะหิ้วกระเป๋าไปให้อ๊อดที่รถบัสที่จอดรออยู่ด้านล่าง อ๊อดจึงเดินตัวเปล่าลงบันไดแล้วไปรอที่รถบัส ผมกับพิงเดินลงพร้อมๆ กัน โดยพิงหิ้วกระเป๋าใบของตัวเอง และผมหิ้วกระเป๋าทั้งหมด 4 ใบคือกระเป๋าเป้ 2 ใบและกระเป๋ากล้องอีก 2 ใบซึ่งเป็นของผมกับอ๊อด ทันทีที่ผมออกจากประตูเครื่องบินพร้อมกับพิง เราก็เจอเจ้าหน้าที่ 2 คนมารอรับเราที่ประตู แล้วเรียกให้เราหยุดแล้วบอกกับผมและพิงว่า “Show me your passports” นั่นไง! เอาเข้าแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมารอรับกูที่ประตูเครื่องบินเลย ผมค่อยๆ ถอดกระเป๋าทั้ง 4 ใบที่ผมสะพายไว้ที่ไหล่วางไว้ที่พื้นระหว่างบันไดกับประตูเครื่องบิน แล้วหา passport ของตัวเองแล้วยื่น passport ของผมและพิงให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจดูแชงเก้นวีซ่าของเราแล้วถามพวกเราว่า “กำลังจะไปไหน มาอยู่ในเจอมันนีกี่วัน แล้วไปที่ไหนบ้าง” อ่าวงานเข้าเลย เล่นยิงคำถามมาเป็นชุดเลย ระหว่างที่ผมกำลังจะตอบ รถบัสคันที่รอเราอยู่ ก็วิ่งออกไปพร้อมกับทาเกะ หลอดและอ๊อดนั่งอยู่บนรถ ผมหล่ะเซ้งเลย คิดในใจว่า “พวกมึงจะมาถามอะไรกูตอนนี้ว่ะเนี้ย เพื่อนกูรออยู่บนรถบัสเนี้ย” ยิ่งกำลังรีบๆ ไปขึ้นรถบัสตามเพื่อนที่รออยู่บนรถ ดูดิรถมันไปแล้วเนี้ย ว่าแล้วผมจึงตอบเจ้าหน้าทีไปว่า “คืนนี้เราพักกันที่เมืองโอเปอเออเซล (Oberursel) พรุ่งนี้จะไปค้างที่เมืองวูซบูค (Würzburg) แล้วเราจะไปเที่ยวตามเส้นทาง romantic road ไปจนถึงเมืองฟูดเซ่น (Fussen) พักในเจอมันนีรวมทั้งหมด 5 คืน” มันเจอผมตอบกลับไปเป็นชุดเสร็จจึงยื่น passport ของพิงและผมคืนให้ แล้วให้พวกเราเดินลงเครื่องไป พอเราจะก้าวขาลงบันได พวกเจ้าหน้าที่ที่อยู่ทางด้านล่างก็เป่านกหวีดชี้มาทางผมกับพิงอีก “เอ้า พวกมึงจะเอายังไงกับกูว่ะเนี้ย” ผมคิดในใจ เจ้าหน้าที่ด้านล่างมันโบกมือโบกไม้ เพื่อบอกให้พวกเราหยุดอย่าเพิ่งเดินลงมา ผมคิดในใจอีกว่า “อ่าว! ไอ้นี่ให้กูลง ไอ้นั่นให้กูหยุด พวกมึงไปคุยกันก่อนดีมั้ยเนี้ย” ผมมองดูเจ้าหน้าที่ของล่าง ก็พอรู้ว่ามันไม่ให้ลงเครื่องเพราะว่า รถบัสคันก่อนหน้าเพิ่งออกไป และรถบัสคันใหม่กำลังขับเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบันไดของเครื่อง พอรถบัสจอดเทียบเสร็จ เราจะเดินลงทันทีก็ไม่ได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ทางด้านล่างส่งสัญญาณก่อน ผมกับพิงจึงเดินลงบันไดแล้วขึ้นรถบัสพร้อมกับคนอื่นๆ อีกไม่กี่คน แล้วพูดขึ้นว่า “แ ่งดูดิ เราพลาดกันเลย อีก 3 คนไปรอที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่ได้นัดแนะกันไว้ด้วย” แล้วบอกพิงว่า “ดูดิมันต้อนรับเรา Welcome to Germany ถึงที่เลย ประทับใจมั้ยหล่ะ”

รถวิ่งมาจอดที่ประตูของ Gate 36 ขอบตึก Terminal 2 แล้วเราก็เดินไปตามทางเดินพร้อมกับคนอื่นๆ เราเดินไปสักพักก็เจอกับทาเกะ หลอดและอ๊อด ทำหน้าตื่นๆ กันแล้วถามพวกเราว่า เป็นไงมั่ง เจออะไรกันเหรอ ผมบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เจ้าหน้าที่มันมาต้อนรับเรา แล้วถามโน่นนี่นั่น หลอดกับทาเกะ ยังงงๆ กับการต้อนรับการมาเยือนของคนตรงไปตรงมาอย่างคนเยอรมัน แล้วเราก็เดินไปกันต่อ เพื่อไปรับกระเป๋าที่เราโหลดลงเครื่อง พวกเราได้กระเป๋ากันครบทุกคนเสร็จจึงหาทางขึ้นรถรางที่วิ่งระหว่าง Terminal 1 และ Terminal 2 เพื่อไปรับรถเช่าของบริษัท Europcar ที่ตึก Terminal 1 กัน


รูปที่ 3 : สนามบิน Fluhafen ใน Frankfurt บนรถรางที่วิ่งระหว่างตึก Termnal 1 กับ Terminal 2

ก่อนจะเข้าไปยังอ๊อฟฟิตของ Europcar ที่อยู่ในตึก terminal 1 เพื่อรับรถเช่า ผมบอกให้ทุกคนเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เพราะในเจอมันนีนั้นหาห้องน้ำฟรีเข้าค่อนข้างยาก พวกเราทำธุระส่วนตัวกันเสร็จ จึงไปติดต่อที่อ๊อฟฟิตของบริษัท Europcar เพื่อรับรถ เจ้าหน้าที่ให้กุญแจรถมาแล้วให้เราเดินไปเอารถที่จอดไว้ที่ลานจอดรถของสนามบิน พวกเราเดินหาทางออกไปลานจอดรถอยู่พักนึง แล้วก็เจอกับรถของเราจอดรอเราอยู่พอดี ผมจองรถยี่ห้อ Seat รุ่น Ibiza ST แต่ทางบริษัทให้รถ Kia ให้กับเราโดยเค้าบอกว่ารถคันนี้อยู่ในกรุ๊ปรถขนาดใหญ่กว่าที่เราจองไว้ แต่เราไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ผมเองไม่ได้ซีเรียสกับยี่ห้อรถเท่าไหร่ ขอให้มีที่ใส่สัมภาระของพวกเราทั้งหมดเป็นอันใช้ได้ ว่าแล้วพวกเราก็จัดการขนกระเป๋าของพวกเราใส่ท้ายรถได้ทั้งหมดพอดี ผมบอกทุกคนว่า “โอเค เรียบร้อยแล้ว ขึ้นรถๆ เราไปกันได้แล้ว” ว่าแล้วผมก็ขึ้นไปสต๊าดรถ แต่พอบิดกุญแจครั้งแรก “Oops ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก” ผมจึงบิดกุญแจกลับแล้วบิดกุญแจสต๊าดรถอีกครั้งหนึ่ง “อ่าว ไม่มีไฟเข้า” ว่าแล้วก็ลองอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย “แบ็ตหมด สต๊าดไม่ติด” ผมคิดในใจ “ไฉง เอารถแบ็ตหมดมาให้กูว่ะเนี้ย” แต่อีกใจนึงก็คิดว่ารถมันต้องพร้อมใจงานอยู่แล้วหล่ะ ว่าแล้วจึงเปิดประตูลงไป เพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงเดินไปถามกับเจ้าหน้าที่เด็กที่นั่งคอยเฝ้ารถของบริษัทว่า “Sorry, the car could not be started” รถสต๊าดไม่ติด เจ้าหน้าที่เด็กหน้าละอ่อน จึงตอบมาว่า “เหยียบคลัชแล้วค่อยสต๊าดสิลุง” อ๋อ Thank you ที่ช่วยเปิดไฟในหัวให้นะ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า รถในยุโรปมันมี safty ต้องเหยียบคลัชก่อนสต๊าด หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลย นึกว่ารถแบ็ตหมด จึงกลับมาที่รถเหยียบคลัชแล้วสต๊าด เครื่องติดเรียบร้อยจึงขับออกจากที่จอดรถในสนามบินได้ เรามุ่งหน้าเข้า Frankfurt city center เป็นจุดหมายแรก โดยอ๊อดทำหน้าที่เป็น Navigator คอยบอกทางให้ครับ

การขับรถจากสนามบิน Flughafen (อ่านว่า ฟูฮาเฟ้นต์) เข้าสู่ใจกลางเมืองแฟรงเฟิร์ต นั้นไม่ยากเท่าไหร่ครับ ให้สังเกตุป้ายบอกทางให้เข้าไปยัง Frankfurt แล้ววิ่งไปตามป้ายเลยครับ ส่วนใหญ่เราเห็นป้ายจราจรในเจอมันนี คนที่ไม่รู้จักภาษาเยอรมันมักจะงงกับป้ายต่างๆ เพราะว่าเราอ่านไม่ออก แต่ไม่ต้องห่วงครับ ขอให้เราสังเกตุป้าย 2 ป้ายคือ

Eingang แปลเป็น English ว่า Entrance แปลว่า ป้ายทางเข้า
Ausgang แปลเป็น English ว่า Exit แปลว่า ป้ายทางออก

นั่นคือ ก่อนเข้าถนน Autobahn ประมาณว่าถนนทางด่วนของบ้านเราแต่เป็นทางด่วนที่ไม่เก็บเงิน ก็ให้สังเกตป้าย Eingang และเวลาจะออกจาก Autobahn ก็สังเกตป้าย Ausgang เพื่อออกจาก Autobahn แล้ววิ่งเข้า Local road ต่อไปครับ ป้ายจราจรในเจอมันนี สังเกตได้ง่าย ชัดเจน ไม่มีป้ายที่หลบอยู่หลังต้นไม้ หรือป้ายขนาดเล็กที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไม่เกิน 20 เมตรเหมือนบ้านเราครับ

การเดินทางครั้งนี้ผมมีตัวช่วยครับ นั่นคือโปรแกรม Europe – Offline map with directU ที่ผมเขียนไว้ในตอนที่ 2 ครับ คือว่า หลังจากออกจากที่จอดรถสนามบิน เราก็เปิดโปรแกรม Europe map ที่ลงไว้ใน Ipad2 เพื่อดูแผนที่เส้นทางที่มุ่งเข้าสู่ Frankfurt city center เราพบว่าโปรแกรม Europe – Offline map with directU (ขอเรียกสั้นๆ ว่าโปรแกรม Europe map นะครับ) ไม่ใช่แค่หนังสือแผนที่เท่านั้นครับ แต่มันยังเป็น navigator อีกด้วยครับ คือเมื่อรถวิ่งอยู่บนถนนอะไร มันก็จะมี cursor วิ่งไปตามถนนนั้น คล้ายๆ กับเครื่องนำทาง garmin เลยครับ ต่างกันที่มันไม่มีเสียงบอกให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา แต่เท่านี้ก็เพียงพอให้เรารู้ว่า รถของเราอยู่ในตำแหน่งไหนในแผนที่ครับ

แฟรงเฟิร์ต เมืองศูนย์กลางของเจอมันนี

หลังจากเราศึกษาใช้โปรแกรม Europe map ระหว่างทางจากสนามบินเข้าเมืองแฟรงเฟิร์ต จนคล่องแล้ว เราก็ขับรถเข้าสู่ Frankfurt Römer ได้อย่างง่ายดาย เราวนหาที่จอดรถใกล้กับโบสถ์ใจกลางเมือง เพื่อที่จะเดินไปเที่ยวในโบสถ์เป็นอันดับแรก แต่แล้วเราก็เจอบุคคลอีกคนนึง มาต้อนรับเราอีกแล้วครับ นั่นคือ เจ้าหน้าที่ออกใบสั่ง พวกเค้ามีหน้าที่คอยเดินดูรถที่จอดตามถนนต่างๆ ว่าได้จ่ายค่าที่จอดรถหรือเปล่า พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึง จึงไม่มีเศษเหรียญหยอดที่เครื่องจ่ายค่าที่จอดรถที่อยู่ข้างทาง จึงยืนรออยู่ที่รถกัน แล้วให้อ๊อดเดินออกไปหาร้านเพื่อแลกเหรียญ ระหว่างที่ยืนรออยู่นั้น เจ้าหน้าที่จึงเดินผ่านพวกเราไป เหมือนจะรู้ว่าเรากำลังหาที่แลกเหรียญอยู่ สักพักอ๊อดเดินกลับมาแล้วบอกกับพวกเราว่า “ไม่เจอร้านให้แลกเหรียญเลยหว่ะ” ผมเห็นว่าเจ้าหน้าที่เดินจากไปไกลแล้ว คงจะไม่วนกลับมาอีกพักใหญ่ๆ จึงบอกให้ทุกคนไปเดินเล่นในโบสถ์ก่อนครับ

ตามเขตชุมชนในเมือง ที่จอดรถริมถนน หรือในบริเวณพื้นที่จอดรถ จะมีเครื่องหยอดเหรียญสำหรับจ่ายค่าที่จอดรถ หลังจากเราหยอดเหรียญแล้วเครื่องจะออกใบเสร็จให้พร้อมกับระบุเวลาเอาไว้ว่า จอดได้ถึงกี่โมง เราก็ต้องเอาใบเสร็จนั้นไปวางไว้ด้านหน้ารถ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสามารถสังเกตุเห็นใบเสร็จนี้ได้ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่ารถคันไหนไม่มีใบเสร็จค่าที่จอดรถวางอยู่ หรือมีใบเสร็จแต่รถคันนั้นจอดเกินเวลา เจ้าหน้าที่ก็จะออกใบสั่งให้ เสียบไว้ที่ก้านปัดน้ำฝน โดยเฉลี่ยใบสั่งค่าปรับจะอยู่ระหว่าง 30-50 Euro

รูปที่ 4 : บนสะพานข้ามแม่น้ำไมน์ (Main river) ใน Frankfurt

โบสถ์ใจกลางเมืองแฟรงเฟิร์ต ยังเหมือนเดิม สูงใหญ่ เด่นเป็นตะหง่าน แต่ดูเก่าแก่ ผมเดินดูภายในโบสถ์เสร็จจึงเข้าไปขอแลกเงินในร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ในโบสถ์ เพื่อไปหยอดจ่ายค่าที่จอดรถ เราจะได้ไปเดินเที่ยวกันอย่างสบายใจ ไม่ต้องคอยพะวงว่า เจ้าหน้าที่จะเอาใบสั่งมาวางไว้หน้ารถ แล้วพวกเราก็ออกจากโบสถ์ ไปเดินเล่นชมธรรมชาติริมแม่น้ำไมน์ (Main river) อากาศกำลังดีเดินสบาย อุณหภูมิประมาณ 15 องศา แต่มีฝนตกปรอยๆ พวกเราไม่ได้ขึ้นเรือล่องในแม่น้ำเพราะว่าบรรยากาศ 2 ข้างทางริมแม่น้ำไม่มีอะไรน่าสนใจ เราเดินมาถ่ายรูปบ้านปูนกรอบไม้ 3 หลังที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองกันต่อ ผมมองหาร้านขายใส้กรอก Frankfurter ซึ่งเป็นไส้กรอกต้มขายพร้อมกับขนมปัง จะได้ให้พิงซึ่งทำงานทางด้านอาหาร รู้ว่าใส้กรอก Frankfurter แบบ original เป็นยังไง แต่ว่าร้านนั้นได้ย้ายไปแล้ว ก็เลยอด


รูปที่ 5 : ตึกแบบ Half Timber 3 ตึกนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ Frankfurt

รูปที่ 6 : ตลาดนัดบริเวณ Frankfurt Römer ทำให้เมืองดูคึกคักมีชีวิตชีวา

รูปที่ 7 : Pretzel ของแท้ ใหญ่กว่าบ้านเราเยอะ

พอดีบริเวณ Frankfurt Römer มีตลาดนัดเล็กๆ ให้เราเดินเล่นแล้วจึงเดินต่อไปยังถนนซิล (Zeil) ซึ่งเป็นถนนคนเดินของเมือง (Shopping street) ระหว่างทางเจอร้านขายเพลสเซลว์ (Pretzel) จึงแวะซื้อกินให้รู้แทนใส้กรอก Frankfurter ขนมปัง Pretzel บ้านเรามีขนาดเท่านิ้วก้อย แต่ที่โน่นใหญ่กว่าหัวนิ้วโปงเท้าซะอีก ชิ้นนึงกินเป็นอาหารรองท้องได้สบาย เดินมาเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงถนน Zeil ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน อาจเป็นเพราะตรงกับวันเสาร์ด้วย จึงดูคนหนาแน่น พวกเราเดินดูบรรยากาศ ฟังคนเล่นดนตรีเพื่อหารายได้ ขาย CD เพลงที่พวกเข้าทำเอง ขายเอง จากนั้นจึงเดินกลับไปที่รถ ระหว่างทางเจอร้านอาหารไทย อยู่ใกล้ๆ กันถนน Zeil ขายพวกอาหารจานเดียว มีคนนั่งที่โต๊ะตั้งอยู่หน้าร้านประมาณ 30-40 คน เราเข้าไปดูเมนูอาหาร ประมาณว่า ข้าวราดกระเพราหมูจานละ 300-400 บาททีเดียว อาหารไทยยังคงเป็นที่นิยมในแฟรงเฟิร์ต เหมือนเดิม เมนูหลักๆ เช่น ผัดเผ็ดเป็ดย่าง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ต้มยำกุ้ง เป็นต้น พวกเราเพิ่งมาถึงวันแรกยังไม่มีใครคิดถึงอาหารไทยเลยครับ เพราะว่ามื้อเย็นวันนี้เรากำลังจะไปจัดเต็มขาหมูเยอรมันกัน


รูปที่ 8 : ทางเดินระหว่าง Frankfurt Römer กับถนน Zeil มองเห็นโบสถ์เก่าแก่ของเมือง สูงตะหง่านอยู่ไกลๆ

รูปที่ 9 : บรรยากาศถนน Zeil คนเยอะเหมือนเดิม แต่ดูระเกะระกะกว่าแต่ก่อน

คืนนี้ผมเลือกที่พักชานเมืองแฟรงเฟิร์ต บรรยากาศดีกว่าในเมืองเยอะครับ ที่พักในเมืองแฟรงเฟิร์ต มีให้เลือกเยอะมาก บริเวณรอบๆ Hauptbahnhof เปรียบได้กับหัวลำโพงบ้านเรา บริเวณนั้นเดินทางสะดวก และยังมีที่พักราคาถูกให้เลือกเยอะด้วย แต่แถวนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรม แหล่งโลกีย์ใหญ่ที่สุดของเมือง ว่าแล้วพวกเราขับรถออกจากแฟรงเฟิร์ต วิ่งไปตามถนน Local road ทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 นาที ก็ถึงโรงแรม Mövenpick ในเมือง Oberursel ผมจองห้องพักไว้ 2 ห้อง โชคดีมากที่จองห้องได้ในราคา 28 Euro ต่อคน (ไม่รวมอาหารเช้า) โรงแรมตั้งอยู่ชานเมือง Oberursel บรรยากาศเงียบสงบ อยุ่ไม่ไกลจากแฟรงเฟิร์ต และอยู่ใกล้เมือง Bad Homburg อีกอย่างนึงที่สำคัญคือ เมืองนี้มีร้านอาหารขาหมูเยอรมันที่มีชื่อเสียงด้วย เราเช็คอินแล้วจัดการขนสัมภาระเข้าห้องพัก ดูเวลา 6 โมงเย็น ฟ้ายังสว่างอยู่ ทุกคนยังไม่ค่อยหิว เราตัดสินใจไปเดินเล่นดูกระต่ายที่เมืองใกล้ๆ ชือ Kalbach เพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อน


รูปที่ 10 : บรรยากาศทุ่งหญ้าในเมือง Kalbach ที่พวกเราเดินตามหากระต่ายตัวโตกัน

ตามหากระต่ายตัวสูงเท่าเอวในเมือง Kalbach

ในปี 1999-2000 ผมทำงานเป็น Software developer และพักอยู่ในเมือง Kalbach นี้ ตอนนั้นผมเคยเจอกระต่ายวิ่งเล่นตามธรรมชาติ ทุ่งหญ้า ในป่าเป็นประจำ ที่ไม่ธรรมดา คือกระต่ายตัวนั้นเวลาที่เค้านั่ง สูงเกือบระดับเอวของผมเลยทีเดียว ตัวใหญ่มาก เวลาผมไปวิ่ง Jogging จะเจอมันบ่อยๆ และกระต่ายพวกนี้ไม่กลัวคน คนที่นั่นจะไม่ทำร้ายพวกมัน ผมสามารถเดินเข้าไปดูมันได้ในระยะห่างประมาณ 2-3 เมตร ในวันนี้ปี 2013 ผมได้กลับมาตามหากระต่ายที่เมือง Kalbach อีกครั้งหนึ่ง เมืองที่นี่เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร มีบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้น แต่บริเวณที่ผมเจอมันยังเหมือนเดิม เป็นบริเวณทุ่งหญ้าติดกับป่าเล็กๆ พวกเราเดินลัดเลาะกันอยู่พักนึง ก็เจอฝูงกระต่ายอยู่เกือบ 10 ตัว แต่เป็นกระต่ายน้อยๆ ขนาดพอๆ กับกระต่ายบ้านเรา กำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน คิดในแง่ดีว่า ก็ยังดีที่ยังมีกระต่ายอาศัยอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่ถูกคนรังแก จับกินซะหมด

หลังจากเดินเรียกน้ำย่อยหากระต่ายประมาณ 1 ชั่วโมง เราจึงขับรถกลับมาที่เมือง Oberursel เพื่อหาร้านอาหารเยอรมัน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับถนนช้อปปิ้งกลางเมือง แล้วเราก็เจอร้าน Alt-Oberurseler Brauhaus ปกติร้านอาหารในเจอมันนีที่มีคำว่า Brauhaus มักจะเป็นร้านที่หมักเบียร์เอง เราจึงไม่พลาดที่สั่งขาหมูเยอรมัน ไส้กรอก กินกับ Local beer ของทางร้าน ปกติคนที่นั่นจะกินอาหารเมนคอร์สแยกกันของใครของมัน แต่เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวเอเชียไปเที่ยวกันเยอะ พนักงานที่ร้านเข้าใจวัฒนธรรมการกินของพวกเรา จึงเสริฟอาหารไว้กลางโต๊ะและให้จานเปล่าสำหรับแต่ละคน มื้อนั้นเรายังไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่ กินกัน 5 คนสั่งขาหมูเยอรมันแค่ขาเดียวแล้วสั่งพวกสลัด ซุป ไส้กรอก กินกับเบียร์ก็อิ่มแล้ว หลังจากออกมาจากเมืองนี้แล้ว บางคนบ่นเสียดายที่กินขาหมูเยอรมันน้อยไป อิ่มซะก่อน ผมจำได้ว่ามื้อนั้น เราสั่งอาหารไป 4-5 อย่าง ราคาประมาณ 58 Euro ซึ่งยังอยู่ในงบของเราอยู่ เหลือด้วย


รูปที่ 11 : Alt-Oberurseler Brauhaus ร้านอาหารเยอรมันร้านดังในเมือง Frankfurt/Oberursel

รูปที่ 12 : อาหารเยอรมันมื้อแรกของพวกเราใน Germany

กินเสร็จเราขับกลับรถประมาณ 10 นาทีก็ถึงโรงแรม เวลาประมาณ 4 ทุ่ม ฟ้าเพิ่งเริ่มมึดได้ไม่นาน ทางโรงแรมมีอาคารจอดรถไว้ให้บริการ แต่คิดค่าจอดวันละ 5 Euro ต่อคัน ผมเลือกจอดรถฟรี ริมถนนหน้าโรงแรม เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองเล็ก ไม่ค่อยมีขโมยขโจร ปลอดภัยครับ หลังจากขึ้นห้อง ระหว่างที่คนอื่นกำลังอัพเดท facebook ผมรีบอาบน้ำและชิงหลับก่อนที่ขบวนรถไฟของไออ๊อดจะร้องดังขึ้นครับ


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 07 September 2013]
ถึงเยอรมันจริงๆ ค่ะ
มนต์

   ความเห็นที่ 2   [วันที่ 07 September 2013]
จองโรงแรม movenpick ได้ถูกมากค่ะ
โรส

   ความเห็นที่ 3   [วันที่ 14 December 2013]
คิดถึงขาหมู. คิดถึงเพล็สเซล. คิดถึงอากาศเย็นๆ
PinkPanter

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง