ตอนที่ 6 แวะชมศาลาไทยใน Bad Homburg ก่อนขับรถเข้า Romantic Road

วันที่สอง เราตื่นกันประมาณตี 5 ครึ่ง ฟ้าสว่างแจ้งแล้ว อากาศข้างนอก หนาวเย็นสบายๆ อุณหภูมิประมาณ 10 องศา เมื่อคืนหลับสนิท หลับสบาย เราอาบน้ำแล้วกินกาแฟของโรงแรมกับขนมเปี้ย และขนมขบเคี้ยวที่พวกเราเตรียมกันมาเป็นอาหารมื้อเช้า แล้วจึง Check out ออกจากโรงแรมประมาณ 7 โมงเช้า เราขับรถมุ่งหน้าไปยังเมือง Bad Homburg (อ่านว่า บาตฮอมบูร์ก) เพื่อแวะดูศาลาไทย ซึ่งอยู่ภายในสวนของเมืองนี้ วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ ร้านค้าตามแหล่งช็อปปิ้งต่างๆ หรือพวก Supermarket จะปิดหมด แต่ข้อดีของการเที่ยวในวันอาทิตย์ คือ เราไม่ต้องเสียค่าที่จอดรถ เพราะว่าที่จอดรถส่วนใหญ่จะจอดฟรีในวันอาทิตย์


รูปที่ 1 : ยามเช้าที่โบสถ์ของเมือง Bad Homburg

เราขับรถออกจากโรงแรมไม่ถึง 15 นาทีเราก็ถึงใจกลางเมือง Bad Homburg เราแวะชมบริเวณโบสถ์ใกล้กับปราสาทของเมืองนิดหน่อย บ้านเมืองในวันอาทิตย์ดูเงียบสงบ ไม่ค่อยมีผู้คนเดินตามถนน แต่ก็ดูสะอาดมาก บรรยากาศก็ดี น่าเดินเล่น พวกเราเดินเล่นอยู่พักนึงแล้วขับรถไปจอดที่สวนสาธารณะของเมือง เพื่อตามหาศาลาไทยกัน สวนสาธารณะที่นี่บรรยากาศดี มีต้นไม้ใหญ่สวยงามเยอะแยะ ทาเกะเห็นต้นซากุระต้นใหญ่ ดอกบานเป็นสีชมพูเต็มไปหมด แล้วทำหน้างงๆ ประมาณว่า ที่นี่มีต้นซากุระด้วยเหรอเนี้ย นอกจากนี้ในสวนยังมีผลงานประติมากรรมตั้งกระจายอยู่ทั่ว รวมทั้งศาลาไทยหลังงามที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย รัฐบาลเยอรมันสร้างศาลาไทยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับรัชกาลที่ 5 ซึ่งเคยเสด็จมาพำนักพักรักษาพระวรกายอยู่ในเมืองนี้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง


รูปที่ 2 :ศาลาไทยตั้งอย่างโดดเด่น บอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย อยู่กลางสวนสาธารณะของเมือง Bad Homburg

รูปที่ 3 :ศาลาไทยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ของปวงชนชาวไทย

รูปที่ 4 :บรรยากาศในสวนสาธารณะกลางเมือง Bad Homburg

หลังจากเดินเที่ยวในสวนเสร็จแล้ว อ๊อดขับรถพาพวกเรามุ่งหน้าไปยังเมือง Wertheim Village (อ่านว่า เวียเท็ม วิลเล็จ) ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งที่อยู่บนเส้นทาง Romantic road โดยผมทำหน้าที่เป็น Navigator แทนเนื่องจากผมได้ศึกษาเส้นทางทั้งหมดไว้แล้ว แต่เราจำเป็นต้องกลับไปที่โรงแรม Mövenpick ในเมือง Oberursel อีกครั้งเพื่อไปทำธุระเบาๆ หลังจากที่เราไม่สามารถหาห้องน้ำในเมือง Bad Homburg ได้เลย

เข้าสู่เส้นทาง Romantic road ทางเมือง Wertheim Village

หลังจากทุกคนทำธุระเบาๆ ของพวกเราเสร็จเรียบร้อย เราจึงขับรถขึ้น Autobahn เพื่อไปยังเมือง Wertheim Village การขับรถบน Autobahn นั้นขับง่ายมาก ถนนจะเรียบมาก เหยียบได้สบายๆ แต่อยากให้ระวังอย่าเหยียบเพลินนะครับ เพราะว่ารถเกือบทุกคันวิ่งด้วยความเร็วสูง เวลาเกิดอุบัติเหตุจะชนกันแรง รถคันที่วิ่งตามมาก็จะเบรคไม่ทัน ทำให้ชนกันต่อเนื่องกันหลายคัน เมื่อต้องการทำความเร็วจึงต้องคอยระวัง ทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอให้เบรคได้ทันครับ เราขับมาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงเมือง Wertheim Village เมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างภูเขากับแม่น้ำ ทำให้วิวทิวทรรศน์ของเมืองดูสวยงามทีเดียวสำหรับการเข้าสู่เมืองในเส้นทาง Romantic road เมืองแรกของพวกเรา เราจอดรถข้างทางใกล้กับย่านใจกลางเมืองแล้วเดินขึ้นเขาไปยังปราสาทของเมือง เพื่อแวะถ่ายรูปและชมวิวเมือง Wertheim Village และที่สำคัญก็คือปราสาทแห่งนี้ยังมีห้องน้ำฟรีบริการให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วยครับ หลังจากนั้นเราจึงเดินลงเขาแล้วแวะเดินเล่นกันต่อใน Shopping street ของเมือง แต่เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ และตรงกับวันอาทิตย์จึงไม่ค่อยมีคนเดินอยู่ใจกลางเมืองมากนักครับ เราเดินมาสักพักก็มาสดุดตาที่ร้านขาย Döner Kebab และ Hamburger ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านไม่กี่ร้านที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว พวกเราจึงสั่งกินเป็นอาหารกลางวันกันคนละชุด ก่อนออกเดินทางกันต่อไปยังเมือง Würzburg (อ่านว่า เวือร์ซบูร์ก) ซึ่งเป็นเมืองเริ่มต้นบนเส้นทาง Romantic road ครับ


รูปที่ 5 :จุดขมวิวบนปราสาทของเมือง Wertheim Village

รูปที่ 6 : บรรยากาศวันอาทิตย์ที่เงียบเหงาบนถนน Shopping ของเมือง

รูปที่ 7 : ร้านเบเกอรี่ยังคงเปิดขายให้นักท่องเที่ยวที่มาแวะเยี่ยมเยือนเมืองนี้

รูปที่ 8 : ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดวันอาทิตย์ ก็เลยมานั่งกิน Döner Kebab กับ Hamburger กัน

พวกเราเลือกขับรถบน Local road จาก Wertheim Village เข้าเมือง Würzburg เนื่องจากต้องการดูบรรยากาศสองข้างทางโดยไม่เร่งรีบ โดยเราแวะจอดรถดูทุ่งหญ้าสีเขียวปนกับดอกไม้สีเหลือง พิงบอกว่าเค้าเอาดอกสีเหลืองไปใช้ผลิตเป็นมาสตาด (Mastard) เราขับรถประมาณ 30 นาทีก็ถึงเมือง Würzburg แล้วขับรถวนหาที่พักซึ่งเป็น Youth hostel ของเมือง Würzburg เป็นอันดับแรก ผมจองห้องพักที่มี 6 เตียงนอน มีห้องน้ำในตัวเอาไว้ ลักษณะห้องเป็นเตียง 2 ชั้น 3 เตียง มีห้องน้ำเล็กๆ ขนาด 2x2 เมตร สงนราคาคนละ 27 Euro มีอาหารเช้าให้ด้วย สภาพโดยรวมของ Youth hostel ที่นี่โอเคครับ แต่จะเปรียบเทียบกับโรงแรม Mövenpick ที่เรานอนเมื่อคืนก่อนคงไม่ได้ครับ แต่ Hostel แห่งนี้ตั้งอยู่ใน Location ที่ดีของเมืองทีเดียวครับ ด้านหลังอยู่ติดกับทางขึ้นปราสาท Festung Marienberg ที่อยู่บนเขา ด้านหน้าเป็นแม่น้ำไมน์ (Main) ไหลจากแฟรงเฟิร์ต มาที่เมืองนี้ Location ที่นี่สามารถเดินไปเที่ยวในเมืองได้สบายๆ เราจึงจอดรถไว้ที่ลานจอดรถหน้าโรงแรม แล้วออกไปเดินเที่ยวชมเมือง Würzburg กันโดยเริ่มจาก ปราสาท Festung Marienberg หลังโรงแรมนี่เอง ปราสาทแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Würzburg ก็ว่าได้ครับ พวกเราเดินไปตามทางขึ้นภูเขาไปยังปราสาท ปราสาทตั้งอยู่สูงกว่าโรงแรมพอสมควร พวกเราค่อยๆ เดินต้วมเตี้ยมไปตามทางเดิน ผ่านไร่องุ่น ซึ่งใน Würzburg มีการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์กันเยอะมาก เสียดายที่ไม่เห็นลูกองุ่นที่ต้นเลยครับ ถ้ามีให้เห็นมีหวังเราได้ชิมไปเดินไปแน่ๆ ระหว่างเดินขึ้นปราสาท ผมดูโปรแกรมเที่ยวเมืองนี้จากโบว์ชัวที่ขอจากเจ้าหน้าที่โรงแรมมา พบว่า Würzburg Residenz ซึ่งเป็นสถานที่ต่อไปที่เราพลาดไม่ได้นั้น ปิดเวลา 5 โมงเย็น ทำให้เราต้องตัดใจจากปราสาท Festung Marienberg แล้วเดินลงเขาเพื่อเข้าสู่ใจกลางเมือง และต้องไปถึง Würzburg Residenz ให้ทันเวลาปิดครับ


รูปที่ 9 : พวกเราแวะจอดรถถ่ายรูปท้องทุ่งดอกมาสตาด บนถนน Local road

รูปที่ 10 : ด้านหน้าของ Würzburg Youth Hostel มองเห็นยอดปราสาท Festung Marienberg อยู่ด้านบน

รูปที่ 11 : ห้องพักของพวกเราเป็นเตียงสองชั้น แต่ว่าอยู่ชั้น Penthouse ชั้นบนสุดของตึกนะ

รูปที่ 12 : วิวเมือง Würzburg ถ่ายระหว่างทางขึ้นปราสาท Festung Marienberg

หลังจากเดินลงเขากลับมาที่ Hostel เราก็เดินไปตามแม่น้ำที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม เพื่อเข้าไปในใจกลางเมือง Würzburg พวกเราเดินผ่านสะพานข้ามแม่น้ำทีมีชื่อในภาษาเยอรมันว่า Alte Mainbrücke หรือ Old Main Bridge ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอีกแห่งหนึ่ง อยู่ระหว่างปราสาท Festung Marienberg กับ Würzburg city center ผู้คนที่นี่ดูยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี ที่เชิงสะพานด้านในเมือง มีร้านขายไวน์ที่มีชื่อของเมืองนี้ มีคนต่อคิวซื้อไวน์กันยาวเลยครับ แล้วมายืนดื่มบริเวณสะพาน เนื่องจากที่นั่งในร้านเต็มหมดแล้ว ช่วงที่เราเดินผ่านเวลาบ่ายๆ มีคนยื่นดื่มไวน์บนสะพานเยอะพอสมควร คนที่นี่จะยื่นดื่มไวน์ พบปะ สังสรรค์ พูดคุยกันบริเวณสะพาน บรรยากาศคล้ายๆ กับบ้านเราที่ตั้งวงกินเหล้ากันริมชายหาดอย่างนั้นแหล่ะครับ พวกเราไม่มีเวลาพอที่จะต่อคิวชิมไวน์กัน จึงเดินต่อไปที่จัตุรัสของเมืองซึ่งมีการจัดงานสำหรับเด็กๆ ขึ้น บรรยากาศดูสนุกครึกครื้นทีเดียว มีเครื่องเล่นสำหรับพวกเด็กๆ หลายอย่างครับ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ หรือกิจกรรมครอบครัวให้พ่อแม่ลูกทำกิจกรรมร่วมกันด้วยครับ บรรยากาศดูวุ่นวายนิดหน่อย แต่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมครอบครัวและส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกได้ดีทีเดียว


รูปที่ 13 : สะพาน Alte Mainbrücke ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Würzburg ประตูสู่ Romantic road

รูปที่ 14 : ร้านขายไวน์ที่มีชื่อเสียงของเมือง อยู่ติดเชิงสะพานแห่งนี้

รูปที่ 15 : เด็กผู้หญิงกำลังสนุกกับการเป็นโคบาล

พวกเราเดินดูบรรยากาศในจตุรัสของเมืองเรื่อยๆ แล้วหลบเข้าไปดูภายในโบสถ์ Marienkapelle โบสถ์สีแดงที่อยุ่ภายในบริเวณจตุรัสแห่งนี้ จากนั้นจึงเดินออกจากจตุรัสมายังโซน Shopping ของเมือง มีร้านค้าเต็มไปหมด แต่เราสดุดอยู่ที่ร้านขายไอติดร้านนึงครับ มีคนต่อคิวซื้อไอศรีมประมาณ 20 คนแถวยาวเชียวครับ ผมเข้าไปดูไอศรีมของทางร้าน ก็พบว่าเป็นร้านขายไอศรีมธรรมดา ที่ทางร้านทำเอง สงสัยว่าจะอร่อยมากแน่ๆ ครับ แต่เราไม่มีเวลามากพอที่จะต่อคิวซื้อครับ จึงออกเดินทางไปยัง Würzburg Residenz กันต่อ


รูปที่ 16 : โบสถ์ Marienkapelle ดุโดดเด่นกลางจตุรัสของเมือง

รูปที่ 17 : ภายในโบสถ์เงียบสงบ ต่างกับบรรยากาศข้างนอกอย่างสิ้นเชิง

เดินอีกไม่นานก็ถึง Würzburg Residenz บริเวณนั้นกว้างใหญ่พอสมควร ตึกสีทองเด่นสะดุดตา ด้านหน้าตึกเป็นที่จอดรถกว้างมากครับกว้างพอๆ กับความกว้างของตึก Würzburg Residenz เลยทีเดียว พวกเราแวะถ่ายรูปด้านนอกกันจนพอใจ จึงเข้าไปด้านในเพื่อดูความงามของปราสาทแห่งนี้กัน โดยเราเลือกซื้อตั๋วแบบ “14-days-tickets of the Bavarian Palace Department” ในราคาคนละ 21 Euro จึงสามารถเดินชมความงดงามของ Würzburg Residenz ที่ตกแต่งในสไตล์บารอก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ครับ

14-days-tickets of the Bavarian Palace Department เป็นตั๋วเข้าปราสาทในเขตบาวาเรียทั้งหมด 45 ปราสาทโดยที่ตั๋วใช้ได้เพียง 14 วันเท่านั้น ปราสาทที่สำคัญๆ บนเส้นทาง romantic road ได้แก่ Würzburg Residenz ในเมือง Würzburg ปราสาทเทพนิยาย Neuschwanstein ในเมือง Schwangau และปราสาทอีกแห่งหนึ่งซึ่งไม่อยู่บน romantic road นั่นคือ ปราสาท Linderhof ในเมือง Ettal ซึ่งเป็นปราสาทของกษัตริย์ Ludwig ที่ 2 ผู้มีดำริให้สร้างปราสาท Neuschwanstein (สามารถดูรายละเอียดเกี๋ยวกับตั๋วเข้าปราสาทในเขตบาวาเรียทั้งหมดได้ใน http://www.schloesser.bayern.de/englisch/palace/index.htm) มีข้อปฏิบัติในการใช้ตั๋วชนิดนี้ คือ เมื่อไปถึงปราสาทแห่งใดแห่งหนึ่ง เราจำเป็นต้องแสดงตั๋วนี้ที่สำนักงานจำหน่ายตั๋ว (ticket office)ของปราสาทนั้น แล้วเจ้าหน้าที่จะออกตั๋วสำหรับเข้าเฉพาะปราสาทนั้นให้เราฟรีครับ

รูปที่ 18 : บางส่วนของด้านหน้าของ Würzburg Residenz ที่ดูยิ่งใหญ่อลังกาลจนเราเก็บภาพมาไม่หมด

