ผมตื่น 7 โมงกว่า มีเสื้อผ้าตากเต็มห้องไปหมด เมื่อคืนนี้เราโยนเสื้อผ้าของทุกคนที่ใส่มาทั้งหมด 3 วันลงเครื่องซักผ้าของ Hostel กัน เครื่องซักผ้าที่นี่ ขนาด 4.5 Kg มีน้ำยาซักผ้าให้เสร็จ โดยหยอดเหรียญเครื่องละ 200 เยน ใช้เวลาซักประมาณ 35 นาที พวกเราซักทีเดียว 2 เครื่อง พอซักเสร็จต้องเอาผ้าเข้าเครื่องอบแห้ง(เครื่องใหญ่) ใส่เสื้อผ้าทั้ง 2 ถังลงเครื่องอบเครื่องเดียวได้ โดยหยอดเหรียญ 100 เยนต่อการอบแห้งครั้งละ 10 นาที เมื่อคืนอบแห้งไป 2 ครั้งผ้ายังหมาดอยู่ ตื่นเช้ามาผมเลยเอาเสื้อผ้าไปอบแห้งอีก 2 ครั้งรวม 20 นาที ผ้าแห้งสนิท ตากให้ผ้าหายร้อนสัก 15 นาทีก็ยัดใส่กระเป๋าได้ สรุปจ่ายค่าซักเสื้อผ้าของทั้ง 4 คนไปทั้งหมด 800 เยน
พวกเราทะยอยกันไปอาบน้ำ แล้วแพ็คกระเป๋า วันนี้เราเดินทางออกจากเกียวโต ไปค้างในเมืองโอซะกะกัน 2 คืนสุดท้าย เราไม่รีบร้อน เพราะยังเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย เป็นไข้หวัดกันด้วย ลงไปทานอาหารเช้าในครัวเสร็จ ก็ Checkout ออกเดินทางประมาณ สิบโมงครึ่ง (Checkout ได้ถึง 11 โมง) พวกเราใส่หน้ากากปิดจมูกปาก ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อกับคนอื่น แล้วเดินลากกระเป๋าไปที่สถานีรถไฟ Kawaramachi เราหยอดเหรียญซื้อตั๋วรถไฟทีเดียว คนละ 640 เยน สำหรับขึ้นรถไฟ 4 ต่อไปลงที่สถานี Sakuragawa ในโอซะกะ (ใช้ท่าไม้ตาย ให้พนักงานกดเครื่องหยอดเหรียญซื้อตั๋วให้เหมือนเดิม)
![]() |
| รูปที่ 1 : ส่วนหนึ่งของแผนที่ Subway Route ในเมืองโอซะกะ |
การขึ้นรถไฟใต้ดิน หรือ Subway ในโอซะกะครั้งแรก อาจจะงงๆ ตาลาย เวลาเดินในสถานีรถไฟ อย่าไปสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ (ดูไปก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ) เราถือแผนที่ Subway Route เอาไว้ในมือ ดูว่าเราจะขึ้นรถไฟสายสีอะไร เช่น รถไฟสายสีแดงคือ Midosuji Line เป็นต้น แล้วมองหาป้ายภาษาอังกฤษในสถานีว่า รถไฟสายสีที่ต้องการขึ้นไปทางไหน ก็เดินไปทางนั้น พอเดินไปถึงที่ชานชลารถไฟสายสีที่ต้องการแล้ว ก็ดูว่าจะขึ้นรถไฟฝั่งไหน(ขาไป/ขากลับ) แล้วยืนต่อคิวรอขึ้นรถไฟขบวนต่อไป ขึ้นรถไฟแล้วก็ดูว่าสถานีหน้าที่รถไฟจอด ตรงกับเส้นทางตามแผนที่หรือเปล่า เพื่อตรวจสอบอีกทีว่า ขึ้นรถไฟผิดฝั่งหรือเปล่า
สิ่งที่ต้องสังเกตุ คือ บางสถานีไม่ได้มีแต่รถไฟใต้ดิน (Subway) อาจจะมีรถไฟ Kintetsu, รถไฟ Hankyu หรือ รถไฟ Hanshin ซึ่งมักจะอยู่คนละชั้นกัน ก็ต้องดูดีๆ ก่อนสอดตั๋วเข้าสถานีว่า ใช่สถานีของรถไฟขบวนหรือสายสีที่เราต้องการขึ้นหรือเปล่า หรือบางสถานีอย่างเช่น สถานี Sakuragawa รถไฟใต้ดิน(Subway) อยู่ที่หนึ่ง แต่สถานี Sakuragawa ของรถไฟ Hanshin อยู่อีกที่หนึ่ง (ห่างกัน 600 เมตร) ไม่มีทางเดินเชื่อมต่อกัน เวลาอยู่บนถนนจะเดินลงไปที่สถานี ต้องสังเกตุนิดนึงครับ
หลังจากพวกเราขึ้นรถไฟ Hankyu ขบวนแรกจากสถานี Kawaramachi ในเกียวโต นั่งยาวประมาณ 35 นาทีมาลงสถานี Awaji ในเมืองโอซะกะแล้ว รถไฟอีก 3 ขบวนจะขึ้นสั้นๆ 2-4 ป้าย ก็ถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Sakuragawa เราเดินออกทาง Exit 5 แล้วเดินตามแผนที่ที่เตรียมมา ระยะทางประมาณ 100 เมตรก็ถึงที่พัก Hostel Chill Out ผมจองห้องนอน 4 คน เป็นเตียง 2 ชั้น 2 เตียง ราคาคนละ 3,000 เยนต่อคืน(ไม่มีอาหารเช้า) เจ้าของที่นี่ Chill จริงๆ ครับถักผมทรง Death ฟังเพลงสไตล์เร้คเก้ เค้าต้อนรับเราอย่างเป็นกันเองและบอกว่า “คนไทยมาแวะพักที่นี่เรื่อยๆ เลย” ห้องว่างพอดี พวกเรา Check-in แล้วขนกระเป๋าเข้าห้องพักได้เลย พวกเรานอนพักเอาแรงประมาณ 1 ชั่วโมง ผมหลับสนิทเลยโดนไข้หวัดเล่นงาน
![]() |
| รูปที่ 2 : ที่จอดรถจักรยานสาธารณะ ตีเส้นเป็นระเบียบ สะอาด |
บ่ายสองโมงครึ่ง พวกเราออกจากที่พัก เดินตามแม่น้ำประมาณ 20 นาทีก็ถึงป้ายกุลิโกะในย่านดองโทโบริ แล้วเดินบนถนน Shopping ย่าน Shinsaibashi เช็คราคาสินค้ากัน ร้านค้าที่นี่มีร้าน Tax Free อยู่เยอะ ถ้ามีเวลาลองเช็คราคาหลายๆ ร้านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ชาเขียวห่อละ 900 เยน แต่อีกร้านนึงเป็นร้าน Tax Free เหมือนกัน ขายราคา 800 เยน (ถูกมากกว่า 10%) เงื่อนไขของการซื้อสินค้าไม่เสียภาษี(Tax Free) ในร้านค้าที่นี่ คือ ต้องซื้อสินค้าราคารวมต่อ 1 ใบเสร็จ ขั้นต่ำ 5,400 เยน เราสามารถขอ Tax Free โดยยื่น Passport ตอนชำระเงินได้ครับ
![]() |
| รูปที่ 3 : เรือนำเที่ยว ล่องไปตามแม่น้ำไปย่านดองโทโบริ |
![]() |
| รูปที่ 4 : ร้าน Tax Free ตรงข้ามป้ายกุลิโกะ ขายทุกสิ่งสารพัด |
![]() |
| รูปที่ 5 : ทางเดิน Shopping ใน Shinsaibashi เดินจนกว่าจะเมื่อย |
![]() |
| รูปที่ 6 : ที่นี่เป็นศูนย์กลางสำหรับคนเดินเที่ยวย่านนี้จริงๆ |
ตกเย็นเริ่มหิวแล้ว เราเดินวนกลับไปย่านดองโทโบริ ซึ่งเป็นแหล่งของกิน มื้อนี้เรากินแบบง่ายๆ คือ ใครอยากกินไรก็ซื้อมาแล้วยืนหรือนั่งแบ่งกันกินแถวหน้าร้านนั่นแหล่ะ เราเดินซื้อเก็บกินทีละนิดทีละหน่อยไปเรื่อย เริ่มจากเม็ดคล้ายๆ เกาลัดลูกโตคั่ว ทาโกยากิ ขาปูยักษ์เผา และข้าวปั้นหน้าปลาดิบ กินเสร็จก็ไปเดิน Shopping ใน Ebisubashi กันจนขารู้สึกล้า ก็เดินมาหาที่นั่งริมแม่น้ำตรงป้ายกุลิโกะ ฟ้ากำลังจะมืดแล้ว พวกเรามานั่งพักรอป้ายโฆษณาเปิดไฟ โดยหาซื้อน้ำหมักธัญญะพืช น้ำผลไม้ และขนมขบเคี้ยวจากร้านสะดวกซื้อ นั่งกินกัน
![]() |
| รูปที่ 7 : คนเรียกแขกเข้าร้านที่อยู่ชั้นบนๆ ของตึก ในย่านดองโทโบริ |
![]() |
| รูปที่ 8 : ร้านทาโกยากิดังๆ ขายกันตกราคาลูกละ 80 เยน (เกือบ 30 บาท) |
![]() |
| รูปที่ 9 : อันนี้ซื้อจากร้านไม่ดัง ราคาลูกละ 70 เยน |
![]() |
| รูปที่ 10 : เจอร้านข้าวปั้นร้านเล็กๆ จานวิ่งบนสายพาน คนนั่งเต็มร้าน |
![]() |
| รูปที่ 11 : ลองซื้อมาชิมดู ใส่กล่องไม้อย่างหรู |
![]() |
| รูปที่ 12 : ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก |
![]() |
| รูปที่ 13 : ย่าน Shopping กลางเมืองโอซะกะ เศรษฐกิจไม่ดี ยังมีคนช้อปกันคึกคัก |
![]() |
| รูปที่ 14 : เดินต่อไม่ไหวแล้ว มานั่งรถป้ายกุลิโกะเปิดไฟ |
![]() |
| รูปที่ 15 : เริ่มเปิดไฟ เวลาประมาณ 18:30 น. |
เราค่อยๆ ลากเท้ากลับที่พักเดินตามทางเดินริมแม่น้ำ คนละฝั่งกับขามา แวะร้านสะดวกซื้อ ซื้อขนมปัง ข้าวปั้น นม น้ำผลไม้ เอาไว้กินกับชา กาแฟ มื้อเช้าพรุ่งนี้ ในที่พักมีตู้เย็นเล็กๆให้แขกแช่ของกินได้ กลับถึงห้อง พวกเราทะยอยกันอาบน้ำ แล้วหาบาล์มทาขาก่อนหลับยาว พรุ่งนี้ค่อยลุยกันต่อครับ
| ------------------------------------------------------------------------------------ |
















