ตอนที่ 7 Rothenburg o. d. T. เมืองเด่นที่สุดใน Romantic road ตอนบน

วันที่สาม เราตื่นกันประมาณ 6 โมงกว่า ไม่ต้องรีบร้อนเพราะทาง Hostel เริ่มเสริฟอาหารเช้าเวลา 7 โมงครึ่ง อาหารเช้าที่นี่ จัดเต็มที่เดียวครับ เป็นบุฟเฟ่ มีขนมปังให้เลือกพอสมควร แฮม ซาลามี่ เบค่อน แยมรสต่างๆ ชีส conflex ชา กาแฟ น้ำส้ม ผลไม้ต่างๆ กล้วยหอม ลูกกีวี่ เลือกไม่ถูกเลย แต่เดินอยู่หลายรอบเหมือนกัน นี่ถ้าเป็นสมัยก่อนนี้ กินเสร็จ มีการแพ็คแซนวิช เก็บไปกินตอนกลางวันต่ออีกด้วยครับ ผมเคยเห็นพวกเด็กๆ ที่นั่นเค้าทำกัน เมื่อก่อนผมเลยเนียนๆ ทำบ้างอ่ะครับ ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ของ Hostel ว่าอะไรหนิครับ กินเสร็จพวกเราก็ลากกระเป๋าขึ้นรถ Check out ออกจาก Hostel แล้วออกเดินทางกันต่อครับ วันนี้ถือว่าเป็นวันแรกของการเดินทางในเส้นทาง Romantic road ครับ วันนี้เราขับรถไม่ไกล แต่ก็แวะหลายเมืองทีเดียวครับ

พวกเราขับรถลงใต้ลงมา แต่เราขอข้ามเมือง Tauberbischofsheim (อ่านว่า เทาเบอร์บิชอพไฮม์) เนื่องจากหาข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้วพบว่า เมืองนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ครับ เราจึงวิ่งตรงไปที่เมือง Lauda-Konigshofen (อ่านว่า เลาดา-โคนิคส์โฮเฟิ่น) ทันที แต่พวกเราแค่ขับรถวนๆ ในเมืองนี้ประมาณ 5-10 นาที ดูแล้วไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจให้ลงจากรถ เราจึงออกเดินทางกันต่อไปยังเมือง Bad Mergentheim แต่ระหว่างทางเราแวะเดินใน supermarket ขายของถูก นั่นคือ Aldi นั่นเอง


รูปที่ 1 : สินค้าใน Aldi Supermarket

Aldi supermarket เล็กๆ แต่ไม่ธรรมดา

Aldi เป็น supermarket เล็กๆ ของคนเยอรมัน สินค้าแต่ละอย่างมีให้เลือกไม่มากนัก เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด แต่สินค้าในนั้นคุณภาพดี ราคาถูก(กว่าที่อื่น) คนที่นี่เลือกซื้อของกิน ของใช้ใน Aldi มากกว่าที่อื่น โดยผู้บริหารที่นี่ยังมีนโยบายเหมือนเดิม คือ มีพนักงานจัดสินค้าน้อย พนักงานเก็บเงินทำงานเร็ว ไม่มีถุงพลาสติกใส่สินค้า ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าต้องเตรียมถุงผ้ามาใส่เอง พิงซื้อยาสีฟันขนาดกลางราคาเพียง 15 บาทเท่านั้น ผมเห็นไวน์แดงขายขวดละ 60 บาทไทย ขายได้ยังไง ผมยังงงๆ อยู่ ผมแนะนำให้คนอื่นๆ ซื้อ chocolate ไปเป็นของฝากที่นี่ ถูกกว่าที่อื่นแน่นอน เราซื้อผลไม้ พวกเชอรี่ สตรอเบอรี่ น้ำแอปเปิ้ล น้ำเปล่า เอาไว้กินบนรถด้วย เดินไปเดินมาเสียเวลาไปพอสมควรเหมือนกันครับ นี่วันนี้เรายังไม่เดินเที่ยวเมืองแรกเลย สิบโมงครึ่งแล้ว

Bad Mergentheim (อ่านว่า บาตเมอร์เกนไธม์) เมืองแห่งสปา เราจอดรถแวะเดินเที่ยวในเมืองนี้กัน แต่ไม่มีใครคิดจะอาบน้ำแร่แช่น้ำนมเลยครับ เราจึงเดินเที่ยวในใจกลางเมือง ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ผมเดาว่าเมืองนี้คงเป็นเมืองเล็กๆ หรือว่าเป็นเช้าวันจันทร์คนที่นี่เลยยังไม่ตื่นกัน ไม่ค่อยแน่ใจครับ เราเดินไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจจึงเดินไปดูปราสาทของเมือง ดูเหมือนว่าประสาทและ museum ปิดทำการในวันจันทร์ เราจึงได้แต่ยืนดูและถ่ายรูปภายนอกเท่านั้น จะมีก็แต่โบสถ์ที่อยู่ในตัวปราสาทที่สามารถเข้าไปดูภายในได้ เราจึงเข้าไปดูและถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วจึงออกเดินทางกันต่อครับ


รูปที่ 2 : บรรยากาศเช้าวันจันทร์ใน City center ของเมือง Bad Mergentheim

รูปที่ 3 : ปราสาทของเมือง Bad Mergentheim อยู่ไม่ไกลจาก City center นัก

รูปที่ 4 : อีกมุมนึงของปราสาทของเมืองนี้

ขับรถออกจากเมือง Bad Mergentheim ประมาณ 10 นาทีก็ถึงเมือง Weikersheim ไม่อยากจะเชื่อเลยครับว่า ขับรถแค่ 10 นาทีก็ข้ามเมืองแล้ว ถ้าเป็นชานเมืองบ้านเราขับรถจากขนส่งสายใต้ 10 นาทียังไงก็ยังไม่ถึงสะพานปิ่นเกล้า ยังฝั่งธนเหมือนเดิม น่าเวทนาคนเมืองใหญ่จริงๆ

Weikersheim (อ่านว่า ไวเคอร์ไชม์) เป็นเมืองเล็กๆ แต่เสน่ห์เหลือล้นจริงๆ ครับ ผมลงจากรถ เดินได้ไม่ไกลก็เห็นคุณตาคุณยายคู่นึง นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงอย่างมีความสุขในสวนหลังบ้าน เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะเข้าไปฟังว่า คุณตาคุณยายเค้าคุยอะไรกัน แต่ผมฟังภาษาเยอรมันไม่ออก ก็เลยขอถ่ายรูปกับคุณตาคุณยาย แล้วเดินจากมาครับ


รูปที่ 5 : คุณตาคุณยายนั่งคุยกันในสวนเล็กๆ ของเมือง Weikersheim

รูปที่ 6 : สองสาวนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นแฝดกันหรือเปล่า นั่งอยู่อีกมุมนึงของสวนแห่งเดียวกัน

บ้านเรือนที่นี่เล็กแต่น่าอยุ่จริงๆ ครับ ผมเดินดูบ้านเรือนเพลินระหว่างทางเดินเข้ากลางเมือง มีโบสถ์เล็กๆ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตชิวๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ เราเดินไปเรื่อยๆ จนถึงปราสาทยุคเรเนซองค์ (Renaissance) ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสวนสไตล์บารอก (Baroque) ที่อยู่ข้างปราสาท กว้างใหญ่ จัดไว้อย่างลงตัว พวกเราเดินเล่นเพลินๆ ในสวน ถ่ายรูปเกือบทุกซอก ทุกมุม ของสวนเลยทีเดียว น่าประทับใจทีเดียวครับ เมือง Weikersheim


รูปที่ 7 : บรรยากาศใน Weikersheim city center เงียบสงบ ไม่ค่อยมีคน

รูปที่ 8 : ปราสาทในยุค Renaissance อยู่ไม่ไกลจาก Weikersheim city center

รูปที่ 9 : สวนสไตล์ Baroque ภายในปราสาท เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของเมืองนี้

รูปที่ 10 : มุมๆ นี้ของปราสาท สามารถเห็นตาม Postcard ที่วางขายทั่วไป

รูปที่ 11 : มุมธรรมชาติภายในสวนแห่งนี้

ออกจาก Weikersheim พวกเรากิน chocolate และผลไม้ที่ซื้อจาก Aldi เมื่อเช้ากินเป็นอาหารกลางวัน เราข้ามเมือง Rottingen (อ่านว่า โรทิงเนิ่น) เพราะเห็นว่าเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ค่อยมีอะไร จึงขับรถมุ่งหน้าไปยังเมือง Creglingen (อ่านว่า เคจลิงเกน) เลย ระหว่างทางเราเจอ McDonald’s ก็เลยแวะเข้าไปใช้บริการห้องน้ำฟรีกันครับ แล้วจึงขับรถเข้าเมือง Creglingen ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงครับ เราขับรถวนในตัวเมือง Creglingen อยู่พักนึง ดูแล้วไม่ค่อยมีอะไรเลยแวะนั่งกินไอติมกันแล้วออกตามหาโบสถ์ Herrgottskirche ที่มีไม้แกะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับพระแม่มารีและพิพิธภัณฑ์ที่สวมนิ้วใช้ในการเย็บผ้า โดยขับออกจากเมืองมา ไม่นานก็เจอโบสถ์ที่ว่า ตัวโบสถ์ขนาดเล็กพอสมควร ด้านข้างมีหลุมฝังศพเยอะแยะ หน้าโบสถ์มีป้ายเขียนว่า เก็บตังค์คนละกี่ยูโร ผมจำไม่ได้แต่ก็ไม่มากมายอะไร เพียงแต่พวกเราไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์หรือสนใจในศิลปะไม้แกะสลักอย่างลึกซึ้ง จึงขอผ่านโบสถ์แห่งนี้ ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่สวมนิ้วใช้ในการเย็บผ้า ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโบสถ์ แต่โชคไม่ดีอีกแล้ว Museum นี้ปิดทำการ เราจึงออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าไปยังเมืองเก่า Rothenburg ob der Tauber ซึ่งเป็นเมือง Highlight ของการเดินทางวันนี้ครับ

เส้นทาง Local road จากโบสถ์ Herrgottskirche เข้าสู่เมือง Rothenburg o. d. T. นั้นน่าสนใจทีเดียวครับ เราขับผ่านท้องทุ่งดอกมัสตาดผืนใหญ่ สีเหลืองเต็มไปหมด (ถ้าเป็นบ้านเราคงคล้ายๆ กับทุ่งดอกทานตะวัน) พวกเราอดไม่ได้ที่จะจอดรถลงไปชักภาพกันอีก ก่อนจะเข้าสู่เมือง Rothenburg o. d. T. จะเห็นวิวเมือง Rothenburg o. d. T. ทั้งเมือง อ๊อดหาที่เหมาะๆ จอดรถข้างทางเพื่อลงไปถ่ายรูปกัน ทันทีที่ลงรถ ผมเห็นกวางตัวนึงนอนตายอยู่ข้างถนน พวกเราสัณนิษฐานว่า มันคงถูกรถชน แล้วมีสัตว์อื่นๆ มากินท้องของมัน คนที่นี่อยู่กับธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนกันจริงๆ ครับ บริเวณรอบๆ เป็นท้องทุ่งที่ปลูกหญ้า ปลูกดอกมัสตาด ไม่มีป่ารกทึบ แต่ก็ยังมีกวางอาศัยอยู่ เหมือนๆ กับเมือง Oberursel ที่มีกระต่ายอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ท้องไร่ ทุ่งหญ้า พิงสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับกวาง แล้วเราจึงเดินไปหามุมถ่ายรูปเมือง Rothenburg กัน


รูปที่ 12 : แวะชมวิวเมือง Rothenburg ระหว่างทางบน Local road

Rothenburg ob der Tauber (อ่านว่า โรเทนเบิร์ก อ็อบ เดอร์ โตเบอร์) ถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ทีสุดเมืองหนึ่งในยุโรป ในเขตเมืองเก่าจะมีกำแพงเมืองตั้งอยู่เกือบจะรอบ มีเฉพาะด้านทิศตะวันตกที่ติดกับแม่น้ำเท่านั้นที่ไม่มีกำแพงเมือง พวกเราขับรถผ่านประตูเมืองเข้าเขตเมืองเก่าเพื่อสำรวจดูคล่าวๆ ก่อนออกจากเขตเมืองเก่าอีกด้านหนึ่ง เพื่อเช็คอินเข้าที่พักเป็น Guesthouse ชื่อว่า Gästehaus Eberlein ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองเก่า ห้องพักของเราคล้ายๆ กับ Serviced apartment บ้านเรา มีห้องนอน 2 ห้อง มีห้องนั่งเล่นและห้องน้ำ ราคาค่าห้องพักคนละ 28 Euro ต่อคืน (รวมอาหารเช้า) ด้านหน้าที่พักมีที่จอดรถฟรีไว้ให้บริการ ที่นี่บริหารงานโดยสามีภรรยาคู่หนึ่ง อัธยาศัยดี ค่อนข้าง friendly สามีแนะนำสถานที่เที่ยวในเขตเมืองให้กับเรา หลังจากเราขนสัมภาระขึ้นไปเก็บไว้ที่ห้อง ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย ดูเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง เรามีเวลาเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าสบายๆ เจ้าของโรงแรมแนะนำให้เราจอดรถไว้หน้าโรงแรม เนื่องจากในเมืองมีที่จอดรถไม่เยอะ ระยะทางจากโรงแรมเดินเข้าไปในเขตเมืองเก่าใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หึหึหึ ฟังดูมีเหตุผลจริงๆ แต่หารู้ไม่ว่า เราได้เข้าไปดูลาดราวเอาไว้แล้ว ว่าแล้วเราก็ขับรถเข้าไปหาที่จอดในเมืองเก่ากัน


รูปที่ 13 : บ้านเมืองในเขตเมืองเก่าใน Rothenburg

หลังจากพวกเราเข้าประตูเมือง ขับรถวนไม่นานก็เจอที่จอดรถอยู่ติดกับกำแพงเมืองด้านใน ผมเข้าใจว่าที่จอดรถบริเวณนั้นจอดฟรีไม่เสียตังค์ ไม่เห็นเครื่องหยอดเหรียญจ่ายค่าจอดรถ เราจึงจอดรถไว้แล้วขึ้นไปเดินเล่นบนกำแพงเมือง บ้านเรือนในเขตเมืองเก่าส่วนใหญ่จะเป็นบ้านปูนกรอบไม้ซึ่งเป็นบ้านโบราณของเยอรมัน บ้านบางหลังไม้ผุบ้าง บิดงอ แอ่นบ้าง เค้าก็ยังอนุรักษ์เอาไว้ คนในเมืองนี้ยังไงดำเนินชีวิตอย่างสมัยก่อน ดูได้จากราวตากผ้า เค้ายังตากผ้าบนลวดเส้นยาวๆ เหมือนแต่ก่อน การอนุรักษ์ให้เมืองยังคงความเก่าแก่เอาไว้นี้เอง ทำให้ Rothenburg เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชม เป็นจำนวนมากในแต่ละปี คนหน้าตาเอเชียอย่างพวกเรา เห็นแถบจะทุกมุมในเมืองนี้ เราเดินบนกำแพงเมืองไปทางทิศตะวันออกไปเรื่อยๆ จนสุดกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ จึงลงจากกำแพงเมืองเดินไปที่โบสถ์หลังใหญ่ของเมือง ด้านข้างของโบสถ์จะมีร้านขายขนมพื้นเมืองขึ้นชื่อของที่นี้ นั่นคือขนม Schneeballen (อ่านว่า ชะนี้เบเล่น) ซึ่งเป็นแป้งกรอบๆ ม้วนเป็นก้อนกลม แล้วแต่งรสเป็นหน้าอื่นๆ เช่น ช็อคโกแล็ต กาแฟ almond เป็นต้น มีร้านขายขนม Schneeballen อยู่หลายร้านเหมือนกันครับ พวกเราไม่รู้เหมือนกันว่า ร้านไหนอร่อย เลยซื้อมาลองกินดู 3 ลูก 3 รส แบ่งกันกิน 5 คน ปรากฏว่ากินไม่หมดอ่ะครับ ลูกมันใหญ่ด้วย แป้งมันกรอบๆ เหมือนแป้งกรอบเค็มบ้านเรา แต่รสชาติมันไม่หวาน ไม่เค็ม จืดๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่พวกเราฟันธงว่า มันไม่ถูกปากพวกเราอ่ะครับ แบบว่าอยากลองของแปลก แต่ถ้าไปแล้วแนะนำให้ไปชิมครับ นิดๆ หน่อยๆ ก็พอครับ


รูปที่ 14 : แวะจอดรถข้างกำแพงในเขตเมืองเก่ากันก่อน

รูปที่ 15 : เดินบนกำแพงเมือง ดูเมืองเก่าไปเรื่อยๆ

รูปที่ 16 : ของเค้าเก่าจริง ขลังด้วย ดูจากราวตากผ้าก็รู้

รูปที่ 17 : ร้านขายขนม Schneeballen อยู่ใกล้ๆ โบสถ์ มีหลายร้านไม่รู้ว่าร้านไหนร้านแรก เห็นมีโฆษณาราคาคุยทุกร้าน

หลังจากพวกเราชิมขนม Schneeballen เสร็จก็เรียกน้ำย่อยของพวกเราออกมาเลยครับ แต่มันไม่อร่อยอ่ะ ทาเกะซังจัดการเปิดหนังสือท่องเที่ยวเยอรมันเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ดูร้านอาหารแนะนำสำหรับมื้อเย็นต่อ พวกเราตอบตกลงให้ทาเกะนำทางไปร้านอาหารต่อเลยครับ ได้เวลากินเบียร์กันแล้ว มื้อเย็นวันนี้ เราฝากท้องไว้กับร้าน Zur Höll บรรยากาศหน้าร้าน บ่งบอกถึงเมือง Rothenburg ได้เป็นอย่างดี เรานั่งกันที่โต๊ะที่ตั้งหน้าร้าน พร้อมกับสั่งอาหารเยอรมัน 4-5 อย่าง มีซี่โครงหมูอบ สลัดกุ้งกับมันอบ พาสต้า แฮมเบคอนซารามี่จานเย็น กินกับเบียร์และไวน์กัน แต่ทางร้านเค้าไม่มีขาหมูเยอรมันอ่ะครับ อดเลย อาหารของร้าน Zur Höll ก็โอครับ แต่ผมชอบบรรยากาศ Local ของทางร้านมากกว่า มันเข้ากับรสชาติของเบียร์ได้ดี มื้อนี้เราหมดไป 70 Euro กินเสร็จเกือบ 2 ทุ่ม ฟ้ายังสว่างแจ้งอยู่เลย เราเดินกลับไปที่ใจกลางเมือง เห็นว่าไม่ค่อยมีอะไรแล้ว จึงเดินกลับไปที่รถเพื่อจะขับรถลงทางด้านใต้ของเขตเมืองเก่า ระหว่างทางเราเจอหอนาฬิกาที่อยู่ใกล้กับสามแยก ซึ่งเป็นอีกมุมนึงของเมืองที่นักท่องเที่ยวจะมาถ่ายรูปกัน เราจึงจอดรถแวะถ่ายรูปกัน


รูปที่ 18 : แวะกินมื้อเย็นกันหน้าร้าน บรรยากาศ Rothenburg มากๆ

รูปที่ 19 : บรรยากาศใจกลางเมือง Rothenburg ตอน 2 ทุ่ม

รูปที่ 20 : มุมๆ นี้ เห็นได้ตาม Postcard ทั่วไปอีกแย้ว

ก่อนออกจากประตูเมืองทางด้านทิศไต้ เราจอดรถแวะดูตึก Youth hostel ของเมือง Rothenburg ด้วยความเสียดายที่เราไม่ได้พักค้างคืนที่นั่น ตึก Youth hostel ที่นี่ดูเก่าแก่ เข้ากับบ้านเรือนในเขตเมืองเก่า บรรยากาศน่าพักค้างคืนมาก เสียดายที่ผมจองที่พักล่วงหน้าช้าไป ผมจองที่พักใน Rothenburg 2 เดือนล่วงหน้า ยังไม่ทันเลยครับ คิดดูละกันว่ามีนักท่องเที่ยวแวะมาเที่ยวใน Rothenburg และพักค้างคืนที่นี่มากขนาดไหน ว่าแล้วเราก็ขึ้นรถกลับ Guesthouse ของเรา คืนนี้เรามีปาร์ตี้เล็กๆ ในห้องนั่งเล่นกันต่อ พอดีเมื่อเช้าผมซื้อ Sekt ราคาไม่แพงมาจาก Aldi มา พอดีทาง Guesthouse มีตู้เย็นให้ก็เลยแช่เอาไว้ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ ครับ

Sekt เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่าเครื่องดืมประเภท Sparkling wine ผลิตจากองุ่นเหมือนกับไวน์ ขวดมีลักษณะคล้ายกับแชมเปญ กระบวนการผลิต Sekt มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ทำให้ราคาต่างกัน แต่ไม่ว่าจะผลิตโดยวิธีไหนก็ตาม Sekt ก็ขายในราคาถูกกว่า Champagne อยู่มากครับ

รูปที่ 21 : Youth Hostel ของเมืองนี้ ภายนอกดูเก่า Classic มาก เสียดายไม่ได้พัก

เรากลับมาถึงที่พักประมาณ 3 ทุ่ม ฟ้ายังไม่มึดเลย เราเดินเล่นแถวนั้นพักนึง แล้วจึงขึ้นห้องพักครับ ห้องนั่งเล่นที่นี่ขนาดกระทัดรัด นั่งได้ 5 คนเต็มพอดี ผมเปิด Sekt เพื่อเฉลิมฉลองคืนที่ 3 และยังเป็นวิธีกำจัดขนมขบเคี้ยวที่เราขนมาจากเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นหมูหวาน ขนมปังกรอบๆ (Cracker) ด้วยครับ แต่ดูเหมือนทุกคนไม่คุ้นเคย หรือชอบรสชาติของ Sekt สักเท่าไหร่ จิบกันคนละนิดคนละหน่อย ผมเลยเหมาหมดขวดเลย กินเสร็จนอนพับอยู่ที่โซฟา ยันเช้าเลยครับ


------------------------------------------------------------------------------------

   ความเห็นที่ 1   [วันที่ 07 September 2013]
เอาไว้เจอกันครับ โรแมนติกโลด ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆ ครับ
สมชาย

Verify Image

บังคับใส่ข้อมูลทั้ง 3 ช่อง