รูปที่ 19 : สวนดอกไม้ด้านข้าง Würzburg Residenz เปิดให้เข้าชมฟรี

รูปที่ 20 : รูปปั้นปะติมากรรมประดับในสวนแห่งนี้

ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบศึกษาประวัติศาสตร์ต่างๆ จึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Würzburg Residenz เลยครับ ได้แต่เดินดูความสวยงามภายใน Würzburg Residenz เท่านั้น แต่เราไม่สามารถเดินภายในตึกได้ทั้งหมด เพราะว่าพื้นที่อีกด้านหนึ่งของตัวตึกนั้นได้จัดสรรให้เป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ให้สำหรับนักศึกษาครับ สำหรับบริเวณด้านข้างและด้านหลังของ Würzburg Residenz จะเป็นสวนดอกไม้ เราเดินเล่นในสวนและนั่งพักอยู่ครู่นึง จึงออกจาก Würzburg Residenz เพื่อมองหาอาหารเยอรมันกินมื้อเย็นกัน หลายคนรู้สึกว่า ขาหมูเยอรมันเมื่อวานยังกินไม่สะใจเท่าไหร่ เนื่องจากร่างกายยังปรับตัวจากการเดินทางไม่เข้าที่ แล้วพวกเราก็มาสดุดเอาร้านอาหารที่อยู่ริมแม่น้ำๆ ใกล้กับสะพาน Alte Mainbrücke ลูกค้าในร้านนี้เยอะพอสมควรครับ พวกเราเข้าไปนั่งรอพนักงานมารับออเดอร์อยู่พักนึง พนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้จึงเข้ามาแนะนำอาหารของทางร้าน ผมสอบถามไปปรากฏว่า ทางร้านขายอาหารเยอรมัน แต่ไม่มีขาหมูเยอรมัน ทุกคนไม่พูดพร่ำทำเพลง พนักงานแนะนำอะไรมา ก็สั่งหมดหล่ะ ทุ่มครึ่งแล้วครับหิวแล้ว ที่ผมจำได้ก็มีไส้กรอก สเต็กหมู สลัดอะไรซักอย่าง หน่อไม้ฝรั่ง(Asparagus) สีขาวท่อนใหญ่ๆ พร้อมกับสั่งเบียร์ของทางร้าน พวกเราเป็นพวกคอเบียร์มากกว่าครับ ตอนนั้นไม่สนไวน์ที่ผลิตใน Würzburg แม้แต่น้อยเลย ตอนหลังก็นึกเสียดายเหมือนกันครับที่ทริปนี้ ไม่ได้ชิมไวน์ของเมือง Würzburg เลย


รูปที่ 21 : ไม่มีขาหมู ก็ต้องสั่งใส้กรอกเยอรมันตามระเบียบ

รูปที่ 22 : Asparagus เป็นผักตามฤดู หาทานไม่ได้ง่ายๆ ไม่ได้มีขายตลอดทั้งปี

รูปที่ 23 : อันนี้ 3 แก้ว 3 สไตล์ มีขายที่ Würzburg ที่เดียวเท่านั้น

กินเสร็จเช็คบิลออกมาประมาณ 60 Euro ยังอยู่ในงบเหมือนเดิม เพราะผมประมาณค่าอาหารมื้อเย็นไว้คนละ 20 Euro 5 คนรวมเป็น 100 Euroครับ ใครที่คิดว่าถ้าไม่กินเบียร์จะถูกลง คิดผิดแล้วนะครับ เพราะว่าน้ำในร้านอาหารจะเป็นน้ำแร่ ซึ่งราคาแพงกว่าเบียร์อีกครับ อ่ออีกอย่างนึง ถ้าจะสั่งน้ำเปล่า บอกพนักงานเสริฟ์ว่า “no gas” ด้วยนะครับ ไม่งั้นจะได้น้ำโซดามา ผมว่าพวกเราคงไม่ค่อยมีใครกินน้ำโซดาเปล่าๆ ได้หรอกครับ แต่คนที่โน่นเค้ากินกันเป็นปกติครับ กินเพียวๆ ไม่ผสม whisky ด้วย

หลอดทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกประจำทริปนี้จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินกลับโรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกล เดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงครับ ผมจำได้ว่าวันนั้นถึงห้องปุ๊บหลับปั๊บเลยครับ น้ำไม่ต้องอาบ เพราะอากาศเย็นสบายทั้งวัน อีกอย่างคือ วันนั้นเดินเกือบทั้งวันครับ เหนื่อย เพลีย เบียร์ เมา หลับเป็นตาย สบายยันเช้าเลยครับ


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 07 September 2013]
เพิ่งรู้ว่ามีศาลาไทยอยู่ในเมืองใกล้ๆ Frankfurt ด้วย
โกศล

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง